๔ ความสุขสร้างได้ ด้วยตัวเรา (๕)
“แต่ป้า...”
“หนูจะทายาให้ค่ะ” ไม่รู้ว่าหญิงสาวไปเตรียมยามาตอนไหน คงจะเดินผ่านแล้วเห็นกล่องปฐมพยาบาลที่อยู่ตรงชั้นวางของพอดีจึงหยิบมาเพื่อช่วยทาแล้วยังใช้โอกาสนี้เพื่อพูดคุยกับท่าน จากตอนแรกที่คุณพิสมัยยังไม่ยอมถอดเสื้อ พอเห็นสายตาเว้าวอนของหลานสาวก็จำยอมถอดเสื้อแขนยาวเหลือเพียงเสื้อคอบัวแขนสั้นที่เห็นรอยช้ำจากการถูกทำร้ายชัดเจน
มือบางกำเข้าหากันแน่นด้วยความโมโห พยายามไม่แสดงความคิดเห็นกลัวว่าท่านจะเศร้ากว่าเดิม เธอจึงสูดลมหายใจลึกระงับอารมณ์โกรธแล้วค่อยทายาลงบนแผลอย่างแผ่วเบา
“เจ็บไหมคะ” ถามเสียงเบาแล้วค่อยมองคนที่ส่งยิ้มให้กันแต่ดูคล้ายจะร้องไห้มากกว่า ปิดไปก็คงไม่ได้จึงคิดจะเปิดเผยเรื่องทุกอย่างให้หล่อนทราบ ถือว่ามีเพื่อนต่างวัยให้ระบายความทุกข์ที่ตัวเองกำลังเผชิญมาตลอดระยะเวลาหลายเดือน
ไม่สิ...หลายปีแล้วต่างหาก
“ป้าชินแล้วล่ะ เจ็บจนมันกลายเป็นชินแล้วก็ด้านชาไปแล้ว...หนูแก้ว ถ้าจะเลือกผู้ชายสักคนเข้ามาในชีวิตต้องดูให้ดีก่อนนะ ใช้สมองในการตัดสินใจอย่าใช้หัวใจนำทางมากเกินไป ไม่อย่างนั้นอาจจะเจ็บเหมือนป้า” มองหลานสาวที่ทาแผลให้อย่างเบามือก็รีบบอกด้วยความเป็นห่วง เธอได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มพลางผงกศีรษะเพื่อรับคำ
หลังจากที่เคยอกหักเพราะความรักมาแล้วครั้งหนึ่ง รู้ว่ามันเจ็บมากเพียงใดก็ไม่คิดเปิดใจให้ใครเข้ามาทำลายความสุขได้อีก
การครองตัวเป็นโสดแล้วอยู่ดูแลพ่อแม่ก็ไม่ถือว่าเลวร้ายนัก ออกจะดีกับหล่อนเสียด้วยซ้ำที่ได้ดูแลหัวใจตัวเอง ไม่ต้องเอาไปให้ใครเหยียบย่ำหรือบดขยี้เล่น
“ค่ะ” รับคำทันทีแล้วช่วยทายาบนแผลให้จนครบ
ท่านจ้องมองดวงหน้าหวานอย่างเอ็นดูและเจือความเสียดาย นึกอยากได้อีกฝ่ายมาเป็นลูกสะใภ้อยู่เหมือนกัน พระพรหมก็ไม่ทำงานเอาเสียเลย มีเพียงฝ่ายหญิงคอยตามส่วนลูกนางก็ไม่มีความรักตอบ กลายเป็นห่างเหินกันไปโดยปริยาย
แล้วคีรินก็ไม่มีแผนจะกลับมาอยู่บ้านด้วย เรื่องของคนทั้งสองจึงดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ในความรู้สึกของท่าน
“ได้ติดต่อกับคีรินบ้างหรือเปล่า” ชื่อของชายหนุ่มมีอิทธิพลต่อใจเธอเสมอ มือบางชะงักก่อนทายาลงบนรอยช้ำหลุบสายตาไม่กล้าสบกับท่านกลัวจะแสดงอาการบางอย่างออกมา ว่าเธอยังอาลัยอาวรณ์เขาแม้จะผ่านมาแล้วหลายปี
“ไม่ค่อยค่ะ...”
“เขาทำงานเป็นวิศวกรคุมก่อสร้างโรงงานแล้วนะ งานใหญ่งานแรกเลยดีใจโทรมาอวดแม่ไม่หยุด” ได้ฟังก็ยิ้มไปด้วยเพราะไม่ได้ทราบเรื่องของเขามานานเหมือนกัน ชายหนุ่มไปได้ดีในสายงานของตัวเอง เธอหวังว่าเขาจะมีตำแหน่งที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
แม้มันจะทำให้เราสองคนยิ่งอยู่ห่างกันก็ตาม...
เขาเหมือนดวงตะวันที่ส่องแสงสว่างยามเช้า ส่วนเธอก็เป็นพระจันทร์ยามค่ำคืน
แล้วเราสองคนก็ไม่มีวันที่จะมาบรรจบกันได้...
“ดีแล้วค่ะ” ทายาจนหมดแล้วก็ผละออกห่างจากท่านเล็กน้อย ลุกจากโซฟาแล้วเก็บของเข้ากล่อง ก่อนชะงักเมื่อได้ยินประโยคของคุณป้าที่แสดงออกถึงความเสียดายกับพรหมลิขิตซึ่งไม่เคยทำให้เราสองคนบรรจบกันเลย
“ถ้าหนูกับคีรินชอบกันก็คงจะดี” เพียงแค่ประโยคเดียวก็ทำให้น้ำตาเอ่อล้นคลอเบ้าจนต้องรีบเปลี่ยนเรื่องก่อนจะแสดงออกให้ท่านเห็นว่าเธอยังไม่ลืมเขา
บอกตัวเองทุกวันว่าต้องเข้มแข็งแต่ไม่รู้ทำไมใจมันไม่เคยแข็งเลย
“เอ่อ หนูกลับก่อนดีกว่าต้องไปช่วยแม่ขายของแล้ว หนูทำใส่ตู้เย็นเผื่อป้าจะกินตอนเย็นนะคะ ไปแล้วค่ะสวัสดีค่ะ” อาหารที่ทำเยอะจนสามารถใส่กล่องเพื่อให้ท่านรับประทานมื้อต่อไปได้ จึงรีบบอกอย่างรวดเร็วก่อนยกมือไหว้พร้อมรอยยิ้มเหมือนเดิม
รีบเดินออกจากบ้านหลังใหญ่พลางถอนหายใจยามคิดถึงคำพูดของคุณพิสมัย “หนูรักจะตาย...มีแค่คีรินนั่นแหละที่ไม่รักกันบ้างเลย” พึมพำพูดกับตัวเองใบหน้างอง้ำ คิดถึงดวงหน้าหล่อคมเข้มของอีกฝ่ายยามอยู่กับแฟนสาวหัวใจก็บีบรัดจนต้องรีบปัดความคิดทุกอย่างออกไป
เวลาไม่เคยช่วยอะไรเลย คีรินยังอยู่ในความทรงจำแล้วแฝงอยู่กับความรู้สึกของหล่อนเหมือนวันวาน
ไม่เปลี่ยนแปลง...
