บท
ตั้งค่า

บทที่ 2: กฎเหล็กของมารดาใจยักษ์

ความมืดมิดยามราตรีในหมู่บ้านตระกูลซูเงียบสงัดจนน่าใจหาย มีเพียงเสียงลมหนาวที่พัดหวีดหวิวลอดผ่านรอยแตกของผนังดินเข้ามา ทว่าภายในห้องนอนซอมซ่อของมารดาเฒ่า นัยน์ตาของหลินหว่านกลับเบิกโพลง สว่างวาบไปด้วยประกายแห่งความหวัง

“เปิดแพ็กเกจของขวัญเดี๋ยวนี้” หลินหว่านเอ่ยเสียงแผ่วเบาในใจ

สิ้นคำสั่ง หน้าจอโปร่งแสงสีฟ้าครามก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้ามันลอยเด่นอยู่กลางอากาศ ส่องแสงสลัวที่ไม่แยงตา ตัวอักษรสีทองวิ่งวนบนหน้าจออย่างรวดเร็วก่อนจะหยุดนิ่ง พร้อมกับเสียงกลไกที่ดังขึ้นในหัว

(ติ๊ง เปิดแพ็กเกจของขวัญสำหรับผู้เริ่มต้นสำเร็จ) (ยินดีด้วย โฮสต์ได้รับ: 1. ยาลูกกลอนฟื้นฟูร่างกายขั้นต้น จำนวน 1 เม็ด 2. มันเทศสายพันธุ์ทนทานพิเศษ จำนวนสิบชั่ง (ประมาณ 5 กิโลกรัม) 3. เหรียญทองแดงระบบ จำนวน 100 เหรียญ)

หลินหว่านกวาดสายตามองของรางวัลด้วยความพึงพอใจ แม้จะไม่ได้มากมายจนตั้งตัวได้ในข้ามคืน แต่นี่คือ ‘ฟางเส้นสุดท้าย’ ที่จะช่วยดึงนางและครอบครัวสวะนี้ให้รอดพ้นจากปากเหวแห่งความตาย

นางไม่รอช้า สั่งการให้ระบบนำ ‘ยาลูกกลอนฟื้นฟูร่างกายขั้นต้น’ ออกมาทันที แสงสีฟ้ากะพริบวาบ ยาลูกกลอนสีน้ำตาลเข้มขนาดเท่าปลายนิ้วก้อยก็ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือที่หยาบกร้าน กลิ่นหอมจางๆ ของสมุนไพรโชยแตะจมูก หลินหว่านโยนมันเข้าปากแล้วกลืนลงคอโดยไม่ต้องคิดซ้ำสอง

ทันทีที่ยาตกถึงท้อง ความร้อนขุมหนึ่งก็ปะทุขึ้น มันไหลเวียนไปตามเส้นเลือด ซึมซาบเข้าสู่ทุกอณูในร่างกาย ความเจ็บปวดร้าวลึกจากอาการป่วยและพิษอาหารที่สะสมอยู่ค่อยๆ มลายหายไปราวกับหิมะที่ถูกแสงแดดแผดเผา เหงื่อกาฬสีดำคล้ำซึมออกมาตามรูขุมขน ขับเอาของเสียและความอ่อนล้าออกไปจนหมดสิ้น

หลินหว่านสูดลมหายใจเข้าลึก รู้สึกได้ว่าเรี่ยวแรงที่เคยเหือดหายได้กลับคืนมาแล้ว แม้ร่างนี้จะยังคงผอมแห้งเป็นหนังหุ้มกระดูก แต่นางก็ไม่ได้อ่อนแอจนลมพัดก็ปลิวอีกต่อไป

“เอาล่ะ... ในเมื่อมีแรงแล้ว พรุ่งนี้เช้าข้าจะสั่งสอนพวกตัวขี้เกียจเสียให้เข็ด” นางแค่นเสียงหัวเราะเย็นเยียบในลำคอ ก่อนจะเอนตัวลงนอนบนเตียงเตาที่เย็นเฉียบและหลับสนิทไปอย่างรวดเร็ว

รุ่งอรุณมาเยือนพร้อมกับความหนาวเย็นที่เสียดแทงกระดูก

ท้องฟ้าเพิ่งจะทอแสงสีเทาหม่น หลินหว่านก็ลุกขึ้นจากเตียง นางจัดการผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เต็มไปด้วยคราบเหงื่อไคลสีดำ สวมทับด้วยเสื้อบุนวมตัวเก่าที่ขาดวิ่น นางหยิบไม้ตะพดคู่กายขึ้นมาถือไว้มั่น ใบหน้าซูบผอมปรับเปลี่ยนเป็นเย่อหยิ่งและดุดันราวกับนางมารร้ายที่พร้อมจะออกอาละวาด

ปัง ปัง ปัง

เสียงไม้ตะพดฟาดลงบนประตูห้องของบุตรชายทั้งสองดังสนั่นหวั่นไหว ปลุกให้ทุกชีวิตในเรือนตระกูลซูสะดุ้งตื่นจากห้วงนิทรา

“ไฟไหม้ก้นพวกเจ้าแล้วหรืออย่างไรถึงได้นอนกินบ้านกินเมืองอยู่เช่นนี้ ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้ หรือพวกเจ้าจะรอให้แม่แก่ๆ อย่างข้าทำกับข้าวไปประเคนให้ถึงเตียงห๊ะ ไอ้พวกตัวไร้ประโยชน์”

เสียงตวาดแผดกร้าวของหลินหว่านดังกังวานไปทั่วลานบ้าน เพียงชั่วอึดใจ ประตูห้องทั้งสองบานก็เปิดผางออก ซูต้าและหวังซื่อวิ่งลานตื่นออกมาในสภาพหัวหูยุ่งเหยิง ตามมาด้วยซูเอ้อร์และหลี่ซื่อที่หน้าตาตื่นตระหนกไม่แพ้กัน ส่วนซูเม่ยนั้นวิ่งออกมาจากห้องครัวพร้อมกับไม้กวาดในมือ ดูเหมือนเด็กสาวจะตื่นมาทำความสะอาดได้สักพักแล้ว

ทุกคนมายืนเรียงแถวหน้ากระดานอยู่กลางลานบ้าน ตัวสั่นงันงกราวกับลูกนกกระทาตกน้ำ ยิ่งเมื่อวานเพิ่งเห็นมารดาอาละวาดฉีกสัญญาและไล่ให้เอาของไปคืนตาเฒ่าจู วันนี้พวกเขาจึงยิ่งหวาดผวาเกรงว่าจะถูกตีตายแต่เช้า

“ทะ... ท่านแม่ ตื่นเช้าจังเลยนะขอรับ” ซูต้าพยายามฉีกยิ้มประจบ แต่ใบหน้ากลับดูบิดเบี้ยวพิกล

“ถ้าข้าไม่ตื่นเช้า ข้าคงถูกพวกเจ้าสูบเลือดสูบเนื้อจนแห้งตายคาเตียงไปแล้ว” หลินหว่านตวัดสายตาคมกริบมองเรียงตัว “เมื่อวานพวกเจ้าเอาของไปคืนตาเฒ่าจูเรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่”

หวังซื่อรีบพยักหน้าหงึกหงัก “คะ... คืนไปหมดแล้วเจ้าค่ะ ท่านแม่ ข้ากับพี่ใหญ่แบกไปคืนถึงหน้าบ้านเฒ่าจู มันโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ขู่ว่าจะไม่ให้เราเหยียบไปที่นั่นอีกเลยเจ้าค่ะ...” พูดจบหวังซื่อก็ลอบกลืนน้ำลาย ท้องของนางร้องโครกครากประท้วง “แต่ว่า... ท่านแม่เจ้าคะ ตอนนี้ในบ้านเราไม่มีอะไรเหลือให้กินแล้ว แม้แต่รากไม้ก็ต้มกินไปหมดแล้ว วันนี้พวกเราจะเอาอะไรตกถึงท้องดีเล่าเจ้าคะ”

หลี่ซื่อที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็รีบผสมโรง “นั่นสิเจ้าคะท่านแม่ หากปล่อยให้พวกเราอดตาย ใครจะคอยปรนนิบัติรับใช้ท่านแม่เล่าเจ้าคะ”

หลินหว่านแค่นเสียง หรี่ตามองลูกสะใภ้ทั้งสอง “ปากท้องของพวกเจ้า พวกเจ้าก็หาทางเอาเองสิ แต่ในเมื่อพวกเจ้าโง่เขลาไร้ปัญญา ข้าในฐานะมารดาก็จะสงเคราะห์ให้เป็นครั้งสุดท้าย”

นางทำทีเป็นล้วงมือเข้าไปในตะกร้าสานใบเก่าที่วางอยู่ข้างตัว แต่แท้จริงแล้วคือการดึงของออกมาจากมิติระบบ ก่อนจะโยนถุงกระสอบใบเล็กๆ ลงบนพื้นตรงหน้าพวกเขากระแทกเสียงดัง ตุ้บ

กระสอบผ้าฝ้ายเก่าๆ ปากถุงเปิดอ้าออก เผยให้เห็นหัวมันเทศสีม่วงเข้มอวบอ้วนขนาดเท่ากำปั้น กองรวมกันอยู่หลายสิบหัว

ดวงตาของทุกคนเบิกกว้างแทบถลนออกจากเบ้า หวังซื่อกับหลี่ซื่อถึงกับอ้าปากค้าง น้ำลายสอขึ้นมาทันที มันเทศ มันเทศหัวใหญ่ปานนี้ ในยามที่หน้าแล้งแผดเผาจนดินแตกระแหงเช่นนี้ ไปหามาจากที่ใดกัน

“มะ... มันเทศ ท่านแม่ นี่มันอาหาร อาหารจริงๆ” ซูต้าทำท่าจะพุ่งเข้าไปตะครุบกระสอบมันเทศราวกับสุนัขหิวโซ

เพียะ

ไม้ตะพดในมือหลินหว่านฟาดเปรี้ยงลงบนหลังมือของลูกชายคนโตอย่างไม่ออมแรง จนซูต้าร้องลั่นและชักมือกลับแทบไม่ทัน

“โอ๊ย ท่านแม่ ข้าเจ็บนะขอรับ”

“ใครอนุญาตให้เจ้าแตะต้องของของข้า” หลินหว่านตวาดกร้าว “นี่คือเสบียงก้นหีบที่ข้าแอบซ่อนไว้กันตาย พวกเจ้าอย่าได้คิดจะมาปล้นชิงไปง่ายๆ ในเมื่ออยากกิน ก็ต้องแลกด้วยหยาดเหงื่อแรงกาย”

หลินหว่านยืดหลังตรง วางท่าเป็นทรราชหญิงแห่งบ้านตระกูลซูอย่างสมบูรณ์แบบ “ฟังให้ดี ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป กฎของบ้านนี้คือ ‘ไม่ทำงาน ก็ไม่ต้องกิน’”

นางชี้ไม้ตะพดไปที่ซูต้า “ซูต้า เจ้ามีแต่พละกำลังแต่ไร้สมอง วันนี้เจ้าจงไปซ่อมแซมหลังคาบ้านที่รั่วและรั้วที่พังเสียให้หมด จากนั้นไปตักน้ำจากลำธารหลังเขามาใส่โอ่งให้เต็มทุกใบ หากโอ่งไม่เต็ม เจ้าก็อย่าหวังจะได้กินมันเทศแม้แต่คำเดียว”

“ทะ... ท่านแม่ ลำธารหลังเขาอยู่ไกลตั้งสองลี้ (ประมาณ 1 กิโลเมตร) แถมน้ำก็เหือดแห้งแทบไม่เหลือ ข้าต้องเดินขึ้นลงกี่รอบกันขอรับ...” ซูต้าโอดครวญ

“นั่นมันเรื่องของเจ้า หรือเจ้าอยากจะกินดินนวลแทนข้าว” หลินหว่านตอกกลับจนซูต้าหุบปากฉับ

นางหันไปหาบุตรชายคนรอง “ซูเอ้อร์ เจ้ามันพวกตาขาว ขี้ขลาด แต่อย่างน้อยก็พอมีความละเอียดอ่อน เจ้าจงขึ้นเขาไปหาฟืนมาตุนไว้ให้เต็มโรงเก็บ แล้วไปดายหญ้าในแปลงผักหลังบ้าน เตรียมดินพลิกหน้าดินให้เรียบร้อย หากข้าเดินไปตรวจแล้วเจอหญ้าแม้แต่ต้นเดียว ข้าจะตีเจ้าให้ขาหัก”

ซูเอ้อร์หน้าซีดเผือด รีบคุกเข่ารับคำสั่ง “ขะ... เข้าใจแล้วขอรับท่านแม่ ข้าจะรีบไปทำเดี๋ยวนี้”

“ส่วนพวกเจ้าสองคน” หลินหว่านตวัดหางตาไปมองลูกสะใภ้ตัวดีทั้งสอง “หวังซื่อ หลี่ซื่อ พวกเจ้ามันพวกดีแต่ปาก ขี้เกียจสันหลังยาว วันนี้พวกเจ้าต้องทำความสะอาดบ้านทุกซอกทุกมุม ซักเสื้อผ้าของข้าให้สะอาดหมดจด จากนั้นก็ไปล้างมันเทศนี่แล้วต้มให้สุก... อ้อ ฟังให้ดี หากข้าจับได้ว่าพวกเจ้าแอบขโมยกินมันเทศแม้แต่เศษเสี้ยวเดียว ข้าจะจับพวกเจ้ากรอกน้ำร้อนลงคอ”

หวังซื่อและหลี่ซื่อสะดุ้งสุดตัว รีบก้มหน้ารับคำสั่งอย่างรวดเร็ว แม้ในใจจะด่าทอแม่สามีไปถึงบรรพบุรุษ แต่นางก็ไม่มีทางเลือก หากอยากกินมันเทศแสนอร่อยเหล่านั้นก็ต้องก้มหน้าทำงาน

“แล้ว... แล้วข้าล่ะเจ้าคะท่านแม่” ซูเม่ยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นกลัว เด็กสาวยืนบีบมือตัวเองแน่น คาดเดาว่ามารดาต้องใช้งานนางหนักหนาสาหัสเหมือนทุกทีแน่

หลินหว่านปรายตามองบุตรสาวที่ซูบผอมจนน่าเวทนา ภายในใจลอบถอนหายใจยาว แต่น้ำเสียงที่เอ่ยออกไปยังคงแข็งกร้าวและไร้เยื่อใย “นังเด็กไร้ประโยชน์อย่างเจ้า จะไปทำอะไรหนักๆ ได้ เจ้าไปต้มน้ำร้อนมาให้ข้าอาบ แล้วไปคอยสุมไฟในครัว คอยดูอย่าให้พี่สะใภ้ของเจ้าแอบขโมยมันเทศของข้ากิน หากมันเทศหายไปแม้แต่ครึ่งหัว ข้าจะเอาเรื่องกับเจ้าเป็นคนแรก”

ซูเม่ยเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ งานที่มารดามอบหมายให้นาง แท้จริงแล้วคือการได้นั่งผิงไฟอุ่นๆ อยู่ในครัว แถมยังได้เป็นคนคุมเสบียงอีกต่างหาก นี่มัน... งานที่สบายที่สุดในบ้านชัดๆ

แม้ปากมารดาจะด่าทอว่านางเป็นเด็กไร้ประโยชน์ แต่ซูเม่ยก็ไม่ใช่คนโง่ นางสัมผัสได้ถึงความนัยที่ซ่อนอยู่ เด็กสาวรีบพยักหน้ารับคำสั่ง ดวงตาที่เคยหม่นหมองเริ่มมีประกายแห่งชีวิตชีวา “ข้า... ข้าจะเฝ้ามันเทศให้อย่างดีเจ้าค่ะท่านแม่”

“มัวยืนบื้ออะไรกันอยู่ ไปทำงานได้แล้ว หากตอนสายข้าตื่นมาแล้วงานยังไม่เสร็จ พวกเจ้าเตรียมตัวไสหัวออกจากตระกูลซูไปเป็นขอทานได้เลย”

สิ้นคำตวาด ทุกคนก็แตกฮือราวกับผึ้งแตกรัง ซูต้าคว้าถังน้ำวิ่งหน้าตั้งออกไปทางหลังบ้าน ซูเอ้อร์รีบคว้ามีดพร้าเดินขึ้นเขา หวังซื่อและหลี่ซื่อแย่งกันหอบกระสอบมันเทศเข้าไปในครัวโดยมีซูเม่ยเดินตามไปติดๆ

หลินหว่านมองดูแผ่นหลังของลูกๆ และสะใภ้ที่วิ่งวุ่นทำงานด้วยรอยยิ้มมุมปาก นางมารร้ายผู้นี้ย่อมมีวิธีจัดการกับคนพวกนี้ การใช้ไม้แข็งบีบบังคับคือหนทางเดียวที่จะเปลี่ยนนิสัยขี้เกียจและเห็นแก่ตัวของพวกเขาได้

เวลาผ่านไปเกือบชั่วยาม (ประมาณ 2 ชั่วโมง) กลิ่นหอมหวานของมันเทศต้มก็ลอยกรุ่นออกมาจากห้องครัว กลิ่นนั้นช่างยั่วยวนจนคนทั้งบ้านแทบจะเสียสติ ซูต้าที่เพิ่งหาบน้ำกลับมาเป็นรอบที่สามถึงกับกลืนน้ำลายดังเอื้อก ซูเอ้อร์ที่กำลังดายหญ้าอยู่ก็ชะเง้อคอมองมาทางครัวไม่หยุด

หลินหว่านเดินอาดๆ ออกมาจากห้องนอน นางอาบน้ำอุ่นเปลี่ยนเสื้อผ้าจนรู้สึกสดชื่นขึ้นมาก นางเดินตรงไปนั่งที่โต๊ะไม้เก่าๆ กลางลานบ้าน วางไม้ตะพดลงบนโต๊ะเสียงดังตึง เป็นสัญญาณเรียกให้ทุกคนมารวมตัวกัน

หวังซื่อและหลี่ซื่อยกชามใบใหญ่ที่เต็มไปด้วยมันเทศต้มสุกส่งควันฉุยมาวางบนโต๊ะ แววตาของสะใภ้ทั้งสองเต็มไปด้วยความหิวโหยจนแทบจะปิดไม่มิด

หลินหว่านมองผลงานของลูกๆ ซูต้าตักน้ำจนเต็มโอ่งและซ่อมรั้วไปได้ครึ่งหนึ่ง ซูเอ้อร์ดายหญ้าจนแปลงผักเตียนโล่ง ส่วนสะใภ้ทั้งสองก็ทำความสะอาดบ้านจนพอจะดูเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาบ้าง

“เอาล่ะ ในเมื่อพวกเจ้าทำงาน ข้าก็จะยอมให้พวกเจ้ากิน” หลินหว่านเอ่ยเสียงเรียบ นางเริ่มลงมือแจกจ่ายอาหารตามสไตล์มารดาใจยักษ์

นางหยิบมันเทศหัวที่ใหญ่ที่สุดและอวบที่สุดใส่ชามของตนเองถึงสามหัว “ข้าเป็นแม่พวกเจ้า เป็นเจ้าของเสบียง ย่อมต้องได้กินมากที่สุด”

ไม่มีใครกล้าเถียง ทุกคนได้แต่จ้องมองชามของหลินหว่านตาละห้อย

จากนั้นนางก็หยิบมันเทศหัวขนาดกลางโยนใส่ชามให้ซูต้า “เจ้าใช้แรงงานมาก เอาไปสองหัว กินซะแล้วไปทำงานต่อให้เสร็จ”

ซูต้าดีใจจนเนื้อเต้น รีบคว้ามันเทศร้อนๆ มากินอย่างตะกละตะกลาม

นางหันไปหาซูเอ้อร์ โยนให้หนึ่งหัวครึ่ง “เจ้ามันพวกทำงานชักช้า กินแค่นี้ก็พอ” ซูเอ้อร์รับมาด้วยความซาบซึ้งใจ แค่มีให้กินเขาก็พอใจแล้ว

ต่อมาหลินหว่านหันไปหาสะใภ้ทั้งสอง นางหยิบมันเทศหัวเล็กที่สุดที่รั้งท้ายก้นกระสอบโยนให้คนละหนึ่งหัว “ส่วนพวกเจ้า งานบ้านแค่นี้ยังทำหน้าหงิกหน้างอ วันนี้กินไปคนละหัวก็เกินพอแล้ว หากอยากกินเพิ่ม พรุ่งนี้ก็จงขยันให้มากกว่านี้”

หวังซื่อและหลี่ซื่อหน้าม่อยลงทันที แต่ก็ไม่กล้าปริปากบ่น รีบคว้ามันเทศชิ้นเล็กๆ นั้นมากินราวกับกลัวว่ามันจะบินหนีไป

สุดท้าย หลินหว่านหันไปหาซูเม่ยที่นั่งก้มหน้าอยู่เงียบๆ นางทำทีเป็นถอนหายใจเสียงดัง แล้วหยิบมันเทศขนาดกำลังดีสองหัวใหญ่ๆ โยนใส่ชามให้บุตรสาว

“ส่วนเจ้า นังเด็กผอมแห้งแรงน้อย กินเข้าไปเยอะๆ จะได้มีแรงต้มน้ำซักผ้าปรนนิบัติข้า หากเจ้าป่วยตายไป ข้าจะเอาเงินที่ไหนไปซื้อโลงศพให้เจ้า รีบๆ ยัดเข้าปากไปซะ”

คำพูดนั้นช่างร้ายกาจและทิ่มแทงหัวใจ แต่ซูเม่ยมองมันเทศสองหัวในชามที่มากกว่าพี่สะใภ้เสียอีก น้ำตาหยดใสก็ร่วงแหมะลงมาปะปนกับมันเทศ เด็กสาวเงยหน้ามองมารดาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้งและตื้นตันใจ นางรู้ดีว่ามารดาจงใจหาข้ออ้างเพื่อมอบอาหารให้นางได้กินอิ่ม

“ขอบคุณเจ้าค่ะ... ขอบคุณท่านแม่... ข้าจะขยันทำงาน ข้าจะไม่ตายเจ้าค่ะ” ซูเม่ยสะอื้นไห้พลางกัดกินมันเทศรสชาติหวานล้ำที่สุดในชีวิต

หลินหว่านแสร้งทำเป็นเบือนหน้าหนีความน่าเวทนานั้น นางกัดมันเทศในมือคำโต รสชาติของมันเทศจากระบบช่างหอมหวานและนุ่มละมุนลิ้น แถมยังให้พลังงานสูงกว่ามันเทศทั่วไปหลายเท่านัก

เอาล่ะ... ก้าวแรกในการดัดนิสัยครอบครัวสวะสำเร็จไปได้ด้วยดี หลินหว่านคิดในใจ เมื่อท้องอิ่มแล้ว ลำดับต่อไปก็คือการหาช่องทางทำเงิน ข้าจะไม่ยอมทนอยู่ในบ้านดินโกโรโกโสที่หลังคารั่วแบบนี้ไปตลอดหรอกนะ

สายตาของมารดาใจยักษ์ทอประกายเจิดจ้า แผนการสร้างความมั่งคั่งเพื่อปูทางย้ายเข้าเมืองหลวง เริ่มต้นขึ้นแล้ว ณ บัดนี้

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel