๖ ความรักหรือจะ เท่าความดี (๒)
“ดีใจ...แต่เห็นเราบอกอยากหาประสบการณ์ก่อนไม่ใช่เหรอ ผ่านไปไม่กี่ปีเองทำไมถึงกลับมาบ้านล่ะ มีปัญหาอะไรหรือเปล่าบอกแม่ได้นะ” ระหว่างที่คนงานยังคงขนของเข้ามาในบ้านไม่ขาดสาย สองแม่ลูกก็หันหน้าเข้าคุยกันจริงจังไม่มีสิ่งใดต้องปิดบัง
“ผมเป็นห่วงแม่ไม่อยากให้อยู่คนเดียว แล้วเราก็ยังมีโครงการบ้านจัดสรรที่ทำไม่เสร็จอีก ไหนพ่อจะมายักยอกเงินไป...ให้แม่จัดการคนเดียวก็คงเหนื่อยเลยอยากมาช่วยครับ” เป็นลูกชายคนเดียวเมื่อถึงวันที่ต้องกลับก็เด็ดขาดทันที ยื่นใบลาออกพร้อมเคลียร์งานคั่งค้าง บอกลาเมืองหลวงที่อยู่มาหลายปีไม่นึกเสียดายเลยสักนิด
เขาอยากกลับมาอยู่เป็นเพื่อนแม่มากกว่า ท่านคือครอบครัวที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวของเขาแล้ว หากไม่ให้มาอยู่กับแม่ตอนนี้แล้วจะปล่อยเวลาผ่านไปจนมาเสียดายทีหลังหรือ
“อีกอย่างผมก็มีแผนจะทำธุรกิจอื่นต่อด้วย กลับมาบ้านดีแล้ว...” นอกจากวางแผนจะกลับมาทำงานในครอบครัวก็ยังคิดจะสร้างกิจการของตัวเองขึ้นมา วางแผนทุกอย่างไว้หมดแล้วเหลือแค่ลงมือทำเท่านั้น
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เขาจะเลือกกลับบ้าน อยู่เมืองหลวงไปตำแหน่งก็ไม่ได้ขึ้นสูงมากกว่าการเป็นหัวหน้าทีม
ออกมาทำงานของตัวเองดีกว่า ทุ่มดูสักตั้งเชื่อว่าต้องทำได้อยู่แล้ว...
“แม่ดีใจที่คีรินกลับมาอยู่กับแม่” เมื่อได้ฟังเหตุผลของลูกก็พลันโล่งใจ
เป็นความต้องการของคีรินที่อยากกลับมาบ้านอยู่แล้ว แววตาของชายหนุ่มยากจะคาดเดาจนบางครั้งก็เดาใจไม่ถูก คุณพิสมัยถอนหายใจโล่งอกยามมีลูกชายอยู่ข้างกาย ก่อนนึกบางอย่างขึ้นมาได้จึงอยากทราบเพราะไม่เคยหยิบยกบทสนทนานี้มาคุยกันเลย
“แล้วเราไม่มีแฟนเหรอ” ร่างหนายืนกอดอกแล้วพิงขอบประตูยามมองข้าวของถูกเคลื่อนย้าย ไม่คิดว่ามารดามีความแฝงอยากเอ่ย เขามองคำถามเหมือนเป็นเรื่องดินฟ้าอากาศเท่านั้นจึงตอบไปตามที่ใจนึก
“ไม่มีหรอกครับ ไม่อยากหาแฟนให้ปวดหัว” ยิ้มเล็กน้อยขณะตอบ จนคนที่แอบมองเสี้ยวหน้าคมนึกสงสัยเรื่องแฟนเก่าของลูกชาย
ทราบดีว่าคีรินคบกับแฟนสาวตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยจนจบทำงาน เพิ่งเลิกกันได้ปีกว่าหรือสองปีก็ไม่มั่นใจ แต่ทำเอาบุตรชายเก็บตัวปิดใจไม่เปิดรับคนใหม่อีกเลย แม้ว่าจะมีคนแวะเวียนมาขายขนมจีบก็ไม่มีใครเอาชนะใจเขาได้
คล้ายชายหนุ่มยังรอคนเก่า...
“หรือยังไม่ลืมหนูลินดา...” ชื่อของแฟนเก่าไม่ได้ทำให้เขาสลดเลยสักนิด พอนึกถึงเธอก็เหม่อชั่วขณะย้อนกลับไปในวันวานที่มีกันและกัน ถือเป็นความทรงจำที่ดีในช่วงเวลาหนึ่งซึ่งเขาก็เต็มที่กับความรักแล้ว
ต่อให้บทสรุปจะไม่ได้จบเหมือนในนิยาย แต่ก็ยังจดจำได้ว่าเธอคืออีกหนึ่งในช่วงเวลาแห่งความสุขของเขา
“เรื่องลืมก็คงไม่ลืมหรอกครับ แต่ให้กลับไปผมก็ไม่เอาเหมือนกัน เป็นแบบนี้ถือว่าดีแล้วล่ะ” รอยยิ้มเจือจางแต้มมุมปากจนคนเป็นแม่อ่านไม่ออกว่าลูกชายคิดเช่นไรกันแน่ กระนั้นท่านก็ไม่ได้เร่งเร้าถามเรื่องของลินดาเพราะรู้ดีว่ามันคืออดีต สิ่งที่ต้องการคือปัจจุบันต่างหาก
ซึ่งปัจจุบันก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าบุตรชายคิดเช่นไร แต่เมื่อสบโอกาสในตอนนี้ชายหนุ่มไม่มีใคร บอกความต้องการของตัวเองเผื่อว่าลูกชายจะรับไว้พิจารณาบ้าง
“ถ้าลูกไม่มีใคร...แม่อยากให้ลองศึกษากับหนูแก้วหน่อยได้ไหม” ชื่อของคนที่เขาเจอหน้าตั้งแต่วันแรกที่กลับมาถึงบ้านโผล่เข้ามาในบทสนทนา คิ้วหนาขมวดเข้าหากันเล็กน้อยก่อนเหลียวมามองมารดาที่กำลังจ้องลูกชายด้วยแววตาลุ้น
“ดาราแก้วน่ะเหรอครับ” ถามย้ำอีกครั้ง
“ใช่ หนูแก้วเป็นคนดีมากเลยนะ นิสัยก็น่ารักด้วย ตอนแม่อยู่คนเดียวก็ได้หนูแก้วคอยมาถามไถ่เอากับข้าวมาให้ตลอดเนี่ยแหละ...บอกตามตรงว่าแม่อยากได้หนูแก้วมาเป็นสะใภ้” เล่าความดีของหญิงสาวให้ลูกฟังไม่มีตกหล่น น้ำเสียงแววตาเป็นไปในทิศทางเดียวกันคือชื่นชมอย่างมาก
จึงไม่แปลกใจเลยสักนิดถ้าเธอจะได้รับความรักอย่างล้นหลามจากแม่ของเขา เพราะมันเป็นแบบนี้มาตั้งแต่วันแรกจนถึงปัจจุบัน
ทว่าครั้งนี้ท่านดูจะจริงจังกว่าทุกครั้ง สายตาเปี่ยมด้วยความหวังขณะมองบุตรชายเพียงคนเดียว เขาไม่อยากพูดอะไรมากแต่การไม่พูดก็คงทำให้คุณพิสมัยคิดฝันถึงเรื่องนี้ไปไกลกว่าเดิม เขาจึงเน้นย้ำเกี่ยวกับความรู้สึกของตัวเองที่ไม่มีทางจะพัฒนาไปมากกว่าเพื่อนได้
“แต่ผมไม่ได้รักแก้ว”
“แม่ก็ไม่ได้อยากบังคับ แต่ถ้าวันหนึ่งลูกจะเลือกผู้หญิงสักคนมาอยู่เคียงข้าง...แม่ก็อยากให้เป็นหนูแก้ว” สีหน้าของมารดาแสดงออกซึ่งความเสียดายชัดเจน เขาเห็นอย่างนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรมากนัก เลือกจะตอบเสียงเบาตามน้ำไปก่อน
“ครับ”
ไม่ได้ยืนมองคนงานขนของเข้าบ้านแต่เลือกจะเข้ามานั่งที่ห้องรับแขกเพื่อคุยธุระกับเพื่อนสนิท สนใจโทรศัพท์ในมือได้ไม่นานใบหน้าของใครบางคนก็โผล่เข้ามาพร้อมรอยยิ้มพิมพ์ใจที่มักส่งให้กันเสมอ เขาก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเธอถึงมีความสุขได้ตลอดเวลา
