บท
ตั้งค่า

บทที่ 3 เมื่อตั้งใจทำจริงมีหรือจะไม่ดีขึ้น (2/2)

บทที่ 3 เมื่อตั้งใจทำจริงมีหรือจะไม่ดีขึ้น (2/2)

ตั้งแต่วันนั้นบ้านหลังเล็กก็มีคนทำงานเพิ่มเป็นสามคน หลินหว่านชิงแบ่งหน้าที่ ชุ่ยเอ๋อร์ดูแลไส้และการเตรียมวัตถุดิบ ไต้ลู่เหมยเป็นหญิงชาวบ้านเรี่ยวแรงดีให้ช่วยนวดแป้งและทอดขนม ส่วนนางดูสูตร ควบคุมคุณภาพ ทดลองทำขนมใหม่ คิดเงินและทำบัญชี

ผ่านไปครึ่งเดือนความเปลี่ยนแปลงก็เริ่มเห็นได้ชัดขึ้น ขนมถั่วแดงทอดเพิ่มจากที่เริ่มต้นวันละหนึ่งร้อยชิ้นตอนนี้เป็นสี่ร้อยชิ้น เอาไว้ขายหน้าร้านสามร้อยชิ้น และมีมีภัตตาคารใหญ่กลางเมืองหลวงมาสั่งไปเป็นอาหารว่างรับรองลูกค้าอีกวันละหนึ่งร้อยชิ้น ขนมชั้นจากสองถาดเป็นห้าถาด และนางเพิ่มขนมไข่เข้ามาอีกชนิดเพิ่งลองขายวันนี้เป็นวันแรก

ขนมไข่ชิ้นเล็ก ๆ สีเหลืองทองถูกวางลงบนถาดไม้ กลิ่นหอมของไข่และน้ำตาลลอยไปตามถนน เด็ก ๆ ที่เดินผ่านร้านต่างหยุดมอง

“ท่านแม่...ขนมนั่นอะไร”

“ไม่รู้สิ เจ้าอยากกินหรือ”

“เจ้าค่ะ ข้าอยากกิน”

จากนั้นสองแม่ลูกก็เดินเข้ามาที่ร้าน หลินหว่านชิงให้พวกเขาชิมขนมไข่ที่เพิ่งอบมาร้อน ๆ ตามแบบกลยุทธ์การขายของนาง พอขนมไข่เข้าปากทั้งแม่ทั้งลูกก็ติดใจทันที พวกเขาซื้อไปกว่ายี่สิบชิ้นทั้งยังบอกว่าวันนี้จะมีแขกสำคัญมาเยี่ยมบ้าน ขนมนี่เหมาะที่จะเอาไปต้อนรับเป็นที่สุด

ไม่นานคนก็เริ่มมุงหน้าร้านมากขึ้นเรื่อย ๆ ในที่สุดร้านเล็ก ๆ ก็ไม่สามารถรองรับคนได้อีกต่อไป ลูกค้าบางคนต้องยืนต่อแถวรออยู่บนถนน บางคนมาถึงตอนบ่ายก็ไม่ได้อะไรกลับไปเนื่องจากขนมหมดก่อน หลินหว่านชิงที่ตั้งใจว่าจะทำขนมให้พอขายถึงตอนทว่าก็ไม่เคยถึงเลยสักวัน

“หมดแล้วหรือ”

“ขออภัยเจ้าค่ะ วันนี้ขายหมดแล้ว”

“พรุ่งนี้มีอีกหรือไม่”

“มีเจ้าค่ะ”

“ถ้าอย่างนั้นข้าจะมาแต่เช้า”

คำพูดนี้เหล่าเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่งวันหนึ่งชายหนุ่มคนหนึ่งที่ยืนต่อแถวถามไต้ลู่เหมยที่เพิ่งมาช่วยงานว่า “ร้านนี้ชื่ออะไร”

ไต้ลู่เหมยชะงักไปครู่หนึ่ง นางเองก็ยังไม่รู้เช่นกัน

“ยังไม่มีชื่อเจ้าค่ะ” เด็กสาวตอบพลางยิ้มเจื่อน

ชายหนุ่มได้ฟังแล้วก็หัวเราะออกมา “เปิดร้านขายขนมแต่ไม่มีชื่อเนี่ยนะ แล้วจะให้ผู้คนจดจำร้านของพวกเจ้าว่าอย่างไร ร้านขนมตรงหัวมุมตลาดอย่างนั้นหรือ”

คำพูดของชายผู้นั้นทำให้หลินหว่านชิงเก็บไปนั่งคิดอยู่ใต้แสงตะเกียงทั้งคืน นางลืมเรื่องตั้งชื่อร้านไปเสียสนิทเพราะมัวแต่ยุ่งอยู่กับงานอย่างอื่น ทั้งยังงุนงงกับตัวเองว่าลืมเรื่องสำคัญเช่นนี้ไปได้อย่างไร ชื่อร้านคือสิ่งที่จะทำให้ผู้คนจดจำร้านของนางได้เลยนะ

“คุณหนู...คิดมาตั้งนานได้ชื่อร้านหรือยังเจ้าคะ” ชุ่ยเอ๋อร์ถาม

หญิงสาวมองกระดาษเปล่าอยู่นาน ก่อนเขียนลงไปสองคำ “หลินจี้” จากนั้นก็พูดออกมา “เอาชื่อนี้แหละ ร้านขนมหลินจี้”

ชุ่ยเอ๋อร์ออกตามเสียงแล้วพยักหน้า “ฟังดูดีเจ้าค่ะ”

วันรุ่งขึ้นป้ายไม้แผ่นใหม่ก็ถูกนำไปแขวนเหนือประตู ตัวอักษรสองคำถูกเขียนด้วยหมึกดำอย่างเรียบง่าย “หลินจี้” เป็นเพียงร้านขนมเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในตลาดตะวันตก แต่หลังจากมีป้ายชื่อผู้คนกลับเริ่มจำร้านได้ง่ายขึ้น

“ไปซื้อขนมที่ร้านหลินจี้หรือ”

“ใช่ ร้านที่มีขนมแปลกใหม่นั่น”

“ขนมร้านหลินจี้อร่อยจริงหรือ”

“อร่อยสิ เมื่อวานข้าซื้อขนมชั้นมา”

“แล้ววันนี้มีอะไรใหม่ไหม”

คำถามนี้กลายเป็นสิ่งที่ลูกค้าถามกันทุกวัน เพราะหลินหว่านชิงไม่ได้ทำขนมเพียงไม่กี่อย่างแล้วหยุดอยู่กับที่ เมื่อทำขนมชนิดหนึ่งได้ดีก็เริ่มทดลองชนิดใหม่ บางวันเป็นขนมปังนุ่ม ๆ ที่เอาสูตรมาจากชาติที่แล้ว บางวันเป็นทาร์ตไข่รสชาติกลมกล่อม บางวันเป็นคุกกี้เนยที่หอมจนคนเดินผ่านยังต้องหันกลับมามอง นอกจากนี้นางยังทำเนย ชีสและโยเกิร์ตด้วยตัวเองอีกด้วย

นางไม่ได้ทำทุกอย่างออกมาขายทันที ทุกสูตรต้องทดลองหลายครั้งเพราะวัตถุดิบในยุคโบราณกับยุคปัจจุบันไม่เหมือนกัน แป้งหยาบกว่า เกลือเม็ดใหญ่กว่า น้ำตาลมีความหวานน้อยกว่า ดังนั้นจึงต้องปรับสูตรให้ดี

หลินหว่านชิงยังทำสมุดสูตรขึ้นมาเล่มหนึ่ง ทุกหน้าเต็มไปด้วยตัวเลข ใช้แป้งกี่ชั่ง ไข่กี่ฟอง น้ำตาลและเกลือเท่าใด ใช้ไฟแรงเพียงใด อบนานเท่าไร แม้แต่ขนาดของขนมแต่ละชิ้นก็ถูกกำหนดไว้อย่างละเอียด ทั้งนี้ก็เผื่อเอาไว้ว่าวันใดที่นางเจ็บป่วยจนไม่สามลุกขึ้นมาทำงานได้คนงานในร้านก็จะได้ทำแทนโดยที่นางไม่ต้องห่วง หรือว่าภายหน้าหากมีการขยายสาขา สาขาของร้านหลินจี้ทั้งหมดจะต้องใช้สูตรเดียวกันเพื่อเป็นมาตรฐาน

“เถ้าแก่เนี้ย...เหตุใดต้องละเอียดขนาดนี้เจ้าคะ” ไต้ลู่เหมยถาม ด้วยความเป็นหญิงชาวบ้านจึงไม่เคยต้องใส่ใจรายละเอียดอะไรเพียงนี้มาก่อน แต่เมื่อมาทำงานกับเถ้าแก่เนี้ยคนสวยก็ทำให้ความคิดเริ่มเปลี่ยนไปทีละน้อย

“เพราะลูกค้าที่ซื้อวันนี้กับลูกค้าที่ซื้อพรุ่งนี้ควรได้ขนมรสชาติเดียวกัน ขนมของร้านเราต้องได้มาตรฐานเหมือนกันทุกชิ้น จะได้ไม่มีข้อเปรียบเทียบว่าลูกค้าคนนั้นได้ขนมดีกว่าลูกค้าอีกคน นี่คือหัวใจสำคัญของคนทำกิจการเข้าใจหรือไม่” หลินหว่านชิงตอบโดยไม่เงยหน้าจากสมุด นางไม่เพียงแต่สอนให้คนงานทำขนมเป็นเท่านั้นแต่ยังสอนให้ทำกิจการเป็นอีกด้วย เพราะในภายหน้าหากนางขยายกิจการเพิ่มสองคนนี้จะต้องมาช่วยงานในระดับที่สูงกว่าตำแหน่งคนทำขนมในตอนนี้

คำพูดนั้นทั้งชุ่ยเอ๋อร์และไต้ลู่เหมยจำได้ขึ้นใจ และพวกนางก็เริ่มทำงานละเอียดขึ้นกว่าเดิม สามเดือนหลังจากเริ่มขายขนมร้านหลินจี้ก็กลายเป็นร้านที่คนในตลาดตะวันตกพูดถึงกันมากที่สุดแห่งหนึ่ง ช่วงเช้าจะมีคนมาต่อแถว ช่วงสายขนมบางชนิดก็เริ่มหมด ช่วงเที่ยงแทบไม่เหลืออะไร หลินหว่านชิงจึงตัดสินใจเช่าห้องข้าง ๆ เพิ่มอีกหนึ่งห้องเพื่อใช้เป็นครัวโดยเฉพาะ คราวนี้เจ้าของบ้านคิดราคาค่าเช่าแค่เดือนละห้าร้อยอีแปะ

นางสร้างเตาอบทำจากดินขึ้นใหม่สองเตา ซื้อถาดและอุปกรณ์ต่าง ๆ เพิ่มเพื่อความสะดวกและประหยัดเวลาในการทำงาน ร้านเล็ก ๆ ที่เคยมีเพียงโต๊ะไม้หนึ่งตัวกำลังค่อย ๆ เปลี่ยนไปและชื่อของมันกำลังเดินทางออกจากตลาดตะวันตกทีละน้อย

วันหนึ่งชายชราจากตลาดฝั่งตะวันออกไดเยินเรื่องร้านขนมหลินจี้ก็มาตามหา “ร้านหลินจี้อยู่ที่ใด”

“เดินตรงไปแล้วเลี้ยวขวา อยู่ในตรอกตรงข้ามร้านน้ำชา” แม่ค้าข้างทางตอบให้

“ได้ยินว่ามีขนมที่ทำจากแป้งชนิดหนึ่งอร่อยมาก” ชายชราพยักหน้า

“ขนมปังใช่หรือไม่ ถ้าไปตอนนี้อาจไม่มีแล้วล่ะ” แม่ค้าคนนั้นตอบ

“เพราะเหตุใดจึงไม่มีแล้วเล่า เลิกทำแล้วอย่างนั้นหรือ” ชายชราถามด้วยความตกใจ

ทว่าแม่ค้าผู้นั้นกลับหัวเราะ “ไม่ใช่เลิกทำ แต่ร้านนั้นขายดีจนขนมหมดก่อนเที่ยงทุกวัน ท่านมายามนี้ไม่ทันซื้อหรอก”

ชายชราได้แต่มองไปทางตลาดตะวันตกด้วยสายตาที่ผิดหวัง “ถ้าเช่นนั้นพรุ่งนี้ข้าคงต้องมาแต่เช้า”

ที่ร้านหลินจี้ ด้านนอกประตูร้านยังเปิดรับลูกค้าที่เดินเข้ามาไม่ขาดสาย และป้ายไม้คำว่า “หลินจี้” เหนือประตูยังคงสั่นเบา ๆ ตามแรงลมเย็นยามค่ำ เนื่องจากเป็นไม่บางและทำการติดตั้งโดยสตรีจึงดูไม่มั่นคงเล็กน้อย ถึงแม้ว่าขนมจะหมดตั้งแต่เที่ยงแล้วทว่าหลินหว่านชิงไม่ได้ปิดร้าน นางยังคอยตอบคำถามบรรดาลูกค้าที่แวะเวียนมาว่าพรุ่งนี้จะทำขนมอะไรบ้าง ลูกค้าบางคนถึงกับสั่งซื้อและจ่ายเงินไว้ล่วงหน้าอีกด้วย นั่นทำเอาทั้งสามคนต้องทำงานหนักยิ่งกว่าเดิม

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel