ตอนที่4
ตั้งแต่วินาทีนั้น ความโง่งมของข้าก็มลายหายไปสิ้น
“คุณหนู”
เสียงอารั่วดังขึ้นข้างหูทำให้นางสลัดความทรงจำในชาติก่อนทิ้งไปแล้วหันมามองใบหน้าเย็นชาเบื้องหน้าครู่หนึ่งพร้อมเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนนุ่ม
“องค์ชาย ข้าหนาวเหลือเกินเพคะ”
นางส่งสายตาหวานให้เขา เซียวอวี้เหิงที่นั่งอยู่หันมาสบสายตานางเขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“หนาวก็ใส่เสื้อคลุม”
มือเล็กของนางยื่นออกไปดึงชายแขนเสื้อเขาเบา ๆ ส่งสายตาอ้อนให้เขา
เซียวอวี้เหิงมองสตรีตรงหน้าด้วยความงุนงง เหตุใดนางถึงมองเขาเช่นนี้ วันนี้นางดูแปลกไปหรือจะใช้เขาเป็นหมากเพื่อให้น้องสามหึงหวงกันแน่น
“ข้าอยากใส่เสื้อคลุมของท่าน เพคะ”
เซียวอวี้เหิงขมวดคิ้วด้วยความงุนงง นางที่รังเกียจเขายิ่งนักไม่แม้แต่จะห่มผ้าที่เขาเคยห่มแล้วเลย วันนี้กลับเอ่ยขึ้นมาว่าอยากใส่เสื้อคลุมของเขาหรือ ช่างน่าสนใจ
เซียวอวี้เหิงพยักหน้าเล็กน้อยไม่ได้เอ่ยคำใดเพียงถอดเสื้อคลุมขนสัตว์ของตนเองออกแล้วสวมให้นางอย่างลวก ๆ ไม่ได้ใส่ใจนัก
ขณะนั้นขันทีอาวุโสผู้หนึ่งก็ก้าวเข้ามาด้วยท่าทางสำรวมก่อนจะหยุดเบื้องหน้า เซียวอวี้เหิงแล้วโค้งกายต่ำคารวะอย่างนอบน้อมเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“องค์ชายใหญ่เชิญพ่ะย่ะค่ะ”
เซียวอวี้เหิงพยักหน้ารับเล็กน้อยก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วก้าวออกจากพระที่นั่งอย่างสง่างาม
เสิ่นเหยียนมองตามด้วยความกังวลใจเพราะนางรู้ดีว่าการแข่งขันล่าสัตว์ครั่งนี้เขาจะถูกลอบทำร้าย นางเพียงรู้ว่า องค์ชายสามนั้นให้นางวางยาเขาเท่านั้นแต่ในป่านั้นนางไม่อาจรู้ได้ว่ามีอะไรซ่อนอยู่
“คุณหนู เหตุใดท่าน”
อารั่วขยับเข้าใจก่อนจะกระซิบเสียงแผ่วเพราะนางไม่เข้าใจว่าเหตุใดคุณหนูของตนถึงต้องกินยาที่ตั้งใจวางให้ เซียวอวี้เหิง นางอุสาออดอ้อนเขาจนเขายอมจะจะดื่มแล้วเหตุใดถึงไม่ทำตามแผนขององค์ชายสาม
เสิ่นเหยียนหลัวรีบหันมาหาสาวใช้ของตนแล้วยกมือปิดปากนางทันทีเพราะนางรู้ว่า สาวใช้ของนางกำลังจะพูดอะไรต่อ นางเพียงสบตาสาวใจอย่างหนักแน่น ราวเป็นคำสั่งไม่ให้นางซักถามใด ๆ อีก
อารั่วเข้าใจในสายตานั้นทันที ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ เสิ่นเหยียนหลัวจึงค่อย ๆ คลายมือออกอย่างช้า ๆ พร้อมถอนหายใจแผ่วแล้วหันสายตาไปตามแผ่นหลังเย็นชาของเซียวอวี้เหิงที่กำลังก้าวไกลออกไป
เซียวอวี้เหิงก้าวเดินออกมาจากลานด้วยท่าทางสงบนิ่ง ร่างสูงสง่าฉายความเย็นชาตามในแบบของเขา ตงมู่ องครักษ์ประจำกายก้าวติดตามอยู่ด้านหลังไม่ห่าง สายตาคมกริบขององครักษ์หนุ่มยังคงจับจ้องไปยังสตรีที่นั่งอยู่ไม่ไกลด้วยความระแวง
เมื่อสังเกตเห็นความผิดแปลกของเสิ่นเหยียนหลัวในวันนี้ ตงมู่จึงอดเอ่ยขึ้นไม่ได้ น้ำเสียงแฝงทั้งความสงสัยและความเป็นห่วงต่อความปลอดภัยขององค์ชายของตน กลัวว่านางจะใช้มารยาหญิงมาหลอกล่อปั่นหัว องค์ชายของตน
“องค์ชาย เหตุใดวันนี้พระชายาดูแปลก ๆ ไป พ่ะย่ะค่ะ”
เซียวอวี้เหิงก้าวมาถึงม้าศึกของตนแล้วหยุดฝีเท้าลงเพียงครู่เดียว เขาไม่ได้ตอบคำถามนั้นเพียงปรายตามองไปยังร่างบางของเสิ่นเหยียนหลัวที่นั่งอยู่ห่างออกไป แววตานิ่งลึก อ่านไม่ออกว่ากำลังคิดสิ่งใด
เสิ่นเหยียนหลัวที่เฝ้ามองเขาอยู่แล้ว เมื่อเห็นสายตานั้นหันมา นางก็เผยรอยยิ้มหวานออกมา รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนและใส่ใจ
ทว่า สิ่งที่ตอบกลับมามีเพียงสายตาเฉยเมยดังเดิมของเขา เซียวอวี้เหิงหันกลับทันทีอย่างไม่ลังเล กระโดดขึ้นหลังม้าอย่างรวดเร็ว ก่อนจะควบม้าออกไปโดยไม่หันกลับมาอีก
เสิ่นเหยียนหลัวมองตามแผ่นหลังนั้นจนลับสายตา เสียงกีบม้าค่อย ๆ จางหายไปพร้อมกับร่างสูงที่จากไป นางถอนหายใจออกมาแผ่วเบา ความรู้สึกหลากหลายถาโถมอยู่ในอกโดยไม่อาจเอ่ยออกมาได้
มือเล็กยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างช้า ๆ รสขมอุ่นไหลผ่านลำคอ ดวงตาคู่งามทอดมองไปยังทิศทางที่เขาจากไปอยู่ครู่หนึ่งพลันคิดในใจ บุรุษเย็นชาผู้นี้กลับกลายเป็นคนที่โหดเหี้ยมเช่นนั้นต้องแต่เมื่อใดกันนะ ชาติก่อนนางหลอกเขาตั้งหลายครั้งไม่รู้ครั้งไหนที่ทำให้เขาเจ็บจนฝังใจได้
นางถอนหายใจแผ่วเบาก่อนจะกวาดสายมองไปยังเหล่าขุนนางที่นั่งดื่มชากันอย่างสำราญแล้วก็พลันหันมองตรงไปยังที่นั่งของบิดาตนเอง
เมื่อเห็นตาเฒ่าที่คุ้นเคยนั่งทำสีหน้าเคร่งเครียดอยู่นางก็เผยรอยยิ้มบางออกมาอย่างโล่งใจ จะไม่ให้บิดาของนางเคร่งเครียดได้อย่างไรกัน เพราะนางที่แต่งงานกับ องค์ชายใหญ่แล้วแต่ยังคงยุ่งวุ่นวายกับองค์ชายสามอยู่ จนเป็นข่าวลือหนาหู จนบิดาอายแทบจะแทรกแผ่นดินหนีเมื่อมีคนมีเล่าถึง พฤติกรรมของบุตรสาวที่แสนจะเอาแต่ใจของเขา
เสิ่นเหยียนหลัววางถ้วยชาลงแผ่วเบาพลันพึมพำออกมาอย่างเบา ๆ
“ข้าได้ย้อนกลับมายังสองปีก่อนที่เขาจะกลายเป็น ทราช”
นางถอนหายใจแผ่วเบาก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองออกไปยังลานล่าสัตว์ที่เต็มไปด้วยบุคคลที่คุ้นเคยเหล่านั้น ทั้ง ฮ่องเต้องค์ก่อน ฮองเฮาที่เป็นท่านน้าของนาง และ ญาติผู้พี่ของนางที่ยังคงเป็น รัชทายาทอยู่ ทุกคนล้วนยังยิ้มแย้มอยู่อย่างมีความสุข
….
