บทที่ 2 เริ่มต้นชีวิตใหม่ (2/2)
บทที่ 2 เริ่มต้นชีวิตใหม่ (2/2)
“เท่านี้ก็ทอดได้แล้วหรือเจ้าคะ” ชุ่ยเอ๋อร์มองขนมที่เรียงอยู่บนถาดแล้วถามด้วยความสนใจ
“ยัง ต้องพักแป้งไว้ให้ได้ที่ก่อน ถ้ารีบทอดตอนนี้แป้งจะหดตัวและเนื้อไม่สวย ขนมจะชิ้นเล็กขายได้ราคาไม่ดี” หลินหว่านชิงอธิบายพลางมองขนมฝีมือของตัวเองอย่างอารมณ์ดี
ชุ่ยเอ๋อร์พยักหน้ารับอย่างเข้าใจ ถึงแม้ว่าจะไม่เคยค้าขายแต่ก็พอรู้มาบ้างว่าของชิ้นใหญ่ย่อมขายได้แพงกว่าของชิ้นเล็ก
เมื่อทุกอย่างพร้อมจึงตั้งกระทะบนเตา เติมน้ำมันลงไปแล้วรอจนร้อนพอดี ขนมชิ้นแรกถูกหย่อนลงไปในน้ำมัน เสียงฉ่าดังขึ้นทันที กลิ่นแป้งทอดกับกลิ่นถั่วแดงหวาน ๆ ค่อย ๆ กระจายไปทั่วบ้านจนชุ่ยเอ๋อร์ถึงกับกลืนน้ำลาย
“หอมมากเลยเจ้าค่ะ”
“ข้าจะให้เจ้าชิมก่อนอย่างแน่นอน”
หลินหว่านชิงใช้ตะเกียบพลิกขนมอย่างระมัดระวังจนผิวด้านนอกกลายเป็นสีเหลืองทอง เมื่อยกขึ้นพักบนตะแกรงแล้วก็ผ่าขนมออกครึ่งหนึ่ง ด้านนอกกรอบบาง ด้านในเป็นไส้ถั่วแดงเนื้อเนียนละเอียดหอมหวานกำลังดี
ชุ่ยเอ๋อร์มองขนมตรงหน้าอย่างตื่นเต้น
“เจ้าชิมดูสิ” หลินหว่าชิงคีบขนมครึ่งชิ้นส่งให้
เด็กสาวหยิบไปหนึ่งชิ้นแล้วกัด ดวงตาของนางเบิกกว้างขึ้นทันที “อร่อยเจ้าค่ะ อร่อยมาก”
“หวานเกินไป แป้งหนาเกินไปหรือไม่”
“ไม่เลยเจ้าค่ะ กำลังดีเลย”
หลินหว่านชิงหยิบขนมอีกครึ่งขึ้นมาชิมแล้วก็ต้องพยักหน้าเช่นกัน “ใช้ได้นี่นา ถึงแม้จะไม่มีของทันสมัยเหมือนยุคนู้นแต่ก็พอไปได้”
หลินหว่านชิงไม่ได้ดีใจจนออกนอกหน้าแต่ในใจกลับรู้สึกโล่งขึ้นมาก อย่างน้อยจุดเริ่มต้นก็ไม่ได้เลวร้าย คืนนั้นนางนั่งคำนวณต้นทุนอยู่ใต้แสงตะเกียง วัตถุดิบทั้งหมดที่ซื้อมาใช้ไปประมาณสามร้อยอีแปะ หากทำอย่างประหยัด น่าจะทำขนมได้ราวหนึ่งร้อยชิ้น ถ้าขายชิ้นละสามอีแปะ จะได้เงินสามร้อยอีแปะ กำไรไม่มีเลย
“สามอีแปะถูกเกินไป” หญิงสาวมองตัวเลขบนกระดาษแล้วขมวดคิ้ว
ชุ่ยเอ๋อร์ที่กำลังพับผ้าห่มหันมา “อะไรถูกหรือเจ้าคะ”
“ราคาขนม” หลินหว่านชิงตอบด้วยน้ำเสียงเศร้าเล็กน้อย
“แต่ถ้าแพงคนจะไม่ซื้อใช่หรือไม่เจ้าคะ”
“ถ้าขนมเหมือนร้านอื่นก็ใช่ แต่ของเราต้องทำให้แตกต่าง ให้มีจุดเด่นถึงจะขายแพงกว่าร้านอื่นได้”
และอยู่ ๆ ก็เหมือนจะคิดอะไรออก นางยกยิ้มมุมปากอย่างพอใจแต่ไม่กล่าวอะไรต่อ ทิ้งให้ชุ่ยเอ๋อร์งุนงงอยู่อย่างนั้น
วันรุ่งขึ้นหลินหว่านชิงจึงตั้งแผงเล็ก ๆ หน้าบ้าน โต๊ะไม้เก่าถูกเช็ดจนสะอาด บนโต๊ะมีถาดขนมถั่วแดงทอดหนึ่งถาด ข้างกันตั้งป้ายไม้เขียนด้วยหมึกว่า “ขนมถั่วแดงทอด ชิ้นละห้าอีแปะ” ข้าง ๆ มีถ้วยใส่ของเหลวข้นหนืดสีขาวนวล ๆ วางอยู่ด้วย เป็นนมข้นหวานที่นางเคี่ยวจากน้ำตาล น้ำมันพืชและนม ชุ่ยเอ๋อร์ลองชิมขนมถั่วแดงทอดจิ้มนมข้นหวานดูแล้วมันทำให้รู้สึกอร่อยขึ้นมากกว่าเดิมจริง ๆ
“จะมีคนซื้อจริงหรือเจ้าคะ” ชุ่ยเอ๋อร์ยืนอยู่ข้างโต๊ะสีหน้าตื่นเต้นจนเห็นได้ชัด
“ต้องมีสิ หากไม่มีคนสนใจพวกเราก็เปลี่ยนวิธีขาย” หญิงสาวยืดอกตอบอย่างมั่นใจ
ไม่นานก็มีคนแรกก็เดินผ่าน เป็นชายวัยกลางคนที่เพิ่งซื้อผักจากตลาด เขาชะลอฝีเท้าเมื่อได้กลิ่นขนมทอด
“นี่ขายอะไร” เขาอดที่จะเดินเข้ามาดูใกล้ ๆ ไม่ได้
“ขนมถั่วแดงทอดเจ้าค่ะ” หลินหว่านชิงตอบยิ้ม ๆ
“ชิ้นละห้าอีแปะหรือ”
“เจ้าค่ะ”
ชายคนนั้นหยิบขึ้นมาดู พิจารณาแล้วกล่าวว่า “ก็เหมือนขนมถั่วแดงทั่วไป”
“ลองชิมก่อนก็ได้เจ้าค่ะ” หญิงสาวผายมือเชื่อเชิญให้ว่าที่ลุกค้าคนแรกลองชิมขนมของนาง
“ให้ชิมไม่คิดเงินหรือ” ชายวัยกลางคนมีสีหน้าประหลาดใจ ทว่าหลินหว่านชิงกลับพยักหน้าให้
ชายคนนั้นลังเลก่อนกัดลงไปคำหนึ่ง เสียงกรอบเบา ๆ ดังขึ้น เขาเคี้ยวช้า ๆ แล้วหันมามองหลินหว่านชิง “อืม...ข้างในนุ่มดี ข้างนอกก็กรอบอร่อย”
“ที่นี้ท่านลุงลองเอาขนมจิ้มสิ่งนี้แล้วชิมดูอีกครั้งเจ้าค่ะ” หญิงสาวยื่นถ้วยนมข้นหวานเล็ก ๆ ให้
ชายวัยกลางคนลองทำตาม เมื่อชิมเข้าไปแล้วก็ถึงกับตาค้าง “สิ่งนี้คืออะไร กินกับขนมถั่วแดงทอดแล้วเข้ากันมากเลยทีเดียว”
“สิ่งนี้เรียกว่านมข้นหวานเจ้าค่ะ ข้าคิดสูตรขึ้นมาเพื่อกินกับขนมถั่วแดงทอดร้านของข้าโดยเฉพาะ” หญิงสาวตอบยิ้ม ๆ “หากซื้อขนมถั่วแดงทอดของร้านก็จะแถมนมข้นหวานนี้ให้ด้วย”
“เป็นความคิดที่ดีมาก ขนมร้านของเจ้าแตกต่างจากร้านอื่นจริง ๆ” ชายวัยกลางคนพยักหน้าอย่างพอใจ
“ถ้าท่านลุงชอบ ซื้อสักชิ้นกลับไปให้คนที่บ้านลองชิมดูได้เจ้าค่ะ” หญิงสาวกล่าว ด้านข้างชุ่ยเอ๋อร์เตรียมกระดาษสำหรับห่อขนมเอาไว้แล้ว
ชายคนนั้นหยิบเงินหกอีแปะออกมา “เอาสองชิ้นก็แล้วกัน”
ชุ่ยเอ๋อร์รีบหยิบใส่กระดาษ ส่วนนมข้นหวานนั้นนางเทใส่ใบไม้เล็กน้อยแล้วห่ออย่างดีไม่ให้มีรอยรั่วยื่นให้ลูกค้า นี่เป็นลูกค้าคนแรกของพวกนาง ทั้งสองดีใจจนแทบจะกระโดดกอดกัน
ลูกค้าคนที่สองเป็นเด็กชายวัยประมาณเจ็ดแปดขวบ เขายืนมองอยู่นานจนมารดาต้องลากกลับ
“ท่านแม่...ข้าอยากกินขนมนั่น หอมเหลือเกินขอรับ”
“กลับบ้านก่อน ท่านพ่อของเจ้ารออยู่ วันหลังแม่จะพามาซื้อใหม่”
“ฮูหยินเจ้าคะ หากซื้อสามชิ้นข้าลดให้หนึ่งอีแปะ” หลินหว่านชิงเรียกไว้
หญิงคนนั้นลังเลก่อนจะถาม “อร่อยจริงหรือ”
“ถ้าไม่อร่อยวันหน้าท่านไม่ต้องซื้ออีกก็ได้” หญิงสาวยืนยันค่ำมั่น
สุดท้ายเด็กชายก็ได้ขนมหนึ่งชิ้นที่จิ้มนมข้นหวานเรียบร้อยแล้วอยู่ในมือ จากนั้นลูกค้าคนอื่นก็เริ่มทยอยเข้ามา สามชิ้นบ้าง ห้าชิ้นบ้าง สิบชิ้นบ้าง ช่วงแรกยังขายช้าแต่เมื่อคนที่ซื้อไปกลับมาอีกครั้งพร้อมพาคนรู้จักมาด้วย โต๊ะเล็ก ๆ หน้าบ้านก็เริ่มคึกคักขึ้น
ตอนบ่ายขนมเหลืออยู่เพียงสิบกว่าชิ้น ชุ่ยเอ๋อร์มองถาดว่างแล้วตื่นเต้นจนแทบพูดไม่ออก
“ฮูหยิน...ขายได้เกือบหมดแล้ว”
“อืม”
“พรุ่งนี้ทำเพิ่มดีหรือไม่เจ้าคะ”
“พรุ่งนี้พวกเราจะทำเพิ่มเป็นสองร้อยชิ้นเลย”
“สองร้อยเลยหรือเจ้าค่ะ” ชุ่ยเอ๋อร์ตื่นเต้นจนเก็บอาการเอาไว้ไม่อยู่
เย็นวันนั้นหลังจากเก็บโต๊ะและนับเงินเรียบร้อยหลินหว่านชิงพบว่าตนเองขายขนมหนึ่งร้อยชิ้นจนหมด ได้เงินมาสี่ร้อยหกสิบอีแปะ ส่วนที่ขาดปี่สิบอีแปะก็เพราะว่านางกัดใจให้ลูกค้าชิมขนมก่อนเพื่อเป็นการเรียกลูกค้า แต่ก็ไม่เป็นไร ธุรกิจคือการลงทุน บางครั้งอาจจะต้องเสียส่วนน้อยเพื่อให้ได้ส่วนมากในภายหลัง
