ตอนที่6
“ไปกัน”
อารั่วที่ยืนอยู่ด้านหลังมองตามนางด้วยความงุนงงพร้อมเอ่ยถามด้วยความไม่แน่ใจ
“ไปไหนเจ้าค่ะ”
“ไปหา เซียวอวี้เหิง”
แม้อารั่วจะพยักหน้ารับแต่แววตาเต็มไปด้วยความงุนงงต่อเหตุการที่เกิดขึ้น คุณหนที่เคยเอาแต่เรียกหา องค์ชายสามบัดนี้กลับเอาแต่สนใจ องค์ชายใหญ่
…
ภายในกระโจมใหญ่ที่เงียบสงบของ องค์ชายใหญ่ เซียวอวี้เหิง เขาก้าวเข้ามาข้างเตียงนอนก่อนจะถอดเสื้อคลุมตัวนอกออกอย่างคล่องแคล่ว
ขณะนั้นเสียงฝีเท้าหนักแน่นของของตงมู่ก็ดังเข้ามาพร้อมกับเงาร่างในชุดองครักษ์ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้า เซียวอวี้เหิง เขาโค้งกายต่ำประสานมือแน่นอย่างนอบน้อม
“องค์ชาย”
เซียวอวี้เหิงที่เพิ่งวางเสื้อคลุมตัวนอกเสร็จก็หันมาตามเสียงนั้นก่อนจะนั่งลงบนเตียงแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“สืบได้หรือยัง”
ตงมู่ไม่ได้เอ่ยเพียงพยักหน้าให้หนึ่งครั้งแล้วล้วงหยิบกระดาษในอกเสื้อให้เขา
เซียวอวี้เหิงรับมาก่อนจะเปิดดูเพียงครู่ ทันใดนั้นเสียงด้านนอกก็ดังขึ้นแทรก
“เข้าไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ พระชายา”
เสียงขององครักษ์ประจำกระโจมยังไม่ทันจาง ร่างบางของเสิ่นเหยียนหลัวก็พุ่งเข้ามาอย่างไม่สนใจคำห้าม นางหยุดยืนตรงหน้าเซียวอวี้เหิง สีหน้างอนเล็กน้อยประดับบนใบหน้างดงาม ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนนุมราวมีความน้อยใจแฝงอยู่
“หม่อมฉันเพียงได้ยินเสียงหมาป่าหอน กลัวเหลือเกิน เลยคิดจะมานอนกับสวามีของตนเองเพคะ”
เซียวอวี้เหิงมองนางด้วยความงุนงง แววตาคมกริบฉายความไม่คุ้นชินกับท่าทีเช่นนี้ของนาง แต่ยังไม่ทันที่เขาจะเอ่ยปาก ร่างบางก็ขยับขึ้นไปบนเตียงเขาอย่างรวดเร็ว นางวางหมอนของตนเองลงข้างเขา แล้วเลื่อนกายเข้าไปใกล้อย่างไม่เกรงใจเจ้าของที่
“องค์ชาย คืนนี้หม่อมฉันขอนอนด้วยนะเพคะ”
เสิ่นเหยียนหลัวเอียงใบหน้ามาสบตาเขา ดวงตาคู่งามฉายแววอ้อนวอนชัดเจน เซียวอวี้เหิงชะงักไปเล็กน้อย ความเย็นชาที่เคยมั่นคงราวเหล็กกล้ากลับสั่นไหววูบหนึ่งอย่างยากจะควบคุม ทว่าเขายังคงไม่เอ่ยคำใด เพียงหันไปมอง องครักษ์ประจำกายแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ออกไป”
“พ่ะย่ะค่ะ”
ตงมู่ประสานมือคำนับ ก่อนจะหมุนกายออกไปอย่างนอบน้อม เขาหยุดฝีเท้าเล็กน้อยเมื่อเห็น อารั่วยืนตัวแข็งอยู่ไม่ไกล ก่อนจะดึงนางออกไปพร้อมกัน ทิ้งความเงียบไว้เบื้องหลัง
ภายในกระโจม เหลือเพียงความเงียบสงัดและคนสองคนที่นั่งใกล้กันแต่ ทว่าอากาศกลับตึงแน่นอย่างประหลาด
“องค์ชาย…”
เสิ่นเหยียนหลัวเอ่ยเรียกจากด้านหลัง น้ำเสียงนุ่มนวล แสงตะเกียงสลัวสะท้อนดวงตาที่พยายามซ่อนความหวาดหวั่นไว้ภายใต้รอยยิ้มอ่อนหวาน
เซียวอวี้เหิงหันกลับมามองนาง แววตาเย็นชา ไม่ปรากฏอารมณ์ใด ๆ เสิ่นเหยียนหลัวรับสายตานั้นด้วยรอยยิ้มหวาน ก่อนจะเอนกายลงนอนบนที่นอนนุ่ม มือเรียวยื่นวางลงบนผืนผ้า คล้ายเป็นคำเชิญที่ไม่ต้องเอ่ยถ้อยคำ
เขาเอนกายลงตามนั้นโดยไม่กล่าวสิ่งใด หลับตาลงทันที สีหน้าสงบนิ่งราวกับตั้งใจปิดกั้นทุกการรับรู้จากนาง
เสิ่นเหยียนหลัวเห็นดังนั้นก็ขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกเพียงนิด ลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนกว่าเดิม
“องค์ชายเพคะ… พระองค์ชอบเสวยสิ่งใดหรือเพคะ”
เขายังคงนอนนิ่งอยู่ไม่ได้เอื้อนเอ่ยคำใดออกมา
เสิ่นเหยียนหลัวเอนกายขึ้นเล็กน้อยมองเซียวอวี้เหิงที่นอนนิ่งอยู่ข้างกายนางยิ้มบางก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนนุ่ม
“หากพระองค์ไม่ตอบพรุ่งนี้ หม่อมฉันจะทำน้ำแกงบัวให้พระองค์นะเพคะ”
สิ้นคำ ของนางแต่เขากลับยังนิ่งอยู่ นางถอนหายใจก่อนจะนอนลงบนหมอน แต่ทันใดนั้นเสียงของเขาก็ดังขึ้น
“ข้าเกลียดน้ำแกงบัว ข้าไม่ใช่น้องสาม”
คำตอบนั้นทำให้นางหันขวับไปมองใบหน้าคมคายที่กำลังนอนหลับตาอยู่ทันที นางยิ้มบาง ก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ พลันคิดในใจ ใช่สินางไม่เคยใส่ใจเขาเลยทุกอย่างนางทำคำของ เซียวเฉิงอวี่เท่านั้น จึงไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วเขาชอบอะไร
ในชาติก่อนกว่านางจะเข้าไปอยู่ในใจเขานางก็ใช้ตั้งหลายวิธีอยู่นานเช่นกัน ใบหน้าที่เย็นชานี้ที่จริงแล้วกลับอ่อนไหวยิ่งนัก
นางพลันนึกย้อนในชาติก่อนที่นั่งท่องของที่เซียวอวี้เหิงชอบและไม่ชอบ พลันคิดได้จึงเอนกายขึ้นเล็กน้อยมองใบหน้าคมคายของเขาที่หลับตาอยู่ ก่อนจะเผยรอยยิ้มบางแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“พรุ่งนี้ หม่อมฉันจะทำขนมเหมยฮวาเกามาถวายนะเพคะ”
สิ้นคำของนางเขาก็ยังคงนอนนิ่งไม่เอื้อนเอ่ยคำใดออกมา
เสิ่นเหยียนหลัวกวาดสายตามอใบหน้าของเขาด้วยรอยยิ้มบางก่อนจะเอ่ยต่อ
“พระองค์ไม่ตอบแสดงว่าตกลงแล้วนะเพคะ ตอนเย็นที่ตำหนักชิงฮวา ยามชวีนะเพคะ หม่อมฉันจะรอ”
สิ้นคำนางก็นอนลงเคียงข้างเขา นางถอนหายใจแผ่วเบาพลันยิ้มบางอย่างพึงใจ ท่านต้องมาแน่อยู่แล้วเพราะพรุงนี้ก็จะมีเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้นางได้ใจเขาและเขาจะค่อย ๆ เปิดใจให้นางได้ก้าวเข้าไปในดวงใจของเขาจนหลงรักนางอย่างลึกซึ้ง
เสิ่นเหยียนหลัวหันไปมองใบหน้าคมที่หลับอยู่เคียงข้างนางก่อนจะค่อย ๆ หลับตาลง
…..
