ตอนที่10ในถ้ำ
ตอนที่ 10ภายในถ้ำ
กลางดึกภายในถ้ำเงียบงันจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบา เปลวไฟเล็ก ๆ ที่เซียวอวี้เหิงก่อไว้ ก่อนหน้านั้นเหลือเพียงถ่านแดงริบหรี่ ฉายเงาสั่นไหวบนผนังหิน
เซียวอวี้เหิงลืมตาตื่นเพราะสัมผัสได้ถึงผิดปกติบางอย่าง เขาหันไปมองร่างบางที่เอนหลับอยู่ข้างกาย เสิ่นเหยียนหลัวกำลังขดตัวเล็กน้อย ไหล่นางสั่นเทาเป็นจังหวะ ริมฝีปากซีดเม้มแน่น ลมหายใจของนางไม่สม่ำเสมอ ราวกับกำลังหนาวสะท้าน
เขาขมวดคิ้ว ก่อนจะยื่นมือไปแตะหน้าผากนางเบา ๆ ผิวเย็นเฉียบผิดปกติ แม้ภายในถ้ำจะกันลมได้บ้าง แต่ความหนาวยามค่ำคืนบนหน้าผายังคงแทรกซึมเข้ามา
เสิ่นเหยียนหลัวขยับตัวเล็กน้อย เสียงครางแผ่วหลุดออกจากลำคอ ร่างบางสั่นแรงขึ้นราวกับพยายามฝืนกับความหนาว
เซียวอวี้เหิงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะขยับเข้าไปใกล้ เขายกแขนโอบร่างนางเข้ามาแนบอกอย่างระมัดระวัง เลี่ยงไม่ให้กระทบแผลของนาง มือใหญ่ประคองแผ่นหลังนางไว้มั่นคง
ทันทีทีได้รับไออุ่น เสิ่นเหยียนหลัวคลายตัวลงเล็กน้อย ร่างสั่นสะท้านค่อย ๆ เบาลงโดยไม่รู้ตัว นางซุกใบหน้าเข้ากับอกเขาตามสัญชาตญาณ ลมหายใจเริ่มสม่ำเสมอ ริมฝีปากของนางขยับเอื้อนเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบาราวกำลังพูดอยู่ในความฝัน
“ขอโทษ ข้าขอโทษ”
เซียวอวี้เหิงก้มลงมองนางในอ้อมแขน แสงถ่านไฟสะท้อนใบหน้าซีดของนางให้ดูเปราะบางกว่าทุกครั้ง ใบหน้านี้พลันให้เขาหวนย้อนกลับไปตอนยังเป็นเด็กชายวัยเพียง10ขวบ ในตอนนั้นพระมารดาของเขายงคงมีชีวิตอยู่ เขามีชีวิตที่มีความสุขร่าเริงเหมือนกับเด็ก ๆ ทั่วไป ในวันหนึ่งในสวนดอกเหมยสีแดงบังเอิญพบเจอกับเด็กหญิงสี่ขวบ เด็กน้อยน่ารักสดใสนางยิ้มให้เขาอย่างจริงใจพร้อมกับมอบขนมเหมยฮวาชิ้นหนึ่งมาให้เขา
แต่งแต่นั้นมาขนมเหมยฮวาจึงเป็นขนมโปรดของเขา และเขามักแอบไปรอนางในสวนอยู่บ่อยครั้ง
ต่อมาพระมารดาของเขา ก่อนสิ้นใจ ได้สั่งให้เขาอยู่ห่าง ๆ กับนางเพราะนางจะนำภัยมาให้ และสั่งให้เขาใช้ชีวิตอยู่ให้ห่างจากราชสำนักหรือวังหลวง ถึงกับทรงขอราชโองการให้ฮ่องเต้ส่งเขาไปชายแดนทันทีหลังนางสิ้นใจ
เซียวอวี้เหิงปรับเสื้อคลุมให้คลุมร่างนางมากขึ้น ก่อนจะเอนหลังพิงผนังถ้ำ ใช้ร่างกายตนเองกันลมหนาวให้
ภายในความเงียบงัน เขายังคงโอบนางไว้เช่นนั้น ไม่ขยับหนี ปล่อยให้เวลาผ่านไปช้า ๆ ท่ามกลางคืนอันยาวนาน จนเสียงลมหายใจของนางสงบและลึกขึ้น เหลือแต่ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านอยู่ระหว่างคนทั้งสองคนในถ้ำแคบ
แสงยามเช้าค่อย ๆ เล็ดลอดผ่านปากถ้ำเข้ามาเป็นริ้วบาง กระทบผนังหินจนเกิดเงาสีอ่อนสั่นไหว เสียงลมพัดผ่านหน้าผาดังแผ่วไกล
เสิ่นเหยียนหลัวขยับตัวเล็กน้อย ความอุ่นที่โอบล้อมร่างทำให้นางยังไม่อยากลืมตา แต่เมื่อสติค่อย ๆ กลับคืน นางก็รับรู้ถึงแรงเต้นสม่ำเสมอใต้แก้มของตน
นางลืมตาช้า ๆ ภาพแรกที่เห็นคืออกเสื้อสีเข้ม และแขนแข็งแรงที่โอบรอบไหล่นางไว้อย่างมั่นคง
เสิ่นเหยียนหลัวชะงักไปทันที ก่อนจะเงยหน้าขึ้นอย่างระมัดระวัง สายตาปะทะกับใบหน้าคมคายของ เซียวอวี้เหิงที่ยังหลับอยู่ คิ้วเข้มคลายตัวจากความตึงเครียดในยามตื่น
หัวใจของเสิ่นเหยียนหลัวสะท้านวูบอย่างไร้เหตุผลชัดเจน ความทรงจำเมื่อคืนผุดขึ้นมาเงียบ ๆ ความอบอุ่นที่โอบล้อมนางไว้ตลอดราตรีที่แท้คือ เขาที่โอบกอดนางไว้ทั้งคืน
ดวงตาคู่งามทอดมองใบหน้าคมที่สงบนิ่งอยู่ใกล้เพียงลมหายใจ
คิ้วเข้มคลายตัวราวกับเจ้าของร่างไม่ต้องแบกรับสิ่งใดในยามหลับ ภาพนั้นทำให้นางเผลอเผยรอยยิ้มบางโดยไม่รู้ตัว
นางเม้มริมฝีปาก ก่อนจะค่อย ๆ ขยับกายหมายจะถอยออกอย่างเงียบที่สุด
แต่เพียงไหล่บางเคลื่อนเล็กน้อย แขนที่พาดอยู่ก็เกร็งขึ้นโดยสัญชาตญาณ รัดนางกลับเข้าหาอกกว้างแน่นกว่าเดิม ดวงตาคมของเขาเปิดขึ้นทันที
สายตาของเซียวอวี้เหิงยังพร่าเล็กน้อยจากความง่วง ทว่ากลับจับจ้องนางอย่างแม่นยำ ทั้งสองหยุดนิ่งราวกับเวลาถูกดึงยืดออก เสิ่นเหยียนหลัวรู้สึกถึงแรงเต้นหนักแน่นใต้ฝ่ามือของตน มันสม่ำเสมอ แต่กลับเร็วพอให้นางรับรู้ได้
นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขา รอยยิ้มอ่อนละมุนแต้มบนริมฝีปาก เสียงหวานแผ่วหลุดออกมา
“ขอบพระทัยเพคะ…”
เซียวอวี้เหิงมิได้ตอบในทันที ดวงตาคมทอดมองนางเนิ่นช้า คล้ายกำลังชั่งใจ ก่อนเขาจะคลายวงแขนออกอย่างระมัดระวัง สีหน้ากลับสู่ความสงบนิ่งเรียบเย็น
“แผลยังไม่หาย อย่าขยับมาก”
เสียงทุ้มต่ำของเขาแม้เรียบเฉย ทว่ามิได้เย็นชา
เสิ่นเหยียนหลัวพยักหน้ารับ นางค่อย ๆ ขยับกายหมายลุกออกจากอ้อมแขน ทว่ายังไม่ทันตั้งหลัก ร่างบางกลับเอนวูบเสียการทรงตัว ล้มกลับเข้าสู่อกเขาอีกครา เซียวอวี้เหิงยื่นแขนโอบรับโดยสัญชาตญาณ ดวงตาทั้งสองสบประสานกันในระยะใกล้เพียงลมหายใจคั่น
ใบหน้างดงามตรงหน้าราวต้องแสงจันทร์ ดวงตาฉ่ำวาวสะท้อนเงาเขา กลิ่นหอมอ่อนจากเรือนกายนางพลันไหวผ่าน ทำให้หัวใจที่เคยสงบนิ่งเกิดระลอกคลื่น สายตาเขาเลื่อนมามองริมฝีปากอิ่มนั้นเนิ่นนาน ราวถูกแรงดึงดูดที่มิอาจอธิบาย
เขาโน้มกายลงอย่างเชื่องช้า ริมฝีปากแตะลงเบาแผ่วบนริมฝีปากอิ่มของนางอย่างไม่อาจห้ามใจ เสิ่นเหยียนหลัวชะงัก ลมหายใจสะดุด หัวใจเต้นกระหน่ำอยู่ในอก
เพียงชั่วอึดใจ เซียวอวี้เหิงก็ผละออก คล้ายเรียกสติคืนมา
นางมองเขาด้วยแววตาสั่นไหว ก่อนยกมือโอบลำคอเขาอย่างกล้าหาญกว่าที่คิด ใบหน้านางโน้มเข้าใกล้ ริมฝีปากจูบเขาอย่างแผ่วเบา แล้วถอนออกเพียงเล็กน้อย ลมหายใจอุ่นประสานกัน
“สาวมี… หม่อมฉัน-”
ถ้อยคำยังไม่ทันจบ ริมฝีปากของเขาก็ทาบลงอีกครั้ง ครานี้แน่นลึกกว่าเดิม แฝงความรู้สึกที่ถูกเก็บงำไว้ ความเร่าร้อนของเขาทำเอาเสียงครางเบาเล็ดลอดจากลำคอนาง
เซียวอวี้เหิงถอนจูบอย่างลังเลริมฝีปากเขายังคงแตะริมฝีปากนางอยู่เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
“เจ้าไม่จะไม่เสียใจ”
สายตาเขาเลื่อนไปสบตานางขณะที่ริมฝีปากเขายังคงแตะริมฝีปากนางวนไปยังแก้มนวลอย่างหลงใหล
เสิ่นเหยียนหลัวมองเขาด้วยแววตาหวานฉ่ำ มือเรียวข้างหึ่งลูบบนอกกว้างของเขาอย่างออดอ้อน เสียงหวานเอ่ยออกมาแผ่วเบา
“ไม่เสียใจเพคะ”
เซียวอวี้เหิงสบตานางนิ่งครู่หนึ่ง ก่อนจะปลดเสื้อคลุมของตนปูลงบนพื้นหินอย่างระมัดระวัง มือแข็งแรงประคองร่างเสิ่นเหยียนหลัวให้เอนกายนอนลง ท่าทีของเขาแม้สงบนิ่งหากแต่แฝงไปด้วยความทะนุถนอมอย่างเห็นได้ชัด
นางยอมเอนกายตามแรงประคอง ดวงตายังจับจ้องเขาไม่วาง เซียวอวี้เหิงโน้มกายลงใกล้ ริมฝีปากแตะริมฝีปากนางแผ่วเบาเพียงชั่วลมหายใจ ก่อนจะไล้ลงยังลำคอขาวอย่างอ่อนโยน บรรยากาศรอบกายคล้ายหยุดนิ่ง เหลือเพียงเสียงหัวใจที่เต้นถี่ประสาน
ทว่าในห้วงเวลานั้นเอง
“องค์ชาย องค์ชาย พ่ะย่ะค่ะ!”
เสียงเรียกเร่งร้อนจากภายนอกดังแทรกเข้ามาทำให้ทั้งสองชะงักงัน สายตาสบกันวูบหนึ่ง ก่อนรีบผละออกจากกัน เซียวอวี้เหิงขมวดคิ้วเล็กน้อย สีหน้าไม่สบอารมณ์ เขารีบหยิบเสื้อคลุมมาห่อกายนางไว้แน่น พลางอุ้มร่างบางขึ้นแนบอกอย่างมั่นคง แล้วก้าวออกไปโดยไม่ลังเล
ด้านนอก ตงมู่พร้อมทหารองครักษ์อีกสองนายเพิ่งมาถึง เมื่อเห็น องค์ชายของตนเองปลอดภัย เขาก็รีบก้าวเข้ามาโค้งกายด้วยความโล่งใจ
“องค์ชาย พระองค์ปลอดภัยดีใช่ไหม พ่ะย่ะค่ะ”
เซียวอวี้เหิงเพียงพยักหน้ารับสั้น ๆ มิได้เอ่ยถ้อยคำใด ก่อนจะก้าวผ่านไปด้วยท่าทีเด็ดขาด
……
