บทที่ 3 เมื่อตั้งใจทำจริงมีหรือจะไม่ดีขึ้น (1/2)
บทที่ 3 เมื่อตั้งใจทำจริงมีหรือจะไม่ดีขึ้น (1/2)
รุ่งเช้าของวันที่สองหลังจากเปิดแผงขายขนมหน้าบ้านหลังเล็กในตรอกตะวันตกก็เต็มไปด้วยกลิ่นหอมของแป้งและน้ำตาลตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดี หลินหว่านชิงตื่นตั้งแต่ยามเหม่า นางรวบผมขึ้นอย่างเรียบร้อย เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นแบบทะมัดทะแมงแล้วเริ่มเตรียมวัตถุดิบทันที
วันนี้นางไม่ได้ทำเพียงขนมถั่วแดงทอดอย่างเมื่อวาน บนโต๊ะมีแป้ง น้ำตาล กะทิ ไข่ และถั่วแดงที่ต้มไว้ตั้งแต่เมื่อคืน
ชุ่ยเอ๋อร์กำลังนวดแป้งอยู่ข้าง ๆ ส่วนหลินหว่านชิงกำลังผสมส่วนของขนมชั้นอย่างตั้งใจ
“ฮูหยิน...ขนมชนิดนี้ต้องทำกี่ชั้นหรือเจ้าคะ”
“ถ้าทำขายทั่วไป เอาเจ็ดชั้นก่อน”
“ทำไมต้องเจ็ดเล่าเจ้าคะ ทำแค่สามชั้นไม่เหมือนกันหรือ”
“เพราะเจ็ดชั้นกำลังสวย และไม่หนาจนเกินไป”
ชุ่ยเอ๋อร์พยักหน้าก่อนมองของเหลวสีขาวในชามด้วยความสงสัย
“แล้วขนมนี่คุณหนูได้สูตรมาจากที่ใดหรือเจ้าคะ ชุ่ยเอ๋อร์ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย มันเรียกว่าขนม...ชั้น หรือ”
“ใช่แล้ว สิ่งนี้เรียกว่าขนมขั้นเป็นขนมที่มีถิ่นฐานอยู่ทางทางใต้น่ะ” หลินหว่านชิงไม่ได้ตอบไปตรง ๆ แต่ก็ไม่ได้โกหกขนมนี่เธอเคยได้กินและเรียนรู้สูตรตอนที่ไปแข่งขันรายการทำอาหารที่ประเทศไทย และประเทศไทยก็อยู่ทางตอนใต้จริง ๆ เพียงแต่ไกลไปหน่อยก็เท่านั้น
“อ้อ...ที่ต้องเทเป็นชั้น ๆ ก็เพราะว่ามันคือขนมชั้นนี่เอง” สาวใช้คนสนิทพยักหน้าอย่างเข้าใจ
หลินหว่านชิงตักส่วนผสมลงในถาดบาง ๆ แล้วนำไปนึ่ง เมื่อชั้นแรกเริ่มจับตัวจึงเทชั้นที่สองลงไป จากนั้นจึงนำกลับไปนึ่งอีกครั้ง ขั้นตอนนี้ดูเหมือนง่ายแต่ต้องอาศัยความอดทนอย่างมาก หากชั้นแรกยังไม่สุกพอชั้นต่อไปก็จะหลุดออกจากกัน หากนึ่งนานเกินไปเนื้อขนมจะแข็ง และหากเทหนาเกินไปชั้นก็จะไม่สวย
หลินหว่านชิงจึงทำอย่างละเอียดทุกขั้นตอน จนกระทั่งเวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยามขนมชั้นถาดแรกจึงเสร็จสมบูรณ์ จากนั้นก็ใช้มีดตัดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเท่า ๆ กัน สีเขียวอ่อนสลับสีขาวดูสะอาดตา
“สวยมากเลยเจ้าค่ะ” ชุ่ยเอ๋อร์หยิบขึ้นมาหนึ่งชิ้นแล้วมองอย่างตื่นเต้น
“เจ้าลองชิมดู” หลินหว่านชิงพยักหน้าให้
เด็กสาวกัดลงไป เนื้อนุ่มเหนียวเล็กน้อยมีกลิ่นหอมของกะทิและความหวานกำลังดี “อร่อยเจ้าค่ะ”
“หวานไปหรือไม่” หลินหว่านชิงถามอย่างไม่แน่ใจเพราะเท่าที่รู้มาคือคนไทยในยุคนั้นกินหวานกว่าคนจีนมาก ครั้งนี้นางจึงต้องปรับสูตรเล็กน้อยเพื่อให้เข้ากับคนจีนยุคโบราณที่ไม่ค่อยกินอาหารหวานสักเท่าไร
“ไม่เลยเจ้าค่ะ หวานกำลังดีเลย” ชุ่ยเอ๋อร์ทั้งเคี้ยวหงับ ๆ ทั้งพยักหน้าหงึก ๆ
หลินหว่านชิงชิมเองหนึ่งชิ้นก่อนจะพยักหน้าตามเช่นกัน “ใช้ได้ ๆ”
เมื่อถึงเวลาเปิดแผง หญิงสาวทั้งสองก็ขนขนมไปวางบนที่หน้าร้าน วันนี้มีการเขียนป้ายบอกไว้ด้วยว่ามีขนมอะไรขายบ้างและราคาชิ้นละเท่าไร ทั้งยังเขียนอธิบายรายละเอียดของขนมชนิดใหม่ด้วยเพราะนี่เป็นขนมที่ไม่เคยมีมาก่อนในยุคนี้ จากนั้นนางก็ตัดขนมชั้นเป็นชิ้นเล็กวางใส่จานไว้ให้ลูกค้าได้ลองชิม
ไม่นานลูกค้าที่เคยซื้อขนมเมื่อวานก็เริ่มทยอยกลับมา ชายวัยกลางคนคนเดิมเดินมาถึงก่อนใคร “แม่นาง...วันนี้มีขนมถั่วแดงหรือไม่”
“มีเจ้าค่ะ” หลินหว่านชิงยิ้มแป้นต้อนรับอย่างดีใจเมื่อเห็นลูกค้ากลับมาอีกครั้ง
“วันนี้ข้าเอาสิบชิ้น บุตรสาวของข้าชอบขนมของเจ้ามาก” ชายวัยกลางคนมองไปที่ขนมแล้วยิ้ม
หลินหว่านชิงหยิบขนมใส่กระดาษแล้วยื่นให้
ชายคนนั้นกำลังจะเดินกลับก็เห็นขนมสีเขียวขาวที่วางอยู่ด้านข้าง “นี่ขนมอะไรหรือ”
“ขนมชั้นเจ้าค่ะ ท่านลุงลองชิมดูก่อนได้” ว่าแล้วนางก็ยื่นจานนมชิ้นเล็กที่ตัดแบ่งเอาไว้แล้วให้เขา
ชายคนนั้นหยิบไปชิ้นหนึ่ง เอาเข้าปากแล้วถึงกับต้องเลิกคิ้ว “อืม...นุ่มดี หวาน มัน อร่อย”
“ชอบหรือไม่เจ้าคะ” คราวนี้เป็นชุ่ยเอ๋อร์ที่ถามขึ้นมาบ้าง
ขายวัยกลางคนพยักหน้าพลางตอบ “ข้าว่าภรรยาของข้าน่าจะชอบ เอาสี่ชิ้นก็แล้วกัน”
ลูกค้าที่อยู่ด้านหลังได้ยินเข้าก็เริ่มหันมามอง พวกเขาเริ่มเดินเข้ามามุงจานขนมสำหรับให้ลูกค้าชิมกันด้วยความสงสัย ขนมหน้าตาแปลกใหม่นี่ดึงดูดความสนใจของผู้คนได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
“ขนมใหม่หรือ”
“ใช่เจ้าค่ะ”
“ขอลองหนึ่งชิ้น”
“ข้าด้วย”
“ข้าก็ด้วย”
หลังจากที่ลูกค้าได้ชิมขนมชั้นไปแล้วผลตอบรับก็ดีกว่าที่ทั้งสองคาดเอาไว้นัก เพียงไม่นานขนมชั้นหนึ่งถาดก็เหลือไม่ถึงครึ่ง ชุ่ยเอ๋อร์ยืนตักขนมใส่ห่อใบไม้จนแทบไม่มีเวลาหายใจ สวนหลินหว่านชิงก็รับเงินทอนเงินมือแทบเป็นระวิง
แต่สิ่งที่ทั้งสองคาดไม่ถึงคือคนที่ซื้อขนมเมื่อวานไม่ได้กลับมาเพียงคนเดียว หลายคนพาครอบครัวมาด้วย บางคนพาเพื่อนมาด้วย เหมือนเป้นการบอกต่อปากต่อปากว่าขนมร้านนี้อร่อยและน่าสนใจ บางคนถึงกับยืนรอต่อแถวอย่างใจจดใจจ่อเพราะได้ยินว่าร้านเล็ก ๆ แห่งนี้มีขนมใหม่
ต้นยามเซินขนมทุกอย่างขายหมด ชุ่ยเอ๋อร์นั่งลงบนม้านั่งด้วยความเหนื่อยหอบ “วันนี้หมดเร็วกว่าวันแรกอีกนะเจ้าค่ะ”
“พรุ่งนี้ก็ทำเพิ่มอีก ข้าอยากทำให้พอขายไปจนถึงเย็นเลย” หลินหว่านชิงมองถาดเปล่าด้วยสายตาปลาบปลื้ม
“เพิ่มเท่าไรดีเจ้าคะ” ชุ่ยเอ๋อร์เองก็ปลาบปลื้มไม่แพ้กัน รีบถามต่ออย่างกระตือรือร้น
“เช่นนั้นก็ลองทำขนมถั่วแดงทอดสักสามร้อยชิ้นพอ แล้วก็ขนมชั้นสองถาด” ผู้เป็นนายเองก็ตอบอย่างกระตือรือร้นเช่นกัน
ทว่าอยู่ ๆ ชุ่ยเอ๋อร์ก็นิ่งไป จะทำขนมขายเยอะ ๆ นางก็ดีใจอยู่หรอกแต่ว่าปัญหามันก็มีตามมา “พวกเราทำกันแค่สองคนจะทันหรือเจ้าคะ”
คำถามนั้นทำให้หลินหว่านชิงเงียบไป นางกวาดตามองบ้านเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยถาด เตา และวัตถุดิบ ปัญหานี้เกิดขึ้นเร็วกว่าที่คิด ถ้ามีคนงานเพียงแค่นี้จะไม่มีทางทำขนมได้มากขึ้น
“พวกเราคงต้องจ้างคนเพิ่มแล้วล่ะ” ในที่สุดเถ้าแก้เนี้ยมือใหม่ก็ตัดสินใจ
ชุ่ยเอ๋อร์พยักหน้าทันที “ชุ่ยเอ๋อร์ก็คิดเช่นนั้นเจ้าค่ะ”
วันถัดมาหลินหว่านชิงจึงไปถามหาคนงานในตลาด คนแรกเป็นหญิงวัยกลางคนที่เคยทำงานในโรงครัว นางทดลองให้ทำแป้งและจับเวลา คนที่สองเป็นเด็กสาวอายุสิบหกชื่อไต้ลู่เหมย เด็กสาวตัวไม่สูงมาก แต่ดูแข็งแรง มือคล่องแคล่วและทำอาหารเป็น
สุดท้ายแล้วหลินหว่านชิงก็ตัดสินใจเลือกไต้ลู่เหมยเพราะคิดว่าวัยรุ่นไฟแรงน่าจะทำงานได้มากกว่าและขยัน คล่องแคล่วกว่า ถึงแม้ว่าหญิงวัยกลางคนนั้นจะฝีมือดีกว่าก็จริงแต่สำหรับหลินหว่านชิงแล้วของแบบนี้สามารถฝึกกันได้ นางมั่นใจว่าใช้เวลาไม่กี่เดือนจะต้องฝึกให้ไต้ลู่เหมยทำขนมได้อย่างคล่องแคล่วแน่นอน
ไต้ลู่เหมยยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดเท่าแก่เนี้ยถึงรับตนเข้าทำงานแทนที่จะเป็นท่านป้าคนนั้น แต่ก็ดีใจที่ได้รับการคัดเลือก ค่าจ้างไม่ได้สูงมากเพราะนี่เป็นเพียงร้านขนมเล็ก ๆ แต่สำหรับเด็กสาวที่ต้องช่วยครอบครัวนับว่าเป็นงานที่ดีเลยทีเดียว อีกทั้งเถ้าแก่เนี้ยยังดูใจดีมาก ๆ อีกด้วย
