๕ ให้มันจบ แม้ว่ามันจะเจ็บ (๕)
เพี๊ยะ
จอดรถไว้หน้าบ้านแล้วก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงตะโกนดังออกมาจากข้างใน เธอไม่รอช้าทิ้งของไว้บนรถจักรยานยนต์แล้วรีบวิ่งเข้ามาในบ้านทันที ได้ยินเสียงด่าทอของคนเป็นสามียามพูดกับภรรยาด้วยน้ำเสียงกรรโชก
“อย่ามาขึ้นเสียงกับกู หรือลืมไปแล้วว่ามือของกูรสชาติเป็นยังไง อยากโดนตบอีกใช่ไหม”
“พอ พอแล้ว ฉันขอโทษ ขอโทษพี่ ช่วยปล่อยฉันเถอะนะ” คุณพิสมัยนั่งบนพื้นแล้วประนมเพื่ออ้อนวอนคนแรงมากกว่า บนใบหน้าของท่านมีรอยฝ่ามือขนาดใหญ่ทาบทับไว้จนเธอเห็นก็เลือดขึ้นหน้าด้วยความโกรธ
“ลุงทำอะไรน่ะ” ตะโกนเสียงดังเพื่อหยุดการกระทำของคนตรงหน้า แล้วรีบเข้าไปแทรกกลางเพื่อปกป้องคุณป้าที่นั่งร้องไห้บนพื้นเหมือนจะขาดใจ เธอเองก็โกรธเช่นกันเมื่อเห็นผู้ชายรังแกผู้หญิง ไม่สนใจว่าตนจะตัวเล็กกว่าหรือเสียเปรียบมากแค่ไหน
สิ่งที่ควรทำตอนนี้คือช่วยคุณพิสมัยให้พ้นจากคนชั่ว...
“อย่ามายุ่งไม่ใช่เรื่องของเด็ก”
“แล้วผู้ใหญ่ที่ไหนเขาตบเมีย เป็นผู้ชายจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ ใช้กำลังข่มเหงผู้หญิงแบบนี้เขาเรียกว่าหน้าตัวเมีย” ตะโกนด่าเสียงดังอย่างไม่เกรงกลัวเลยสักนิด ดวงตากลมถลึงใส่คนตรงหน้าพร้อมพุ่งชนหมดทุกอย่าง
“อีนี่! มึงอยากโดนกูตบใช่ไหม” กระชากคอเสื้อร่างบางพร้อมง้างหมัดเตรียมจะต่อยด้วยซ้ำ เธอเห็นอย่างนั้นก็ยิ่งกล้ามากกว่าเดิม เห็นตัวเล็กก็ใช่ว่าจะไม่มีพิษสักหน่อย เธอยังมีความสามารถในศิลปะการต่อสู้อยู่บ้างแม้จะร้างจากสนามมานานแล้วก็ตาม
“มาสิ คิดว่ากลัวหรือไง”
“อย่า อย่าทำแก้วเลยพี่” คนที่นั่งบนพื้นรีบลุกมาช่วยรั้งแขนที่เตรียมจะชกหลานเอาไว้ก่อนถูกสะบัดจนล้มอีกครั้ง
“มันอยากวอนเอง ช่วยไม่ได้...รองมือรองตีนกูหน่อยเป็นไง” คราวนี้เตรียมจะชกเธอโดยที่หญิงสาวก็ตั้งรับเอาไว้พร้อมจะสวนคืนแล้ว เพียงแต่มีบุคคลที่สามโผล่มาเสียก่อนทำให้ทุกสายตาหันมองไปยังประตูก่อนพบร่างสูงซึ่งจ้องเข้ามาด้วยแววตาฉงนก่อนแปรเปลี่ยนเป็นเกรี้ยวกราดยามสบดวงหน้าของคุณพิสมัยที่มีร่องรอยการถูกทำร้าย
“พ่อจะทำอะไร”
“คีริน...” เผลอเรียกเขาเสียงเบาก่อนจะถูกปล่อยเมื่อร่างสูงเดินเข้ามาผลักอกแล้วถามบิดาเสียงดังด้วยความโมโห เธอจึงรีบเข้าไปประคองคุณป้าให้ลุกยืนแล้วถอยห่างจากพ่อลูก ให้ทั้งสองได้พูดคุยกันโดยร่างหนาใช้อารมณ์นำเป็นครั้งแรก
ซึ่งเธอไม่เคยเห็นเขาโมโหมากขนาดนี้มาก่อน ส่วนใหญ่คีรินเป็นคนอารมณ์เย็นไม่ว่าใครจะพูดอะไรก็ยอมโอนอ่อนผ่อนตามตลอด
คงเหลืออดแล้วจริงๆ นั่นแหละ
“ผมถามว่าทำอะไร!” กระชากคอเสื้อบิดาถามเสียงดัง กลายเป็นท่านเริ่มกลัวลูกตัวเองแต่ยังพยายามสู้เพราะสถานะผู้ให้กำเนิด คิดว่าอย่างไรลูกก็คงไม่กล้าทำร้ายตัวเองหรอก
“มึงอย่ามาขึ้นเสียง กูเป็นพ่อมึงนะเว้ย” ผลักคนตัวหนาออกห่างแล้วก้าวถอยทันที คีรินแสยะยิ้มแล้วมองพ่อของตนเหมือนมดปลวกตัวหนึ่งที่ไม่มีความหมายกับเขาด้วยซ้ำ กลิ่นเหล้าโชยหึ่งจนโมโหมากกว่าเดิม ยิ่งมองไปทางมารดาที่ถูกทำร้ายก็โกรธจนเกือบควบคุมตัวเองไม่ได้
แต่ก็พยายามจะทำใจให้นิ่งมากที่สุด
“ถ้าไม่ถือว่าเป็นพ่อป่านนี้ผมคงชกคุณล้มไปกองกับพื้นนานแล้ว อย่าคิดว่าให้กำเนิดแล้วผมจะเคารพ ถ้าทำตัวไม่สมกับเป็นพ่อก็อย่าเป็นพ่อของใครเลย” กัดกรามแน่นแล้วพูดออกมาจากใจแม้จะอัดแน่นด้วยความโมโหก็ตาม
เขาพูดจริงแล้วก็หมายความตามนั้นจริง ยิ่งทำให้คนเป็นพ่อโกรธเมื่อถูกลูกชายพูดแทงใจดำ ความสัมพันธ์ขาดสะบั้นนานแล้วเพียงแต่ไม่เคยมีใครพูดออกมา วันนี้จึงเป็นครั้งแรกที่เขาได้เอ่ยบางสิ่งออกมาจากใจ
ไม่อยากมีพ่อที่ทำร้ายแม่อีกแล้ว สู้ไม่มีเสียเลยยังดีกว่า...
“ไอ้คีริน! กูเลี้ยงมึงมานะเว้ย หัดเคารพกูบ้าง”
“ก็ช่วยทำตัวให้น่าเคารพหน่อย” กอดอกแล้วจ้องพ่อนิ่งไม่มีท่าทีว่าจะเคารพเลยสักนิด คุณพิสมัยเห็นเช่นนั้นก็กลัวว่าจะเป็นกรรมติดตัวลูกชาย จึงได้ปรามเขาเอาไว้ด้วยความเป็นห่วง
“พอแล้วลูกพอแล้ว” คราวนี้เขาหันไปทางมารดาแล้วถามเสียงเรียบ ถือเป็นโอกาสอันดีที่ดาราแก้วจะได้มองหน้าเขาเต็มตาหลังไม่ได้พบกันหลายปี
กาลเวลาไม่เคยทำร้ายเขาได้เลย คีรินยังคงหล่อเหลาเหมือนวันวาน ภูมิฐานยิ่งกว่าเดิมด้วยซ้ำจนไม่อาจละสายตาได้
“ไหนแม่บอกสบายดีไง” โทรมาถามทีไรท่านก็ตอบเหมือนเดิม จนเขาต้องให้เพื่อนที่รู้จักคอยแวะเวียนมาดูจึงทราบเรื่องทั้งหมด ไม่รอช้ารีบจัดการธุระที่เมืองหลวงแล้วมุ่งตรงกลับบ้านเพื่อมาดูแลมารดา โดยไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องขึ้นพอดี
“แม่ แม่สบายดี” ตอบเสียงเบาแล้วไม่กล้าสบตาลูก เขาเห็นอย่างนั้นก็สั่งเสียงเด็ดขาด
“พรุ่งนี้ไปหย่ากับเขาเลย” ทุกคนในห้องนั้นถึงกับตกใจกับประกาศิตของเขาที่บอกตรงไปตรงมาถึงความต้องการของตัวเอง คุณพิสมัยน้ำตาคลอไม่คิดว่าลูกชายจะต้องมาพบเจอกับปัญหาในครอบครัวที่หนักหนากว่าในอดีต
นางเคยปกป้องคีรินไม่อยากให้เจอการใช้ความรุนแรงในครอบครัว โดยไม่รู้เลยว่าเขาทราบถึงปัญหามาตลอด แล้วก็หลีกเลี่ยงด้วยการอ่านหนังสือหนักเพื่อไปให้ไกลบ้านจะได้หลุดพ้นจากเรื่องพวกนี้สักที
จนวันนี้ที่เติบโตพอจะปกป้องแม่ได้ จึงไม่มีสิ่งใดต้องเป็นห่วงอีกต่อไป เดินหน้าสู้เต็มกำลังให้ชายใจร้ายหายออกไปสักที
“เฮ้ย มึงพูดอะไรไอ้คีริน มึงกำลังจะยุให้แม่มึงหย่ากับกูเหรอ อยากเป็นลูกกำพร้านักหรือไง” พอจะเข้ามาขู่ลูกชายก็เจอสายตาของเขาจ้องกลับเอาเรื่องทำให้ต้องยืนนิ่งเหมือนเดิม
“ใช่ ผมอยากเป็นลูกกำพร้า อยากคิดว่าพ่อของตัวเองตายไปแล้ว ผมไม่อยากเจอหน้าคุณด้วยซ้ำ!” ตะคอกใส่หน้าคนที่กำลังจะเข้ามาหาเรื่อง เขาไม่อาจทนได้อีกแม้จะเพียงวินาทีเดียวก็ตาม อยากขนของทุกอย่างที่เป็นของผู้ชายคนนี้ออกนอกบ้านด้วยซ้ำ แต่ก็ยังยั้งตัวเองเอาไว้ได้เพราะรู้ว่าทำแบบนั้นแม่คงเสียใจ
“พรุ่งนี้ไปหย่ากับแม่แล้วเก็บข้าวของทุกอย่างออกไปจากบ้าน ถ้าไม่ยอมเก็บออกไปผมจะแจ้งตำรวจเรื่องที่คุณยักยอกเงินบริษัทแล้วยังทำร้ายร่างกายแม่ผมอีก อยากรู้ไหมว่าจะติดคุกนานแค่ไหน” หลังจากทราบเรื่องที่บิดาทำร้ายร่างกายแม่ก็เริ่มสืบเรื่องราวต่างๆ โดยให้เพื่อนช่วยอีกแรง
จึงรู้ว่าบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่มารดาสร้างมากับมือกำลังจะปิดตัวลงเพราะความคดโกงของชายที่ขึ้นชื่อว่าสามี เอาเงินไปถลุงจนหมดกับการพนันและผู้หญิง พอหมดก็กลับมาไถ่เงินจากแม่อีกจนเขาไม่สามารถทนได้อีกต่อไป
มันควรจบวันนี้ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม...
“ไอ้คีริน มึงทำกับพ่อแบบนี้เหรอ” จ้องหน้าลูกชายเขม็งแต่เขาก็ไม่ได้สะท้านเลยสักนิด
“ก็เหมือนที่คุณทำร้ายแม่ผมมาตลอดไง” แสยะยิ้มแล้วจ้องหน้าคนที่กำลังไร้ซึ่งช่องทางหาเงิน เหมือนว่าบ่อเงินบ่อทองกำลังจะหลุดลอยไปแล้วจึงพยายามยื้อเอาไว้ แต่คีรินก็ไม่ยอมเพราะเขาทนมานานเกินไป
ต่อจากนี้จะไม่ให้ใครมาทำร้ายแม่อีกแล้วแม้ว่าชายคนนั้นจะขึ้นชื่อว่าเป็นบิดาของตนก็ตาม
“คีริน...ไม่เอาลูก อย่าว่าพ่อแบบนั้น”
“เขาไม่ใช่พ่อผมตั้งแต่วันที่ทำร้ายแม่แล้ว!” ตอบกลับเสียงดังจนท่านต้องยอมเงียบเพื่อให้ลูกชายตัดสินใจในเรื่องนี้
“เก็บของออกไปจากบ้านแล้วพรุ่งนี้เจอกันที่อำเภอ ผมจะพาแม่ผมไปหย่ากับคุณเอง” ไม่รอช้ารีบไล่คนที่ยังยืนนิ่งไม่ยอมออกไปไหนสักที
“มึงสอนลูกให้เนรคุณแบบนี้...ไอ้คีรินไม่มีวันเจริญหรอก!” เมื่อพูดกับลูกไม่รู้เรื่องก็หันมาหาภรรยาที่ยังเงียบ เขาทิ้งคำพูดทำร้ายจิตใจเอาไว้เหมือนเดิมก่อนเดินจากไป เหลือเพียงพวกเขาสามคนที่ยืนนิ่งเหมือนเวลาถูกหยุด
ก่อนร่างสูงจะตรงเข้ามาหามารดา ทำให้ดาราแก้วจำต้องถอยหลบให้เวลาส่วนตัวกับแม่ลูกที่เพิ่งพบหน้ากัน
“แม่เป็นยังไงบ้าง” สำรวจตามร่างกายของท่านด้วยความเป็นห่วง ก่อนพบว่าคุณพิสมัยถูกทำร้ายตามแขนและขา ไหนจะใบหน้าที่เริ่มบวมจากแรงตบอีก เขากำมือแน่นด้วยความโมโหไม่คิดว่าท่านต้องมาเจอเรื่องเช่นนี้
“โธ่คีริน...ไปพูดกับพ่อ” ยังคงกังวลเรื่องเดิมจนเขาต้องรีบตัดบท
“ช่างเขาเถอะแม่ ผมไม่สนใจหรอกว่าเขาจะพูดอะไรหรือสาปแช่งผมยังไง ขอแค่แม่ปลอดภัยก็พอแล้ว” พูดจากใจจริงจนท่านไม่อาจเอ่ยสิ่งใดออกมาได้นอกจากยิ้มให้ลูกชายด้วยความรักสุดหัวใจ
“ไปพักนะครับ” รีบประคองท่านเข้าขึ้นชั้นสองโดยปล่อยร่างบางยืนเคว้งอยู่อย่างนั้น เธอจึงตัดสินใจเดินไปที่รถมอเตอร์ไซค์ของตัวเองแล้วนำอาหารและผลไม้เข้ามาวางไว้บนโต๊ะในครัว คิดจะกลับบ้านเพราะอยู่ไปก็ไม่มีประโยชน์ เมื่อลูกชายของท่านกลับมาแล้วเขาก็คงไม่อยากให้เธออยู่ที่นี่เท่าไหร่
การออกไปน่าจะดีกว่า...
“ขอบใจที่ช่วยดูแลแม่ฉัน” แต่เขากลับมายืนขวางประตูห้องครัวเอาไว้แล้วจ้องมองเธอนิ่ง หัวใจของดาราแก้วเต้นไม่เป็นจังหวะมองกลับอีกฝ่ายพลางบอกตัวเองให้ทำตัวปกติห้ามแสดงอาการใดออกไปเป็นอันขาด
เขาจะรู้ไม่ได้ว่าเธอยังชอบเขาอยู่เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด
“ไม่เป็นไร คนกันเอง...ยินดีต้อนรับกลับบ้าน” รวบรวมความกล้าแล้วตอบกลับ
เป็นการพบกันครั้งแรกในรอบหลายปีที่น่าจดจำเหลือเกิน เขาช่วยเธอจากการถูกทำร้ายแล้วยังเดินมาคุยด้วยอีก
เหมือนหัวใจจะทำงานหนักอีกแล้ว
“อือ”
เธอยังรักเขา...หมดหัวใจ
