บทที่ 2 เริ่มต้นชีวิตใหม่ (1/2)
บทที่ 2 เริ่มต้นชีวิตใหม่ (1/2)
บ้านหลังใหม่ของหลินหว่านชิงเล็กกว่าที่คิดเอาไว้มาก ตัวบ้านมีเพียงสองห้อง ห้องด้านหน้าใช้เป็นพื้นที่อเนกประสงค์ ส่วนห้องด้านหลังเป็นห้องนอน พื้นยังเป็นดินอัดแน่นจนแข็ง มีหน้าต่างไม้เก่าอยู่สองบานที่เปิดออกสู่ตรอกเล็ก ๆ ด้านหลัง ส่วนครัวนั้นแทบเรียกไม่ได้ว่าเป็นครัวเพราะมีเพียงเตาดินเก่าหนึ่งเตา หม้อเหล็กใบเล็กหนึ่งใบและโต๊ะไม้ที่ขาไม่เท่ากันจนต้องเอาเศษไม้มารองไว้ข้างหนึ่ง
เมื่อชุ่ยเอ๋อร์ยกห่อสัมภาระใบสุดท้ายเข้ามาวาง นางก็ยืนมองไปรอบ ๆ ก่อนถอนหายใจยาว “ฮูหยิน...บ้านหลังนี้เล็กกว่าห้องเก็บฟืนในจวนเสนาบดีเสียอีกนะเจ้าคะ”
หลินหว่านชิงกำลังใช้ผ้าผืนหนึ่งเช็ดฝุ่นบนโต๊ะ เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะ “ข้ารู้”
“คุณหนู...ไม่เสียใจหรือเจ้าคะ” ชุ่ยเอ๋อร์ที่คิดอยู่นานก็อดถามขึ้นมาไม่ได้
“เสียใจเรื่องอะไร” หลินหว่านชิงถามกลับหน้าตาเฉย
“เรื่องที่หย่ากับนายท่าน” ชุ่ยเอ๋อร์กล่าวพลางก้มหน้าลง
มือของหลินหว่านชิงหยุดลงชั่วครู่ คำถามนั้นทำให้นางนึกถึงเรือนใหญ่ที่เพิ่งจากมา นึกถึงเตียงนอนนุ่ม ๆ ห้องที่มีคนคอยรับใช้ อาหารที่มีคนจัดเตรียมให้ทุกมื้อ และชีวิตที่แม้จะไม่สุขสบายทางใจแต่ก็ไม่เคยต้องกังวลว่าจะมีเงินพอซื้อแป้งหรือไม่
หากเป็นเจ้าของร่างเดิมบางทีนางอาจตอบว่าเสียใจ ทว่าหลินหว่านชิงในตอนนี้กลับรู้สึกเพียงความโล่งอก
“ไม่เสียใจเลยแม้แต่น้อย” นางวางผ้าลงแล้วมองบ้านหลังเล็กตรงหน้า “อย่างน้อยที่นี่ก็เป็นบ้านของข้าเอง ข้ามีอิสระ ทำอะไรก็ได้ที่อยากทำ ทั้งยังไม่ต้องมานั่งกังวลว่าเขา...เอ่อ...ผู้อื่นจะรู้สึกกับข้าอย่างไร”
ชุ่ยเอ๋อร์นิ่งไปก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ “เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”
หลินหว่านชิงเดินไปเปิดหน้าต่างด้านหน้า แสงแดดยามบ่ายส่องเข้ามาจนฝุ่นที่ลอยอยู่ในอากาศกลายเป็นประกายเล็ก ๆ ถนนหน้าบ้านไม่กว้างนัก แต่มีผู้คนเดินผ่านอยู่ตลอดเวลา ด้านซ้ายเป็นร้านขายผัก ด้านขวาเป็นร้านขายแผ่นแป้ง อีกฝั่งหนึ่งของถนนมีร้านน้ำชาเล็ก ๆ ตั้งโต๊ะออกมานอกชายคา
ทำเลไม่ได้ดีถึงขนาดอยู่ใจกลางตลาดแต่ก็ไม่เลว ที่สำคัญคือค่าเช่าถูก ถึงแม้ว่าหลินหว่านชิงจะบอกว่าแพงเพื่อต่อราคาก็ตาม นางใช้เงินไปเกือบหนึ่งตำลึงกับค่าเช่า ที่เหลืออีกเก้าตำลึงกว่าคือเงินทั้งหมดที่นางต้องใช้เริ่มต้นชีวิตใหม่
หญิงสาวหยิบถุงเงินออกมาวางบนโต๊ะ “พวกเรามีเงินเท่านี้”
“ถ้าใช้ซื้ออาหารกับของจำเป็น อย่างน้อยก็น่าจะอยู่ได้หลายเดือนนะเจ้าคะ” ชุ่ยเอ๋อร์มองเหรียญเงินในถุงแล้วหน้าเครียดขึ้นทันที นางหยิบเงินเก็บที่มีน้อยนิดของตนเองออกมา “ชุ่ยเอ๋อร์พอจะมีอยู่หนึ่งตำลึงกับอีกสองร้อยอีแปะ เอาไปรวมด้วยนะเจ้าคะ”
“ขอบใจเจ้ามากนะชุ่ยเอ๋อร์ ถ้าใช้ประหยัดพวกเราก็อยู่ได้อีกนาน” หลินหว่านชิงพยักหน้าให้สาวใช้คนสนิท
“อย่างที่ข้าบอก พวกเราจะไม่อยู่เฉย ๆ หรอกนะ มาวางแผนหาเงินเพิ่มกันเถอะ” พูดจบหญิงสาวก็หยิบกระดาษขึ้นมาแผ่นหนึ่งแล้วเริ่มเขียนรายการของที่ต้องซื้อ แป้ง น้ำตาล ถั่วแดง น้ำมัน งา เกลือ ไข่ ไม้ฟืนและเครื่องปรุงอีกเล็กน้อย
“คุณหนูจะทำทั้งหมดนี่หรือเจ้าคะ” ชุ่ยเอ๋อร์มองรายการยาวเหยียดแล้วถามอย่างไม่แน่ใจ
“ยังไม่ทั้งหมด พรุ่งนี้พวกเราจะทำแค่ขนมถั่วแดงทอดอย่างเดียวก่อน” หลินหว่านชิงยิ้ม “พวกเรามีเงินไม่มาก ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนี้ไม่ใช่ทำของออกมาให้เยอะที่สุดแต่ต้องหาของที่ต้นทุนไม่สูง ทำได้ง่ายและขายได้ง่ายเช่นกัน”
ชุ่ยเอ๋อร์ฟังแล้วไม่ค่อยเข้าใจนักแต่ก็พยักหน้ารับ ทั้งสองออกจากบ้านไปตลาดในช่วงเย็น ตลาดตะวันตกคึกคักกว่าที่มองจากหน้าต่างมาก ผู้คนเดินสวนกันจนแทบไม่มีที่ว่าง เสียงเรียกลูกค้าของพ่อค้าแม่ค้าดังแข่งกันไปทั่วถนน กลิ่นเนื้อย่าง กลิ่นบะหมี่ และกลิ่นแป้งทอดลอยปะปนอยู่ในอากาศ
หลินหว่านชิงไม่ได้รีบร้อนซื้อของ นางเดินสำรวจร้านต่าง ๆ ก่อน เปรียบเทียบราคาแป้งจากร้านสามแห่ง ถามราคาน้ำตาลจากร้านอีกสองแห่งและตรวจดูถั่วแดงทีละถุง
แม่ค้าร้านหนึ่งเห็นนางจับถั่วแดงขึ้นมาดูจึงถาม “แม่นางจะซื้อถั่วแดงหรือ”
“ใช่เจ้าค่ะ”
“ถ้าซื้อสิบชั่งข้าลดให้”
“สิบชั่งมากเกินไป ข้าใช้เพียงสามชั่งเท่านั้น”
“สามชั่งจะลดอะไรได้เล่า มันน้อยเกินไป”
“ลดให้ข้าหน่อยเถอะนะเจ้าคะ ถ้าของท่านดีข้าจะกลับมาซื้ออีก”
“เจ้าพูดเหมือนเป็นแม่ค้าเลยนะ” แม่ค้าขายถั่วแดงหัวเราะ
“ข้าเองก็เพิ่งจะเริ่มเป็นแม่ค้าเจ้าค่ะ จึงขอให้ท่านป้าเห็นใจแม่ค้าด้วยกันสักหน่อย” หญิงสาวกล่าวยิ้ม ๆ
“แล้วซื้อไปทำอะไรล่ะ” แม่ค้าขายถั่วแดงถามกลับ
“ทำขนมถั่วแดงทอดเจ้าค่ะ” หลิงหว่านชิงตอบ “ข้าทำเสร็จแล้วจะเอามาให้ท่านป้าชิมก่อนเป็นคนแรก ท่านป้าช่วยแนะนำด้วยนะเจ้าคะ”
เมื่อเห็นความตั้งใจของแม่ค้ามือใหม่แล้วเจ้าของร้านวัยกลางคนก็อดที่จะเอ็นดูไม่ได้ “ได้ ๆ เช่นนั้นข้าลดให้อีกจินละหนึ่งอีแปะก็แล้วกัน เจ้าเองก็ตั้งใจเข้าล่ะ”
หลังจากต่อรองราคาจนได้ของครบหลินหว่านชิงใช้เงินไปไม่ถึงหนึ่งตำลึง จากนั้นจึงซื้อไม้ฟืนเพิ่มอีกเล็กน้อย
เมื่อกลับถึงบ้านก็เริ่มลงมือทดลองทำทันที ถั่วแดงถูกล้างจนสะอาดก่อนจะนำไปต้มในหม้อจนเปื่อยนุ่ม หญิงสาวไม่ได้ใส่น้ำตาลลงไปทั้งหมดในครั้งเดียวแต่ค่อย ๆ เติมแล้วชิม ปรับรสให้หวานพอดีจากนั้นจึงบดถั่วแดงจนละเอียดก่อนนำไปกวนบนกระทะ
“ต้องกวนถึงเมื่อไรเจ้าคะ” ชุ่ยเอ๋อร์ยืนมองอยู่ข้าง ๆ ด้วยความสงสัย ที่ผ่านมาชุ่ยเอ๋อร์มีหน้าที่ดูแลหลินหว่านชิงมาตลอด ไม่เคยเข้าครัวจึงไม่ใช่สาวใช้ที่ทำอาหารแทบไม่เป็น
“จนกว่าน้ำในถั่วจะระเหยเกือบหมด ถ้ากวนไม่พอไส้จะเหลว ถ้ากวนมากไปไส้ก็จะแข็ง” หลินหว่านชิงอธิบายอย่างใจเย็น
ชุ่ยเอ๋อร์พยักหน้าหงึก ๆ ราวกับกำลังเรียนหนังสือ ทว่าก็ยังสงสัยไม่หาย “แล้วคุณหนูรู้ได้อย่างไรเจ้าคะ”
หลินหว่านชิงชะงักไปเล็กน้อยลืมไปว่าเจ้าของร่างเดิมไม่ได้มีฝีมือเรื่องการทำอาหารเท่าใดนัก
“เคยอ่านจากในตำราน่ะ” นางตอบส่ง ๆ
ความจริงแล้วนางเคยทำไส้ถั่วแดงมาไม่รู้กี่ครั้งในโลกเดิมเพียงแต่คงไม่สามารถอธิบายให้ชุ่ยเอ๋อร์ฟังได้ว่านางเรียนรู้เรื่องพวกนี้มาจากอีกโลกหนึ่ง
“ก่อนท่านแม่จะจากไปก็เคยทำให้พวกเรากินไม่ใช่หรือ ข้าจำได้ตั้งแต่ตอนนั้น” หลินหว่านชิงยกเรื่องในอดีตของเจ้าของร่างเดิมมาตอบ ตอนนั้นทั้งนางและชุ่ยเอ๋อร์ยังเด็กจะว่าไปแล้วชุ่ยเอ๋อร์คงจำไม่ได้
หลังจากไส้ถั่วแดงเย็นลงหลินหว่านชิงเริ่มทำแป้ง แป้งถูกผสมกับน้ำเล็กน้อย นวดจนเนียน แล้วแบ่งเป็นก้อนเท่า ๆ กัน นางใช้ไม้คลึงแป้งให้บาง วางไส้ถั่วแดงลงตรงกลางจากนั้นห่อให้มิดแล้วกดให้แบน
