ตอนที่9
“องค์ชาย! ไม่นะ!”
เสียงร้องของนางขาดห้วง ขณะที่ร่างเขาร่วงลงสู่เหวลึก สายตายังคงจับจ้องภาพนางที่ค่อย ๆ ห่างออกไป ท้องฟ้าและหน้าผาหมุนวนในสายตา
แล้วเงาร่างนางหนึ่งก็ดิ่งตามลงมา
เสิ่นเหยียนหลัวกระโดดลงจากหน้าผาโดยไม่ลังเล อาภรณ์สีอ่อนของนางพลิ้วสะบัดกลางอากาศราวปีกที่แตกสลาย เซียวอวี้เหิงมองนางด้วยความสับสน เขาไม่เข้าใจว่าสตรีที่เกลียดเขาถึงเพียงนี้เหตุใดจึงกระโดดตามเขาลงมาได้
เพียงพริบตาร่างของทั้งสองก็แนบชิดกันกลางอากาศ เสิ่นเหยียนหลัวยกมือโอบกอดเขาไว้แน่นเอ่ยด้วยถ้อยคำแผ่วเบา
“องค์ชายเพคะ หม่อมฉันมาช่วยพระองค์แล้ว”
คำพูดของนางซึมลึกเข้าไปในหัวใจเย็นชาของเขาจนเขารับรู้ถึงความอบอุ่นที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นมา
เซียวอวี้เหิงได้สติในห้วงเสี้ยวลมหายใจที่ลมคำรามผ่านหู มือใหญ่คว้าร่างของเสิ่นเหยียนหลัวเข้ามาแนบอกแน่น อีกมือหนึ่งชักอาวุธสั้นออกจากเอวออกมาโดยไม่ลังเล ก่อนจะเหวี่ยงมันขึ้นไปเหนือศีรษะ
โลหะกระแทกเข้ากับซอกหินดัง เคร้ง ปลายคมฝังแน่น เส้นแรงกระชากสะท้านผ่านแขนของเขา ร่างทั้งสองที่กำลังร่วงหล่นพลันชะงัก ก่อนจะแกล่วงไกวกลางอากาศอย่างหวุดหวิด
แรงเหวี่ยงทำให้ เสิ่นเหยียนหลัวครางแผ่ว ใบหน้าซีดเผือดยิ่งกว่าเดิม เลือดจากบาดแผลซึมเปรอะอาภรณ์ เซียวอวี้เหิงก้มมองนาง แววตาแข็งกร้าวฉายความตึงเครียด เขาปรับท่าจับให้มั่นคงขึ้น ใช้ร่างตนบังแรงแกว่งไม่ให้กระแทกนางกับผา
สายตาเขากวาดไปรอบหน้าผาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหยุดที่เงามืดของถ้ำเล็กซึ่งเปิดปากอยู่ไม่ไกลนัก
เขาสูดลมหายใจลึก กล้ามเนื้อแขนเกร็งแน่น
“จับข้าไว้”
เสียงต่ำสั้นหนัก เสิ่นเหยียนหลัวพยักหน้าแทบไม่ทันคิด มือเล็กกำอาภรณ์เขาแน่น
เซียวอวี้เหิงออกแรงเหวี่ยงตัว ใช้แรงแกว่งของร่างทั้งสองเป็นแรงส่ง พื้นผาและท้องฟ้าหมุนวูบในสายตา ลมกระแทกกายอย่างรุนแรง
สองร่างพุ่งเข้าหาปากถ้ำ
เสียงกระแทกดังขึ้นเมื่อไหล่เขาครูดกับหินเขาหมุนตัวรับแรงกระแทกแทนนางก่อนจะกลิ้งเขาไปบนพื้นถ้ำหยาบกระด้าง ฝุ่นหินฟุ้งขึ้นบางเบา แล้วทุกอย่างก็หยุดนิ่ง
ลมหายใจหนักของทั้งสองประสานกันในความเงียบสงัด เซียวอวี้เหิงยังคงกอดนางไว้แน่น เสิ่นเหยียนหลัวขมวดคิ้วด้วยความเจ็บ นางเงยหน้าขึ้นเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“องค์ชาย หม่อมฉันเจ็บเพคะ”
เซียวอวี้เหิงก้มลงมองนางเพียงครู่ก่อนจะผละกายออกแล้วพยุงร่างบางของนางให้ค่อย ๆ ลุกขึ้น เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ
“ทนหน่อย”
เสิ่นเหยียนหลัวพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ
เซียวอวี้เหิงประคองร่างบางของนางไว้มั่นก่อนทั้งสองจะก้าวเข้าไปยังถ้ำหินด้านใน
…..
ภายในถ้ำเล็กกลางหน้าผามืดสลัว มีเพียงแสงริบหรี่จากปากถ้ำที่สาดเข้ามาเป็นทางยาว กลิ่นหินชื้นลอยอบอวลอยู่ในอากาศ เสิ่นเหยียนนั่งพิงผนังถ้ำอย่างอ่อนแรง มือหนึ่งกดแผลที่หัวไหล่ข้างขวาไว้แน่น ลมหายใจของนางสั่นถี่ ใบหน้าซีดเซียว
เซียวอวี้เหิงคุกเข่าลงตรงหน้านาง สายตาคมกวาดมองบาดแผลอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเอ่ยเสียงต่ำ
“เอามือออก”
เสิ่นเหยียนหลัวชะงักเล็กน้อย แต่ก็ยอมคลายมือ เลือดสดซึมออกจากบาดแผลที่ถูกลูกธนูยิงใส่ อาภรณ์ฉีกขาดและชุ่มไปด้วยเลือด เซียวอวี้เหิงขมวดคิ้วแน่น มือใหญ่ฉีกชายผ้าเสื้อคลุมของตนออกเป็นแถบโดยไม่ลังเล
เขาใช้ผ้าสะอาดกดลงบนแผลเพื่อห้ามเลือด แรงกดหนักพอให้นางสะดุ้ง ลมหายใจหลุดออกมาแผ่วเบา
“อดทนไว้”
น้ำเสียงเขายังคงเรียบ แต่แฝงความตึงเครียด มือของเขามั่นคงอย่างคุ้นเคยกับบาดแผลและเลือด เพราะตั้งแต่เขาเสียพระมารดาไปก็ถูกส่งไปอยู่ชายแดนมาเป็นเวลานาน
เขาตรวจดูแผลของนางดูเหมือนจะไม่ลึกมาก จึงหยิบขวดยาสมานแผลในอกเสื้อออกมาแล้วเทใส่แผลนางอย่างเบามือ
เสิ่นเหยียนหลัวกัดริมฝีปากแน่น พยายามไม่ส่งเสียง ดวงตาเงยขึ้นมองเขา เห็นเพียงสีหน้าจริงจังที่ไม่เปิดเผยความรู้สึกใด ๆ แต่การเคลื่อนไหวของเขากลับระมัดระวังยิ่งกว่าที่คำพูดจะแสดงออก
เมื่อเขาทำแผลให้นางเสร็จแล้วจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ขยับได้หรือไม่”
เสิ่นเหยียนหลัวลองขยับไหล่เล็กน้อย ความเจ็บแล่นวาบ แต่นางพยักหน้าเบา ๆ
“ยังไหวเพคะ”
เซียวอวี้เหิงถอนหายใจแผ่วเหมือนคลายความตึงเครียด เขานั่งเอนหลังพิงผนังถ้ำ ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“คืนนี้เราคงต้องนอนที่นี่”
เสิ่นเหยียนหลัวพยักหน้ารับแล้วหันไปสบตากับเขาด้วยแววตาขอบคุณ นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ขอบพระทัยเพคะ องค์ชาย”
เซียวอวี้เหิงไม่ได้เอ่ยสิ่งใดตอบเพียงสบตานางเพียงครู่ก่อนจะหันหนีแล้วหลับตาลงพักผ่อน
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจและเสียงลมด้านนอกที่พัดผ่านหน้าผา
เสิ่นเหยียนหลัวมองเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะค่อย ๆ หลับตาลง
….
