บทที่ 3: หุบเขาเร้นลับ กับคำสั่งประกาศิตของมารดาใจยักษ์
แสงแดดกลางฤดูใบไม้ร่วงที่ควรจะอบอุ่นและเย็นสบาย กลับแผดเผาลงมาบนผืนดินที่แตกระแหงราวกับเปลวเพลิงจากเตาหลอม ภัยแล้งที่กินเวลายาวนานนับปีได้สูบเอาความชื้นและชีวิตชีวาของหมู่บ้านตระกูลซูไปจนหมดสิ้น ต้นไม้ใบหญ้าล้วนกลายเป็นสีเหลืองกรอบแห้งตาย แม้แต่ลมที่พัดผ่านก็ยังหอบเอาฝุ่นทรายและความร้อนระอุมาปะทะใบหน้า
บนลานดินหน้าบ้านตระกูลซู ชามไม้เก่าๆ ห้าใบถูกกวาดจนเกลี้ยงเกลาไม่มีแม้แต่เศษมันเทศติดก้นชาม ซูต้าใช้หลังมือเช็ดริมฝีปากที่แห้งผากของตนเอง เขาลูบท้องที่เพิ่งจะเคยสัมผัสกับความอิ่มเอมเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน พลางเรอออกมาเบาๆ ด้วยความพึงพอใจ หวังซื่อและหลี่ซื่อเองก็มีสีหน้าผ่อนคลายลงมาก แม้จะยังรู้สึกหิวอยู่บ้าง แต่มันเทศจากมารดาสามีก็ช่วยต่อชีวิตพวกนางไปได้อีกเฮือกใหญ่
หลินหว่านนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวที่ยังดีอยู่ นางกวาดสายตาคมกริบมองดูบุตรชายและลูกสะใภ้ที่เริ่มมีท่าทีเกียจคร้านหลังจากหนังท้องตึง รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นที่มุมปาก
เพียะ
ไม้ตะพดในมือของนางตวัดฟาดลงบนโต๊ะไม้เสียงดังสนั่น ทำเอาทุกคนที่กำลังเคลิบเคลิ้มสะดุ้งสุดตัว ซูเอ้อร์ถึงกับสะดุดขาตัวเองล้มลงไปนั่งกองกับพื้น
“อิ่มแล้วก็คิดจะนั่งงอมืองอตีนรอให้สวรรค์ประทานข้าวมาให้อีกหรืออย่างไร” น้ำเสียงแผดกร้าวของหลินหว่านดังกังวาน ทำลายบรรยากาศผ่อนคลายเมื่อครู่จนแหลกสลาย “พวกเจ้าคิดว่ามันเทศก้อนนั้นจะทำให้อิ่มไปได้ตลอดยามหน้าหนาวที่กำลังจะมาถึงนี้หรือ ไอ้พวกโง่เขลาเบาปัญญา รีบไสหัวไปหยิบตะกร้าสะพายหลัง จอบ และเสียมมาให้หมด”
“ทะ... ท่านแม่ แดดร้อนเปรี้ยงปานนี้ ท่านจะให้พวกเราไปไหนหรือขอรับ” ซูต้าเอ่ยถามเสียงอ่อย เหงื่อเม็ดโป้งเริ่มผุดพรายตามกรอบหน้า
“ไปขุดหลุมฝังศพพวกเจ้ากระมัง” หลินหว่านถลึงตาใส่ “ข้าจะพาพวกเจ้าขึ้นเขาไปหาของป่า ในเมื่อพวกเจ้าไม่มีปัญญาหาเงินมาเลี้ยงดูข้า ข้าก็ต้องลงมือเอง หากใครชักช้า ข้าจะฟาดให้ขาหักแล้วทิ้งไว้ให้แร้งกาจิกกินเสียที่นี่แหละ”
ทุกคนหน้าซีดเผือด รีบวิ่งกรูเข้าไปในโรงเก็บของ คว้าอุปกรณ์หาของป่าที่ฝุ่นจับหนาเตอะออกมาอย่างลนลาน ไม่มีใครกล้าปริปากบ่นแม้แต่ครึ่งคำ เพราะรู้ดีว่ามารดาในยามนี้ไม่ใช่คนที่จะต่อรองด้วยได้อีกต่อไป
หลินหว่านหันไปหาซูเม่ยที่กำลังยืนถือไม้กวาดอยู่มุมลานบ้าน แววตาของนางอ่อนลงเล็กน้อย แต่เมื่อเอ่ยปาก น้ำเสียงก็ยังคงเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด “ส่วนเจ้า นังเด็กไร้ประโยชน์ รูปร่างผอมแห้งราวกับผีตายซาก ขืนตามขึ้นเขาไปก็เป็นภาระให้ข้าต้องคอยหามกลับ เจ้าจงอยู่เฝ้าบ้าน ล้างชามให้สะอาด แล้วเอาเสื้อผ้าของข้าไปซักเสีย หากข้ากลับมาแล้วพบว่ามีของชิ้นใดในบ้านสูญหาย เจ้าเตรียมตัวถูกขายเข้าหอนางโลมได้เลย”
ซูเม่ยรีบก้มหน้าซ่อนรอยยิ้มที่มุมปาก นางรู้ดีว่ามารดากำลังหาข้ออ้างเพื่อให้นางได้พักผ่อนอยู่บ้าน ไม่ต้องไปทนตากแดดตากลมบนภูเขา “ขะ... เข้าใจแล้วเจ้าค่ะท่านแม่ ข้าจะดูแลบ้านอย่างดี ไม่ให้มดสักตัวเล็ดลอดเข้ามาได้เลยเจ้าค่ะ”
เมื่อจัดการแบ่งหน้าที่เสร็จสิ้น หลินหว่านก็เดินนำขบวนลูกๆ และสะใภ้มุ่งหน้าสู่ภูเขาหลังหมู่บ้าน
เส้นทางขึ้นเขานั้นทุรกันดารและแห้งแล้ง ต้นไม้ใหญ่ผลัดใบจนเหลือแต่กิ่งก้านสาขาที่ดูราวกับกรงเล็บปีศาจ พื้นดินแตกระแหงเป็นร่องลึก ทุกย่างก้าวที่เหยียบย่ำลงไปก่อให้เกิดฝุ่นสีเหลืองคลุ้งกระจาย หวังซื่อและหลี่ซื่อที่เดินรั้งท้ายเริ่มหอบหายใจอย่างหนัก เหงื่อไหลซึมจนเสื้อผ้าฝ้ายหยาบๆ เปียกชุ่มติดร่างกาย “โอ๊ย... ข้าเดินไม่ไหวแล้วพี่ใหญ่ ขาข้าสั่นไปหมดแล้ว” หลี่ซื่อบ่นกระปอดกระแปด พยายามใช้มือพัดใบหน้าของตนเอง
“เงียบปากเสียหลี่ซื่อ หากท่านแม่ได้ยินเข้า พวกเราได้กินไม้ตะพดแทนข้าวเย็นแน่” หวังซื่อกระซิบเสียงลอดไรฟัน แม้ตัวนางเองก็เหนื่อยจนแทบขาดใจ แต่ความกลัวไม้ตะพดนั้นมีมากกว่า
หลินหว่านที่เดินนำหน้าสุดไม่ได้มีสภาพดีไปกว่ากันนัก ร่างกายของเจ้าของร่างเดิมนี้อ่อนแอเกินไป แม้จะได้ยาลูกกลอนฟื้นฟูไปแล้ว แต่การปีนเขาในสภาพอากาศเช่นนี้ก็ทำให้นางหน้ามืดไปหลายรอบ ทว่านางอาศัยความเด็ดเดี่ยวและพลังใจจากยุคปัจจุบัน กัดฟันเดินหลังตรง ดึงดันก้าวต่อไปไม่ยอมแสดงความอ่อนแอให้ลูกๆ เห็น
ในเมื่อแกล้งเป็นนางมารร้ายแล้ว ก็ต้องร้ายให้สุด ข้าจะมาล้มพับไปกลางทางให้พวกมันหัวเราะเยาะไม่ได้เด็ดขาด หลินหว่านคำรามในใจ
เมื่อเดินลึกเข้ามาในเขตป่าชั้นกลางที่ชาวบ้านทั่วไปมักจะไม่กล้าเข้ามาเพราะกลัวสัตว์ร้าย หลินหว่านก็หยุดเดิน นางยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่หน้าผาก ก่อนจะเรียกใช้ระบบในห้วงความคิด
‘ระบบ ใช้เหรียญทองแดง 10 เหรียญ เปิดฟังก์ชันสแกนหาทรัพยากรมีค่าในรัศมีหนึ่งลี้’
(ติ๊ง หักเหรียญทองแดง 10 เหรียญ... ระบบกำลังทำการสแกน...) (ค้นพบเป้าหมาย ห่างออกไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ 500 เมตร มีหุบเหวซ่อนเร้น ตรวจพบ ‘โสมคนป่า’ อายุสิบปี จำนวนสองต้น และดง ‘ซานเหย้า’ (มันเทศป่า) จำนวนมากที่รอดพ้นจากภัยแล้งเนื่องจากอยู่ใกล้ตาน้ำใต้ดิน)
ดวงตาของหลินหว่านทอประกายเจิดจ้า โสมคนป่า ในยุคข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ สมุนไพรล้ำค่าอย่างโสมป่าย่อมสามารถขายได้ราคาดีเยี่ยมในร้านขายยาในตัวเมือง มันคือจุดเริ่มต้นของการสร้างฐานะอย่างแท้จริง
“ตามข้ามาทางนี้ อย่ามัวแต่ชักช้า” หลินหว่านตวัดไม้ตะพดชี้ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ แล้วออกเดินนำอย่างกระฉับกระเฉงราวกับได้ยาวิเศษ
ซูต้าและคนอื่นๆ ได้แต่มองหน้ากันด้วยความงุนงง ทิศทางที่มารดามุ่งหน้าไปนั้นเป็นเขตหุบเหวสูงชันที่อันตรายยิ่งนัก แม้แต่นายพรานชำนาญป่ายังหลีกเลี่ยงที่จะเข้าไป แต่นาทีนี้ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากทักท้วง ได้แต่ก้มหน้าเดินตามหลังไปอย่างเงียบๆ
ผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม พวกเขาก็มาหยุดยืนอยู่ริมหน้าผาหินที่ลาดชันเบื้องล่างเป็นหุบเหวลึกที่ถูกปกคลุมด้วยเงามืดของโขดหินใหญ่ แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนประหลาดใจคือ บริเวณก้นเหวนั้นกลับมีสีเขียวจางๆ ของพรรณไม้ปะปนอยู่ บ่งบอกว่าที่นั่นยังคงมีความชื้นหล่อเลี้ยง
“ทะ... ท่านแม่ ท่านพาพวกเรามาที่นี่ทำไมหรือขอรับ ทางลงมันชันมาก หากตกลงไปมีหวังกระดูกแหลกละเอียดแน่” ซูเอ้อร์ชะโงกหน้ามองลงไปในเหวแล้วถอยกรูดกลับมาด้วยความหวาดกลัว ขาทั้งสองข้างสั่นพั่บๆ
“เจ้ามันลูกเต่าหดหัว ข้าเลี้ยงเจ้ามาเสียข้าวสุกจริงๆ” หลินหว่านตวาดแหว นางใช้ไม้ตะพดกระทุ้งแผ่นหลังของซูเอ้อร์อย่างแรงจนเขาร้องโอดโอย “เบื้องล่างนั้นมีของล้ำค่าซ่อนอยู่ ข้าเห็นกับตาตอนที่เดินสำรวจ หากพวกเจ้าไม่ลงไปขุดมันขึ้นมา วันนี้ก็อย่าหวังจะได้กลับบ้านไปกินข้าว”
หลี่ซื่อเบิกตากว้าง “ขะ... ของล้ำค่าหรือเจ้าคะท่านแม่ มันคือสิ่งใดกันเจ้าคะ” ความโลภบังเกิดในดวงตาของสะใภ้รองทันที
“หุบปากแล้วทำตามคำสั่งข้าซะ ซูต้า เจ้าตัวใหญ่พละกำลังเยอะ เจ้าเป็นคนไต่เถาวัลย์ลงไปก่อน แล้วคอยรับซูเอ้อร์ลงไป ส่วนพวกเจ้าสองคน หวังซื่อ หลี่ซื่อ คอยดึงเชือกอยู่ข้างบน หากพวกเจ้าปล่อยให้ลูกชายข้าตกลงไป ข้าจะผลักพวกเจ้าลงเหวตามไปเป็นผีเฝ้าป่าเสียที่นี่”
คำขู่ของหลินหว่านเด็ดขาดและดุดันจนไม่มีใครกล้าขัดขืน ซูต้าสูดลมหายใจเข้าลึก เขาผูกเชือกป่านเส้นหนาไว้กับต้นไม้ใหญ่ริมหน้าผา แล้วค่อยๆ ไต่ระดับลงไปตามโขดหินและเถาวัลย์อย่างระมัดระวัง แม้จะโง่เขลาแต่เขาก็มีพละกำลังและความคล่องแคล่วทางกายภาพเป็นเลิศ ไม่นานนักเขาก็ลงไปถึงก้นเหวได้อย่างปลอดภัย
จากนั้นก็ถึงคราวของซูเอ้อร์ เขาหลับตาปีนลงไปอย่างเก้ๆ กังๆ โดยมีมารดายืนถือไม้ตะพดคุมเชิงอยู่ด้านบน พร้อมกับขู่สำทับเป็นระยะๆ จนในที่สุดเขาก็ลงไปสมทบกับพี่ชายได้สำเร็จ
“เดินตรงเข้าไปตรงซอกหินใหญ่ที่มีมอสสีเขียวเกาะอยู่ แล้วบอกข้าว่าพวกเจ้าเห็นอะไร” หลินหว่านตะโกนสั่งการลงไป
ซูต้าและซูเอ้อร์แหวกพุ่มไม้แห้งๆ เข้าไปตามคำสั่ง ทันใดนั้น ซูเอ้อร์ก็ส่งเสียงร้องอุทานออกมาด้วยความตื่นเต้น
“พี่ใหญ่ ทะ... ท่านแม่ นี่มัน... ใบของซานเหย้า (มันเทศป่า) ไม่ใช่หรือขอรับ แถมยังมีต้นอะไรไม่รู้ ใบสีเขียวๆ มีผลสีแดงๆ เล็กๆ ขึ้นอยู่ใกล้ๆ กันด้วย”
หลินหว่านยิ้มกริ่มอยู่ในใจ แต่ภายนอกกลับแสร้งทำเป็นตะคอกกลับไป “ไอ้พวกตาถั่ว นั่นมันโสมคนป่า ของล้ำค่าที่สวรรค์ประทานให้ตระกูลซูของเรา รีบเอาเสียมขุดมันขึ้นมาเดี๋ยวนี้ ระวังให้ดี โสมคนนั้นบอบบางยิ่งกว่าชีวิตพวกเจ้า หากเจ้าทำให้รากฝอยของมันขาดไปแม้แต่เส้นเดียว ข้าจะหักนิ้วมือเจ้าเรียงตัว”
เมื่อได้ยินคำว่า ‘โสมคน’ ทุกคนทั้งด้านบนและด้านล่างต่างก็สูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกตะลึง โสมป่า ของที่หาได้ยากยิ่งในป่าลึก กลับมาซ่อนตัวอยู่ในหุบเหวแห่งนี้ได้อย่างไร สวรรค์มีตา หรือว่ามารดาของพวกเขามีตาทิพย์กันแน่
ซูเอ้อร์ผู้มีจิตใจอ่อนโยนและขี้ขลาด บัดนี้กลับกลายเป็นผู้ที่มีประโยชน์ที่สุด ความละเอียดอ่อนของเขาทำให้เขาค่อยๆ ใช้เสียมอันเล็กค่อยๆ แซะดินรอบๆ โคนต้นโสมอย่างระมัดระวังที่สุด ราวกับกำลังปัดฝุ่นออกจากงานศิลปะล้ำค่า เหงื่อเม็ดท่วมหน้าผากของเขา แต่เขาไม่กล้าแม้แต่จะยกมือขึ้นปาด เพราะกลัวว่ามือจะสั่นจนทำให้รากโสมเสียหาย
“ดีมาก ซูเอ้อร์ เจ้ามันขี้ขลาดตาขาว แต่วันนี้ความมือเบาของเจ้ามีประโยชน์ก็ครานี้แหละ ค่อยๆ แซะมันออกมา อย่าให้กระทบกระเทือนเด็ดขาด” หลินหว่านคอยบัญชาการอยู่เบื้องบน รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏขึ้นบนใบหน้า
ใช้เวลาเกือบหนึ่งก้านธูป โสมคนป่าอวบอ้วนขนาดเท่าหัวแม่มือผู้ใหญ่ สภาพสมบูรณ์พร้อมรากฝอยครบถ้วนก็ถูกดึงขึ้นมาจากผืนดินอย่างงดงาม ซูเอ้อร์ดีใจจนน้ำตาไหล เขาไม่เคยทำเรื่องที่มีประโยชน์เช่นนี้มาก่อนในชีวิต
“ได้แล้วขอรับท่านแม่ สมบูรณ์มากเลยขอรับ” ซูเอ้อร์ตะโกนบอกมารดาเสียงสั่น
“ขุดอีกต้นที่อยู่ข้างๆ ขึ้นมาด้วย แล้วก็ขุดซานเหย้าตรงนั้นมาให้หมด อย่าให้เหลือแม้แต่รากเดียว”
สองพี่น้องก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างแข็งขัน ความเหน็ดเหนื่อยถูกแทนที่ด้วยความหวังอันเรืองรอง ไม่นานนัก ตะกร้าสะพายหลังก็เต็มไปด้วยซานเหย้าหัวอวบอ้วนหลายสิบชั่ง และโสมคนป่าล้ำค่าอีกสองต้นที่ถูกห่อด้วยใบไม้กว้างอย่างทะนุถนอม
เมื่อซูต้าและซูเอ้อร์ปีนกลับขึ้นมาบนหน้าผาได้สำเร็จ หวังซื่อและหลี่ซื่อก็รีบถลันเข้าไปดูของในตะกร้า ดวงตาของลูกสะใภ้ทั้งสองเบิกกว้างเป็นประกายวิบวับแทบจะกลายเป็นรูปเหรียญทอง
“สวรรค์โปรด ท่านแม่... นี่เราจะรวยแล้วใช่ไหมเจ้าคะ โสมสองต้นนี้ ต้องขายได้หลายตำลึงเงินแน่ๆ” หลี่ซื่อเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า
หลินหว่านตวัดสายตาเหยียดหยามมองลูกสะใภ้ นางคว้าห่อโสมป่าทั้งสองต้นมาเก็บไว้ในอกเสื้อของตนเองอย่างรวดเร็ว “นี่คือของของข้า เป็นความดีความชอบของข้าที่ตาแหลมคมมองเห็นมัน พวกเจ้าอย่าได้คิดจะฮุบเอาไปเป็นของตนเองเชียว”
นางกวาดสายตาจ้องมองลูกและสะใภ้ทีละคนด้วยแววตาดุดันและอำมหิต “และฟังให้ดี ห้ามผู้ใดแพร่งพรายเรื่องโสมป่าและซานเหย้าเหล่านี้ให้คนนอกรู้เป็นอันขาด หากข้าได้ยินข่าวลือหลุดรอดออกไปจากปากผู้ใด ข้าจะถือว่าผู้นั้นเป็นคนทรยศ และจะไล่ตะเพิดออกจากบ้านตระกูลซูทันที เข้าใจหรือไม่”
“ขะ... เข้าใจแล้วขอรับ/เจ้าค่ะ ท่านแม่” ทั้งสี่คนประสานเสียงรับคำสั่งอย่างพร้อมเพรียง ความหวาดกลัวต่อมารดาผู้เกรี้ยวกราดนี้ฝังลึกซึ้งเกินกว่าจะกล้าขัดขืน
หลินหว่านยกยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ นางหันหลังกลับชี้ไม้ตะพดไปทางหมู่บ้าน “เอาล่ะ แบกตะกร้าซานเหย้าพวกนี้กลับบ้าน พรุ่งนี้เช้า... ข้าจะพาพวกเจ้าเข้าเมือง ไปเปิดหูเปิดตาดูเสียหน่อย ว่ามารดาผู้นี้จะหาเงินมาพลิกชะตาตระกูลซูได้อย่างไร”
แผ่นหลังที่ซูบผอมของมารดาเฒ่าที่เดินนำหน้าลงจากเขา บัดนี้กลับดูยิ่งใหญ่และน่าเกรงขามในสายตาของลูกๆ และสะใภ้ แม้นางจะร้ายกาจและดุดันเพียงใด แต่พวกเขาก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า... มารดาผู้นี้ กำลังนำพาความหวังที่แท้จริงกลับคืนสู่ครอบครัวที่กำลังจะตายแห่งนี้
