๕ ให้มันจบ แม้ว่ามันจะเจ็บ (๔)
เธอติดตามเขาผ่านทางโซเชียลอย่างเดียว ยังนึกอยู่เสมอว่าอีกฝ่ายสบายดีหรือเปล่า
ไม่รู้เหตุใดความรักมันจึงฝังใจขนาดนี้ เหมือนเขาเป็นความทรงจำที่เธอไม่มีวันลืมเลือน เพราะแม้มันจะทุกข์แต่ก็ยังมีช่วงความสุขด้วยเหมือนกัน ตอนนี้ก็รอเวลาเพียงแค่วันหนึ่งจะเลิกรักเขาแล้วมองคีรินเป็นเพียงเพื่อนได้สักที
“ค่ะ”
ไม่ตอบอะไรมากกว่านั้นแล้วลงมือรับประทานอาหารโดยไร้ซึ่งบทสนทนา คุณพิสมัยมองหลานสาวแล้วยิ่งเสียดายเพราะทราบดีว่าอีกฝ่ายน่าจะยังรักบุตรชายของตัวเอง แม้ไม่มีความหวังแต่ก็ยังอยากลุ้นเรื่องคนทั้งสองเหมือนเดิม
“หนูแก้วมีแฟนไหม” เกือบสำลักข้าวไม่คิดว่าท่านจะถาม ก่อนหยิบน้ำมาดื่มค่อยตอบตามความจริง
“ไม่มีหรอกค่ะ มีแฟนแล้วปวดหัวขออยู่เป็นโสดดีกว่า ไม่ต้องวุ่นวายกับใครอยากทำอะไรก็ทำได้ตามใจ มีอิสระเสรีจะตาย” ใช่ว่าเธอไม่เคยมีแฟนช่วงมหาวิทยาลัยแต่กลับพบว่าการอยู่คนเดียวมีความสุขมากกว่า หัวใจของหล่อนยังไม่ลืมรักแรกแล้วก็ไม่อาจเอาใครมาแทนที่เขาได้ รังแต่จะทำให้เจ็บปวดทั้งสองฝ่ายมากกว่า
“นั่นสินะ...” คิดตามคำพูดของหลานก็ไม่อาจเอ่ยสิ่งใดได้ ท่านเองก็รู้สึกเหมือนกันว่าการมีรักทำให้เป็นทุกข์มากกว่าความสุข หรือสาเหตุอาจเกิดจากตนที่เลือกคู่ผิดก็เป็นไปได้เหมือนกัน ส่ายหน้าไล่ความคิดทุกอย่างแล้วรับประทานอาหารจนหมด
“ของคาวหมดแล้วต่อด้วยของหวานนะคะ”
“ป้ากินหมดก็พุงพลุ้ยพอดี”
“ยังไงก็สวยค่ะ ป้าพิสวยอยู่แล้ว”
การมีดาราแก้วมาอยู่ด้วยจึงกลายเป็นความสุขของคุณพิสมัยไปโดยปริยาย สายตาเต็มไปด้วยความเอ็นดูสุดหัวใจ เป็นครั้งแรกที่มีความคิดอยากสวมบทบาทแม่เผด็จการสั่งลูกชายให้แต่งงานกับหญิงตรงหน้าเสียเลย
แต่ก็รู้ว่าลูกของตนคงไม่ยอมหรอก
ปล่อยทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติดีกว่า...
อาหารที่เคยวางไว้เต็มโต๊ะถูกตักไปกว่าครึ่งใส่ในปิ่นโตพร้อมรอยยิ้มหวานของลูกสาวคนโตแห่งบ้านขุนพลทรัพย์ ช่วยมารดาทำงานเรียบร้อยจึงมีเวลาว่างไปทำธุระของตัวเอง ซึ่งส่วนใหญ่หล่อนมักไปขลุกที่บ้านคีรินแม้เจ้าตัวจะไม่อยู่ก็ตาม กลายเป็นความสุขเล็กน้อยของเธอไปแล้วเมื่อได้พูดคุยและแบ่งเบาภาระของคุณพิสมัย
เพราบางครั้งก็ได้ทราบเรื่องชายหนุ่มในวัยเด็กไปด้วย หล่อนยิ้มแก้วปริยามคิดตาม ถึงจะรู้จักกันมานานแต่ก็ไม่ได้รับอนุญาตให้รู้เรื่องราวของเขามากนัก พอได้สนิทกับแม่ของเขาก็พลอยได้ฟังเรื่องสนุกของเขาในวัยเด็กไปด้วย
“จะไปไหนน่ะลูก” เดินออกมาข้างนอกก็พบมารดาที่เพิ่งออกจากห้องนอนจึงได้ทักทายกัน
“แบ่งกับข้าวไปให้ป้าพิค่ะ” ยกปิ่นโตพร้อมกับผลไม้ที่ปอกใส่กล่องไปให้คุณป้าคนสนิท ยิ้มแฉ่งจนแม่อดจะยิ้มตามไม่ได้ พอเห็นลูกสาวมีความสุขจนก็พลอยมีความสุขไปด้วยจึงไม่ได้ถามซักไซ้มากนักนอกจากพยักหน้าเป็นการเข้าใจ
“พ่อไปไหนเหรอแม่” หล่อนชะงักฝีเท้าแล้วถามถึงบิดาที่ไม่เห็นหน้าแต่เช้าแล้ว
“ไปทำงานให้ผู้ใหญ่บ้าน ป่านนี้ยังไม่กลับมาเลยไปนานแล้วนะ” ทราบเช่นนั้นก็พยักหน้าคลายความสงสัยของตัวเอง ก่อนเตรียมออกจากบ้านเพื่อไปหาคุณพิสมัยเพื่อรับประทานอาหารด้วยกัน ทำเมนูโปรดของท่านไว้เยอะพอสมควร ไหนจะผลไม้สดที่เพิ่งได้มาจากสวนอีก
เหมือนเธอจะได้เพื่อนต่างวัยแล้ว เพราะเพื่อนวัยเดียวกันไม่ว่างมาเล่นด้วยช่วงกลางวัน จึงต้องพึ่งท่านคอยเป็นเพื่อนคุย
“เดี๋ยวคงกลับมาแหละแม่...แก้วไปก่อนนะ” โบกมือลาแล้วลงบันไดมายังชั้นล่างของบ้าน คุณขวัญทิวาไม่ลืมตะโกนบอกคนที่กำลังจะขับมอเตอร์ไซค์ออกไปข้างนอก
“ขับรถระวังด้วยล่ะ”
“จ้า”
รับคำได้ก็สตาร์ทรถจักรยานยนต์แล้วทะยานไปตามเส้นทางคุ้นเคย เธอยิ้มให้คนที่ทักทายแม้ตนจะขับรถอยู่ก็ตาม คนในอำเภอมีใครบ้างไม่รู้จักดาราแก้วแม่ค้าขายหมูที่อัธยาศัยดีเป็นเลิศ แม่ๆ หลายคนอยากได้มาเป็นสะใภ้ทั้งนั้น ผู้ชายก็แวะเวียนมาขายขนมจีบเพียงแต่ไม่มีใครเอาชนะใจเธอได้สักคน
ผู้ชายที่หล่อนรักและรอก็เหมือนว่าจะมีเพียงคนเดียว
คีริน...คนที่ไม่เคยหันมามองกันบ้างเลย
