บท
ตั้งค่า

บทที่ 1 อยู่ ๆ ตื่นมาก็เป็นภรรยาเขาเสียอย่างนั้น (1/2)

บทที่ 1 อยู่ ๆ ตื่นมาก็เป็นภรรยาเขาเสียอย่างนั้น (1/2)

ความเจ็บปวดบริเวณลำคอเป็นสิ่งแรกที่หลินหว่านชิงรับรู้ได้หลังจากสติค่อย ๆ กลับคืนมา มันไม่ใช่ความเจ็บแบบที่เกิดจากการเป็นไข้หรือบาดแผลธรรมดา หากเป็นความรู้สึกแสบร้อนและตึงรั้งอยู่รอบลำคอจนทุกครั้งที่พยายามกลืนน้ำลายก็รู้สึกเหมือนมีบางสิ่งเสียดผ่านผิวหนังอยู่ตลอดเวลา ลมหายใจแต่ละครั้งยังติดขัดราวกับปอดไม่สามารถสูดอากาศเข้าไปได้เต็มที่

นางขมวดคิ้วพยายามเปิดเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นทีละน้อย ภาพแรกที่ปรากฏตรงหน้าคือเพดานไม้สีเข้ม ไม่มีโคมไฟ ไม่มีหลอดไฟ ไม่มีแสงจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ควรจะอยู่ตรงโต๊ะข้างเตียง มีเพียงแสงสลัวจากตะเกียงน้ำมันที่ส่องลอดผ่านม่านบาง ๆ เข้ามาในห้องพร้อมกลิ่นสมุนไพรขมจัดที่ลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ

หลินหว่านชิงนอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง นี่ไม่ใช่ห้องนอนที่อพาร์ตเมนท์ในปักกิ่ง ความคิดนั้นทำให้หัวใจเต้นแรงขึ้นทันที

ย้อนกลับไปเมื่อห้านาทีก่อนหลินหว่านชิงจำได้แค่ว่ากำลังทดลองทำขนมแบบใหม่กับเชฟขนมหวานอีกสองสามคน เธอมีอาชีพเป็นเชฟขนมหวานที่ภัตตาคารป่านฝู ภัตตาคารขึ้นชื่อติดอันดับหนึ่งในห้าของปักกิ่ง ยังไม่ทันได้ตักขนมเข้าปากชิมก็มีเสียงระเบิดดังขึ้นอย่างรุนแรงตามมาด้วยเปลวไฟลูกใหญ่ จากนั้นทุกอย่างก็เหมือนถูกกลืนหายเข้าไปในกองไฟ แล้ว...แล้วเธอก็มาโผล่ที่นี่ ที่ที่ไม่คุ้นตาแห่งนี้

“นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันเนี่ย งงไปหมดแล้ว” หญิงสาวพึมพำขึ้นมาอย่างแผ่วเบา

“ฮูหยิน!” เสียงร้องด้วยความตกใจดังมาจากด้านข้าง

เด็กสาวคนหนึ่งรีบลุกจากเก้าอี้แล้วพุ่งเข้ามาที่ข้างเตียง ใบหน้าของนางซีดเผือด ดวงตาแดงก่ำเหมือนผ่านการร้องไห้มาทั้งคืน “ฮูหยิน...ในที่สุดท่านก็ฟื้นแล้ว”

หลินหว่านชิงมองอีกฝ่ายด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความงุนงง เสื้อผ้าของเด็กสาวเป็นชุดผ้าฝ้ายสีเขียวอ่อน ทรงผมถูกมัดเป็นมวยด้วยปิ่นไม้ธรรมดา ไม่มีสิ่งใดบนตัวที่ทำให้นางคิดว่านี่เป็นยุคสมัยเดียวกับที่ตนเองจากมาเลย

“ที่นี่...ที่ไหน” เสียงของนางแหบพร่าอย่างน่าตกใจ

เด็กสาวรีบเทน้ำจากกาน้ำชาใส่ถ้วยก่อนจะยกมาประคองให้นางดื่ม “ค่อย ๆ ดื่มนะเจ้าคะ อย่าเพิ่งพูด หมอหลวงบอกว่าลำคอของท่านได้รับบาดเจ็บมากหากยังฝืนพูดอาจทำให้แผลภายในระคายเคืองได้”

หลินหว่านชิงดื่มน้ำไปสองอึกแล้วจึงเอ่ยถามเสียงเบา “เจ้าเป็นใคร”

“ฮูหยิน...ท่านจำข้าไม่ได้หรือเจ้าคะ” เด็กสาวชะงัก

“ข้า...” ทันใดนั้นศีรษะของนางก็ปวดขึ้นมาอย่างรุนแรง ภาพจำนวนมากไหลทะลักเข้ามาในความคิดราวกับเขื่อนที่ถูกเปิดประตูระบายน้ำในคราวเดียว หญิงสาวคนหนึ่งในชุดจีนโบราณ เรือนใหญ่ของตระกูลเซี่ย งานแต่งงานที่ไม่มีความสุข ชายหนุ่มใบหน้าเย็นชาผู้หนึ่ง คำพูดดูถูก คืนที่โดดเดี่ยว น้ำตา และเชือกเส้นหนึ่ง

หลินหว่านชิงยกมือกุมขมับ หายใจแรงขึ้นเรื่อย ๆ

“ฮูหยิน!” เด็กสาวรีบร้องเรียก

นางหลับตาแน่นจนกระทั่งภาพทั้งหมดค่อย ๆ จางไป จากความทรงจำที่ไม่ใช่ของตนเองหลินหว่านชิงจึงเข้าใจเรื่องทั้งหมด

เจ้าของร่างเดิมชื่อหลินหว่านชิงเช่นเดียวกับนางอายุยี่สิบปี แต่งงานกับเซี่ยจิ่งเหวินเสนาบดีฝ่ายขวาแห่งราชสำนักมาได้เกือบหนึ่งปี การแต่งงานครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะตระกูลหลินกำลังประสบปัญหาทางการเงิน บิดาของเจ้าของร่างเดิมมีตำแหน่งไม่สูงทั้งยังติดหนี้จำนวนมาก ขณะที่ตระกูลเซี่ยเป็นหนึ่งในตระกูลขุนนางที่มีอำนาจมากที่สุดในเมืองหลวง

เดิมทีการแต่งงานควรเป็นเรื่องน่ายินดี แต่สำหรับเจ้าของร่างเดิมมันกลับกลายเป็นชีวิตที่เหมือนถูกขังอยู่ในกรง เซี่ยจิ่งเหวินไม่เคยรักนาง ไม่เคยถามว่านางกินอิ่มหรือไม่ ไม่เคยถามว่านางเจ็บป่วยหรือไม่ แม้แต่คืนแต่งงานเขาก็ยังไม่ยอมอยู่ในห้องหอ เขาไม่แม้แต่จะจับมือนางเลยสักครั้ง

หลังจากนั้นทั้งสองแทบไม่มีบทสนทนากัน เจ้าของร่างเดิมพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้สามีหันมามอง ทั้งทำอาหาร ปักผ้า ดูแลจวน แต่สิ่งที่ได้รับกลับมีเพียงความเย็นชา

กระทั่งเมื่อคืนนางทนไม่ไหวอีกต่อไปจึงผูกเชือกเข้ากับคานไม้แล้วแขวนคอตัวเอง สวรรค์รับวิญญาณของนางไปแล้ว แต่ก็เกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้น เชือกนั้นขาดสะบั้นลงมาและหลินหว่านชิงจากอีกโลกหนึ่งเข้ามาแทนที่

หญิงสาวนั่งนิ่งอยู่นานก่อนหัวเราะออกมาเบา ๆ อย่างไม่อยากเชื่อ “ฉัน...ทะลุมิติมางั้นเหรอ”

“ฮูหยิน...ท่านพูดอะไรนะเจ้าคะ” สาวใช้ข้างกายไม่เข้าในในสิ่งที่ผู้เป็นนายกล่าว

หลินหว่านชิงไม่ได้ตอบทว่ากลับก้มมองมือของตัวเอง มือเรียวยาว ผิวขาวละเอียด ไม่มีร่องรอยจากการทำงานหนักเหมือนมือของนางในโลกเดิม แต่ตอนนี้สิ่งเหล่านั้นไม่สำคัญเท่าคำถามเดียว ถ้านางมาอยู่ในร่างของหญิงสาวที่แต่งงานแล้วสามีของนางเป็นคนอย่างไรกันเหตุใดเจ้าของร่างถึงได้น้อยใจเขาถึงขั้นตัดสินใจเช่นนี้

“ชุ่ยเอ๋อร์”

“เจ้าค่ะ”

“เซี่ยจิ่งเหวินอยู่ที่ใด”

เพียงได้ยินชื่อชุ่ยเอ๋อร์ก็มีสีหน้าลำบากใจขึ้นมาทันที “นายท่านอยู่ในห้องตำราเจ้าค่ะ”

“พาข้าไปหาเขา” หลินหว่านชิงพยายามยันกายตัวเองให้ลุกขึ้น

“ไม่ได้นะเจ้าคะ” ชุ่ยเอ๋อร์รีบจับผู้เป็นนายไว้ “ท่านหมอบอกว่าฮูหยินต้องพักอย่างน้อยสองวัน ท่านเพิ่งฟื้นจากความตาย หากออกไปตอนนี้...”

“ข้ายังไม่ตาย” หลินหว่านชิงตอบเสียงเข้มกลับมา

“แต่เมื่อคืนนั้นฮูหยินเกือบจะ...” ชุ่ยเอ๋อร์กลืนคำที่เหลือลงคอ

หลินหว่านชิงเข้าใจ ถอนหายใจเบา ๆ แล้วดึงผ้าคลุมไหล่มาพาดตัว “ถ้าอย่างนั้นก็ให้เขามาหาข้า”

ชุ่ยเอ๋อร์ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็พยักหน้า

ไม่นานประตูห้องก็ถูกเปิดออก บุรุษผู้หนึ่งเดินเข้ามา หลินหว่านชิงเคยเห็นใบหน้าของเขาจากความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมแล้ว แต่เมื่อได้เห็นตัวจริงนางก็ยังอดไม่ได้ที่จะยอมรับว่าเซี่ยจิ่งเหวินเป็นบุรุษที่หน้าตาดีอย่างยิ่ง เขาสวมชุดขุนนางสีเข้ม รูปร่างสูงโปร่ง ไหล่กว้าง เอวคอด ใบหน้าคมคายจนแทบไม่มีตำหนิ ดวงตาคู่นั้นเย็นจัดราวกับน้ำแข็งที่ไม่มีวันละลาย

แต่สิ่งที่สะดุดตาที่สุดกลับไม่ใช่รูปลักษณ์ เป็นสายตาที่เขามองนาง สายตาที่เต็มไปด้วยความเย็นชา ไม่มีความรัก ไม่มีความห่วงใย แม้แต่ความโกรธก็แทบไม่มี มีเพียงความเหนื่อยหน่ายราวกับเรื่องทั้งหมดเป็นปัญหาที่เขาไม่อยากเสียเวลาจัดการ

“เจ้าฟื้นแล้ว” เขากล่าวเพียงเท่านั้น

หลินหว่านชิงมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง “ใช่”

“หมอบอกว่าเจ้าควรพักไม่ใช่หรือ แล้วให้ข้ามาพบเพราะเหตุใด” เขาถาม น้ำเสียงยังคงเย็นชาราวกับไม่ได้ใส่ใจเรื่องที่นางจะพูดคุยกับเขา

“ข้าพักมาพอแล้ว” หญิงสาวตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบบ้าง

น้ำเสียงเช่นนี้เซี่ยจิ่งเหวินไม่เคยได้ยินจากปากภรรยาเลยสักครั้ง เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย

“เจ้าต้องการอะไร” คำถามตรงไปตรงมาจนแทบไร้ความรู้สึก

“ข้าต้องการหย่ากับท่าน” หลินหว่านชิงจึงตอบอย่างตรงไปตรงมาเช่นกัน

ห้องทั้งห้องเงียบลงทันที แม้แต่ชุ่ยเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ด้านข้างยังเบิกตากว้าง

เซี่ยจิ่งเหวินมองสตรีที่อยู่ตรงหน้า ในใจเขาไม่เชื่อว่าสตรีอ่อนแอที่คอยแต่พึ่งพาผู้อื่นเช่นนางจะสามารถกล่าววาจาเด็ดขาดเช่นนี้ออกมาได้ “เจ้าว่าอะไรนะ”

“ข้าต้องการหย่ากับท่าน” หลินหว่านชิงย้ำอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นกว่าเดิมเพื่อบอกว่าครั้งนี้นางเอาจริง

“เพิ่งฟื้นจากความตายก็คิดถึงเรื่องนี้แล้วหรือ” น้ำเสียงของเขาไม่ได้มีความตกใจเท่าใดนัก

ทว่าหลินหว่านชิงกลับยิ้ม “ถ้าข้าไม่หย่าแล้วจะทำอย่างไรต่อ อยู่ในเรือนนี้ต่อไปอีกสิบปี ยี่สิบปีแล้วรอให้ท่านหันมามองข้าสักครั้งหรือ”

เซี่ยจิ่งเหวินได้ยินแล้วก็ได้แต่เงียบ เพราะสิ่งที่นางพูดมานั้นเป็นความจริง เขาหาเหตุผลมาโต้แย้งไม่ได้เลยแม้แต่คำเดียว

“ไม่ต้องห่วงเจ้าค่ะ” นางกล่าวต่อ “ข้าไม่ได้ต้องการทรัพย์สินของตระกูลเซี่ย ข้าเพียงต้องการอิสระเท่านั้น”

ดวงตาของเซี่ยจิ่งเหวินไหวเล็กน้อย ดูเหมือนจะยังไม่เชื่อในสิ่งที่นางพูด ยังคงคิดอยู่ว่านี่จะเป็นเพียงการเรียกร้องความสนใจจากเขาเท่านั้น

หลินหว่านชิงยื่นมือไปหยิบพู่กันบนโต๊ะ “ข้าจะเขียนหนังสือหย่าให้เอง”

หญิงสาวเริ่มเขียนช้า ๆ ทุกตัวอักษรที่ลงบนกระดาษนั้นชัดเจน ขอแยกทางโดยสมัครใจ ไม่เรียกร้องทรัพย์สินของตระกูลเซี่ย ไม่เรียกร้องค่าเลี้ยงดูและจะคืนสินสอดทั้งหมดที่ได้รับจากตระกูลเซี่ยให้ครบถ้วน

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel