บทที่ 1 อยู่ ๆ ตื่นมาก็เป็นภรรยาเขาเสียอย่างนั้น (2/2)
บทที่ 1 อยู่ ๆ ตื่นมาก็เป็นภรรยาเขาเสียอย่างนั้น (2/2)
เซี่ยจิ่งเหวินอ่านเอกสารจนจบ เขาแค่นเสียงราวกับว่าไม่คิดว่าคนอย่างนางจะทำตามที่เขียนไว้ได้ “เจ้าจะคืนสินสอดทั้งหมดอย่างนั้นหรือ หึ”
“ใช่เจ้าค่ะ” หลินหว่านชิงตอบกลับอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“เจ้ารู้หรือไม่ว่ามีมูลค่าเท่าใด” เขาเอียงคอถามทว่าไม่รอฟังคำตอบ กล่าวต่อในทันที “สามหมื่นตำลึง เจ้าคืนไม่ไหวหรอก”
“ข้าจะคืน” หญิงสาวมองสบตาเขาอย่างมุ่งมั่น
“เจ้าจะคืนด้วยอะไร ตอนนี้เจ้ามีเงินเท่าไรกันเชียว เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าบ้านเดิมของเจ้าไม่มีสินเดิมให้เจ้าติดตัวเลยแม้แต่น้อย” คราวนี้เขากล่าวจริงจังมากจนหลินหว่านชิงรู้สึกได้ว่าเขาดูเหมือนจะเป็นห่วงเล็กน้อย
หลินหว่านชิงสลัดความคิดนั้นออกจาหัวแล้ววางพู่กันลง “ให้เวลาข้าสามปี” คำตอบของนางไม่มีความลังเล
เซี่ยจิ่งเหวินหัวเราะออกมาเบา ๆ เป็นครั้งแรก “หลินหว่านชิง...สตรีตัวเล็กอย่างเจ้า คุณหนูในห้องหอที่ไม่เคยทำงานหนัก เจ้าจะมีทางหาเงินมาใช้คืนค่าสินสอดตั้งสามหมื่นตำลึงได้อย่างไร”
“ท่านแค่คิดว่าข้าทำไม่ได้” นางมองเขาตรง ๆ
“เพราะมันเป็นไปไม่ได้อย่างไรเล่า ต่อให้เป็นบุรุษร่างกายแข็งแรงก็ยังไม่อาจทำได้เลย” เขาแสยะยิ้มอย่างดูถูกออกมาอีกครั้ง
“เช่นนั้นท่านก็รอดู” หลินหว่านชิงพูดเพียงสั้น ๆ ไม่ต้องการหาเหตุผลใดมาทำให้ตัวเองดูดีอีก
คำตอบนั้นทำให้ชายหนุ่มนิ่งไป
หญิงสาวไม่อยากเสียเวลา ในเมื่อชีวิตครั้งหนึ่งของเจ้าของร่างเดิมจบลงเพราะบุรุษผู้นี้นางก็ไม่คิดจะเดินตามเส้นทางเดิมแม้แต่ก้าวเดียว
เซี่ยจิ่งเหวินหยิบหนังสือหย่าขึ้นมา “ข้าตกลง”
ง่ายกว่าที่นางคิดเสียอีก เขาประทับตราลงบนหนังสือหย่าจากนั้นจึงหยิบถุงเงินใบเล็กวางลงบนโต๊ะ เสียงเหรียญกระทบไม้ดังกรุ๊งกริ๊ง “สิบตำลึง ถือว่าให้เจ้าเอาไปตั้งตัวจะได้มีชีวิตรอดและไม่กลับมาขอความช่วยเหลือจากข้า”
หลินหว่านชิงมองถุงเงินนั่น “ข้าไม่ต้องการ”
“รับไว้เสีย อย่าทำเป็นเรื่องมาก” เขาพูดเพียงสองคำก่อนจะหันหลังกลับเดินออกไป
หลินหว่านชิงมองแผ่นหลังของเขาจนประตูปิดลง นางหยิบถุงเงินขึ้นมา ชั่งน้ำหนักในมือแล้วแค่นเสียงหัวเราะเบา ๆ “สามหมื่นตำลึงในสามปี ไม่ง่ายแต่ก็ไม่อยากสำหรับคนอย่างข้าหรอก ข้าใช้ว่าจะสิ้นไร้ไม้ตอกเสียหน่อย”
“คุณหนู...พวกเราจะไปที่ไหนกันหรือเจ้าคะ” ชุ่ยเอ๋อร์มองนางอย่างกังวล เมื่อผู้เป็นนายหย่าแล้วนางจึงกลับเรียกคุณหนูตามเดิม
หลินหว่านชิงหันไปมองหน้าต่าง นอกหน้าต่างคือเมืองหลวงแคว้นเว่ยที่นางไม่รู้จัก ผู้คนกำลังเดินผ่านถนนอย่างเร่งรีบ รถม้าคันแล้วคันเล่าวิ่งผ่านหน้าจวน เสียงพ่อค้าเร่ดังแว่วเข้ามาเป็นระยะ
โลกใบนี้ไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีมหาวิทยาลัย ไม่มีบ้าน ไม่มีครอบครัวและไม่มีเงิน แต่มีสิ่งหนึ่งที่นางยังมีอยู่ก็คือความรู้ทั้งหมดเกี่ยวกับอาหารและขนมที่สะสมมานานหลายปี
หญิงสาวยกยิ้มขึ้นช้า ๆ แล้วกล่าวกับสาวใช้คนสนิท “ไปตลาดตะวันตก”
“ไปทำอะไรเจ้าคะ”
“เช่าบ้าน”
“แล้วจากนั้นล่ะเจ้าคะ”
“ข้าจะเปิดร้านขนม”
ชุ่ยเอ๋อร์อ้าปากค้าง นางเป็นสาวใช้ข้างกายของหลินหว่านชิงมาตั้งแต่เด็ก ย้ายตามมาจากบ้านเดิมด้วยกัน ไม่ยักรู้เลยว่าคุณหนูของตนทำขนมเป็น
หลินหว่านชิงหันไปมองประตูที่เซี่ยจิ่งเหวินเพิ่งเดินออกไปแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง “สามหมื่นตำลึงไม่ใช่หรือ ข้าจะหาเงินมาคืนเขาให้ได้ จะได้ไม่เป็นที่ครหาแก่ผู้ใดและตัดขาดเขาได้อย่างสมบูรณ์”
พูดจบก็ลุกจากเตียง หยิบเสื้อคลุมขึ้นมาสวมก่อนเดินออกจากห้องโดยไม่หันกลับไปมองเรือนหลังนี้อีก
วันนั้นไม่มีผู้ใดในจวนเสนาบดีรู้ว่าหญิงสาวที่พวกเขาคิดว่าเพิ่งรอดจากความตายกำลังจะเดินออกไปสร้างกิจการของตัวเอง
หลินหว่านชิงไม่ได้ออกมาอย่างคุณหนูผู้สูงศักดิ์ นางสวมใสเสื้อผ้าชุดที่สะดวกที่สุด ถอดเครื่องประดับที่ไม่จำเป็นทิ้งไว้ที่จวน เอามาก็เพียงแค่ปิ่นสองสามอันที่พอจะขายได้หากว่าต้องการใช้เงินยามฉุกเฉินเท่านั้น ถึงแม้จะทำตัวให้กลมกลืนกับหญิงสาวทั่วไปแต่ด้วยหน้าตาที่งดงาม ปากนิด จมูกหน่อย ดางตากลมโตสุกใส รูปร่างและผิวพรรณที่ดี กิริยาท่าทางเรียบร้อยสุขุมผู้คนต่างก็ดูออกว่านางเคยมีฐานะที่ไม่ธรรมดามาก่อน
สตรีสองนางยืนอยู่กลางตลาดตะวันตก กำลังต่อรองราคาค่าเช่าบ้านหลังเล็ก ๆ กับเจ้าของบ้านอย่างจริงจัง
“แปดร้อยอีแปะต่อเดือนหรือ” หลินหว่านชิงเลิกคิ้ว มองที่ตัวบ้านสลับกับเจ้าของบ้านวัยชราไปมาอยู่หลายครั้ง “ไม่แพงเกินไปหน่อยหรือท่านลุง”
“บ้านหลังนี้อยู่ใกล้ตลาดนะแม่นาง ถึงจะเล็กแต่ทำเลดีมาก” เจ้าของบ้านรีบตอบ
หลินหว่านชิงกวาดตามองบ้านหลังนั้นตั้งแต่ประตูไม้ที่เริ่มผุ พื้นดินที่ยังไม่ได้ปูอิฐ ไปจนถึงเตาเก่าที่มุมห้อง จากนั้นก็หันไปมองถนนด้านหน้า ถนนเส้นนี้มีคนเดินผ่านตลอดเวลา ร้านขายอาหารอยู่ไม่ไกล ตลาดอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่สิบก้าว และที่สำคัญที่นี่มีคน คนที่หมายถึงลูกค้า
“หกร้อยอีแปะได้ไหมเจ้าคะ” นางยิ้มเจื่อน พยายามต่อรองราคาอย่างเต็มที่
“ไม่ได้หรอกแม่นาง” เจ้าของบ้านก็ยิ้มเจื่อนกลับมาเช่นกัน
“เจ็ดร้อย” หลินหว่าชิงกัดใจเสนอตัวเลขที่นางคิดว่าจะให้ได้เต็มที่แล้ว
ทว่าเจ้าของบ้านกลับขอเพิ่มอีก “เจ็ดร้อยห้าสิบ”
เมื่อพยายามแล้วได้แค่นี้หลินหว่านชิงก็จำต้องยอม “ตกลงเจ้าค่ะ เจ็ดร้อยห้าสิบก็เจ็ดรอยห้าสิบ”
“ราคานี้เหมาะสมที่สุดแล้ว แม่นางตาแหลมจริง ๆ ที่เลือกเช่าบ้านหลังนี้” เจ้าของบ้านยิ้มออกมาได้ในที่สุด
หลินหว่านชิงหันไปหาชุ่ยเอ๋อร์ “เก็บของเถอะ”
“เจ้าค่ะ” สาวใช้คนสนิทรับคำแล้วหิ้วถุงผ้าใบเล็กสองใบเดินเข้าไปในตัวบ้านทันที
เจ้าของบ้านรับเงินแล้วก็เดินจากไป ทิ้งให้สองนายบ่าวยืนมองหน้ากันอย่างครุ่นคิดสำหรับแผนการต่อไป
“พรุ่งนี้พวกเราจะเริ่มทำขนม” หลินหว่านชิงหันไปบอกกับชุ่ยเอ๋อร์ ดวงตาของนางฉายแววเปล่งประกายราวกับดีใจที่จะได้ทำในสิ่งที่ต้องการมานาน
“ขนมอะไรหรือเจ้าคะ” ชุ่ยเอ๋อร์หันไปถาม ในหัวยังนึกไม่ออกว่าเจ้านายของตนทำขนมอะไรได้บ้าง จะว่าไปแล้วที่ผ่านมาที่เคยเห็นหลินหว่านชิงเข้าครัวเพื่อทำอาหารให้สามีชุ่ยเอ๋อร์ก็ไม่ได้มั่นใจว่าจะถูกปากนายท่านสักเท่าไร แต่นายท่านก็ไม่เคยกินของที่คุณหนูของนางทำเลยสักครั้ง นี่ไม่รู้ว่านี่เป็นเรื่องร้ายหรือเป็นเรื่องดีกันแน่
หลินหว่านชิงเงยหน้ามองท้องฟ้าก่อนจะตอบอย่างมั่นใจ “เริ่มจากขนมถั่วแดงทอดก็แล้วกัน เอาของง่าย ๆ ก่อน น่าจะขายไม่ยาก”
