๔ ความสุขสร้างได้ ด้วยตัวเรา (๑)
๔
ความสุขสร้างได้
ด้วยตัวเรา
ผู้คนครึกครื้นในยามเย็นซึ่งมีคนในอำเภอมาจับจ่ายซื้อของเป็นปกติ หน้าเขียงหมูไม่เคยว่างเลยสักครั้งลูกค้าเข้าตลอด เพิ่งได้พักเหนื่อยไม่ถึงนาทีเพื่อเปลี่ยนมือจากแม่ค้าวัยกลางคนเป็นสาวหน้าตาจิ้มลิ้มอัธยาศัยดีถือเป็นจุดขายของร้านที่ทำให้คนแวะเวียนมาซื้อไม่ขาดสาย
ลูกค้าผู้ชายก็เพิ่มมากกว่าเดิมเมื่อลูกสาวเจ้าของร้านมาคอยช่วยงาน ดาราแก้วเรียนจบมหาวิทยาลัยในเมืองหลวงด้วยระยะเวลาสี่ปีตามกำหนด ลุ้นกันแทบแย่กลัวจะไม่จบแต่กลับผ่านมาได้ด้วยดี ถึงไม่ได้เกียรตินิยมมาฝากบุพการีอย่างน้อยก็มีใบปริญญาติดข้างฝาบ้านพร้อมรูปภาพที่คนเป็นพ่อมักจะอวดเสมอว่าลูกสาวจบอุดมศึกษาชั้นนำระดับประเทศ
หากเลือกทำงานต่อในเมืองหลวงก็ได้แต่เธอคิดถึงบ้าน ตัดสินใจกลับมาช่วยพ่อแม่กับทำงาน ต่างจากน้องชายที่เรียนจบปริญญาตรีก็ทำงานในเมืองหลวงพร้อมต่อปริญญาโททันที ซึ่งเป็นแผนที่ชินดนัยวางเอาไว้แต่แรกแล้ว
น้องชายเรียนเก่งเป็นทุนเดิมเธอไม่เคยอิจฉาเลยสักครั้ง กลับยินดีด้วยแล้วเอาไปโอ้อวดว่าน้องของตนเก่งมากเพียงใด ส่วนเธอขอใช้ชีวิตโดยยึดหลักความสุขอย่างเดียวก็พอแล้ว ไม่สนใจตำแหน่งใหญ่โตหรือความก้าวหน้าในการงานหรอก
รู้แล้วว่าความสุขสำคัญสุดในการใช้ชีวิต เมื่อครอบครัวมีเงินแล้วยังมีธุรกิจ ทำไมต้องไปหางานข้างนอกให้เหนื่อยเปล่า ปล่อยชินดนัยหาไปเองเถอะส่วนเธอจะใช้ชีวิตเป็นแก้วตาดวงใจของครอบครัว อยู่บนกองเงินกองทองสบายจะตาย
“ไม่ไปทำงานที่มหา’ลัยเหรอ พ่อรู้จักคนที่นั่นว่าจะฝากเข้าทำงาน ดีกว่ามาขายหมูอยู่หน้าเขียงกับแม่อีกนะ” ระหว่างที่ไม่มีลูกค้าสองแม่ลูกจึงพูดคุยกัน ดวงตาของคุณขวัญทิวาจ้องมองลูกสาวที่เข้าสู่วัยเบญจเพสแต่ในสายตาของท่านก็ยังเป็นหนูน้อยที่ชอบวิ่งตามแม่เหมือนเดิม
โตแล้วก็ยังไม่ยอมไปทำงานที่อื่น ยืนกรานจะช่วยงานของแม่แม้ว่าจะเหนื่อยก็ไม่สนใจ นางไม่อยากให้ลูกมาลำบากกับตนอยากให้ทำงานในห้องแอร์มากกว่า ซึ่งเหมือนว่าดาราแก้วจะไม่ต้องการเช่นนั้น ยังคงยืนกรานว่าอยากทำงานกับแม่เหมือนเดิม
“อยากอยู่กับแม่มากกว่า อีกอย่างบ้านเราก็มีกิจการเยอะแยะต้องดูแล หนูไม่อยากไปกินเงินรายเดือนแล้วต้องมานั่งเครียดเรื่องการใช้เงินรายวัน ช่วยแม่ทำงานดีกว่า ค่ากินค่าอยู่ไม่ต้องเสียแถมยังได้เงินทุกวันอีกต่างหาก” พูดพลางยิ้มกว้างมีความสุขเมื่อคิดทบทวนกับตัวเองหลายรอบ
ตั้งแต่คราวที่ไปเรียนอยู่เมืองหลวงแล้วไม่ทราบข่าวว่าพ่อได้รับบาดเจ็บจากการทำงาน มารู้อีกทีก็ตอนกลับบ้านแล้วพบว่าท่านต้องใส่เฝือกที่ขา จึงตัดสินใจกับตัวเองแล้วว่าจะไม่ยอมห่างครอบครัว ไม่รู้ว่าในอนาคตพวกท่านจะอยู่กับตนนานแค่ไหน จึงอยากใช้ทุกวินาทีอยู่กับพ่อแม่ให้ได้นานที่สุด
เริ่มกลัวคำว่าเวลาก็ตอนนั้นเอง...
เพราะเวลาไม่อาจย้อนกลับได้ ถ้าได้เดินหน้าแล้วไม่มีทางถอยหลัง...
“เก่งจริงลูกสาว” หลุดยิ้มกับคำพูดทะเล้นของลูกคนโต
ความจริงก็ไม่อยากให้ลูกไปทำงานไกลเหมือนกัน ดาราแก้วมาอยู่ด้วยกันช่วยแบ่งเบาภาระได้มาก ทั้งยังชวนคุยให้บ้านไม่เงียบเหงา ไปมาระหว่างบ้านปู่ย่ากับตายายที่อยู่ตรงข้ามกัน จากที่เป็นหลานรักอยู่แล้วก็ยิ่งได้รับความรักมากกว่าเดิม
เพียงเท่านี้ก็พอแล้วสำหรับเธอ
“ได้โทรหาน้องหรือเปล่า” ถามถึงชินดนัยซึ่งหายหน้าค่าตาไปเป็นสัปดาห์ไม่ค่อยได้ติดต่อ ไม่รู้ว่างานหนักหรือโดนหนังสือทับไปแล้ว ยังนึกทึ่งอยู่เหมือนกันที่อีกฝ่ายเรียนจบไม่นานก็สามารถสอบทำงานราชการพร้อมต่อปริญญาโทในทันที
แต่คิดดูแล้วก็คงไม่เกินความสามารถของนิสิตคณะรัฐศาสตร์จบด้วยเกียรตินิยมเหรียญทองหรอก น้องชายเก่งคนเป็นพี่ก็ภูมิใจ
“ไม่ได้โทรแต่ไลน์ถามตลอด เห็นว่าตอนนี้ทำงานหนักแล้วเรียนโทก็หนักพอกัน พูดเรื่องอะไรบ้างก็ไม่รู้เหมือนคุยภาษาต่างดาวเลยแม่ ชินมันเรียนเก่งแล้วยังสอบรับราชการได้ตั้งแต่เรียนจบ...หนูรู้สึกเหมือนตัวเองโง่” ได้ทีก็อ้อนมารดาอย่างรวดเร็ว ความจริงก็ไม่ได้ด้อยค่าตัวเองหรือเอาตนไปเปรียบกับน้องหรอก เพียงแค่อยากได้ยินคำปลอบจากแม่เท่านั้นแหละ
เธอยินดีเป็นอย่างมากที่น้องชายจะมีหน้าที่การงานดี ส่วนหล่อนขอเกาะพ่อแม่กินแล้วกัน สบายกว่าเยอะเลยไม่ต้องพบเจอคนแล้วเอาเรื่องงานมาปวดหัวด้วย
“ไม่หรอก ลูกแม่ฉลาดจะตาย”
“คำนั้นแหละที่หนูอยากได้ยิน” ว่าแล้วก็ยิ้มกว้างมีความสุข ท่านจึงส่ายหัวระอาปนเอ็นดูกับความขี้เล่นของลูกสาว
เมื่อยังไม่มีลูกค้าเข้าก็ทำให้ว่างจึงหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน ความสนุกเกิดขึ้นทันทีเพียงแค่ได้ไล่สายตาตามตัวหนังสือ เธอเอนกายนั่งหลังร้านพร้อมเปิดเพลงฟังระหว่างอ่านหนังสือ คุณขวัญทิวาเหลียวมามองจึงได้ถาม
“อ่านนิยายเหรอ”
แน่นอนว่าคนอย่างดาราแก้วไม่มีทางอ่านหนังสือเรียนหรอก จบปริญญาตรีแล้วก็ถือว่าจบกันไป เก็บตำราเรียนเข้ากรุเป็นที่เรียบร้อย ความรู้ก็จำได้บ้างคืนอาจารย์ไปบ้างแล้วแต่ว่าเรื่องไหนตนสนใจไม่สนใจ
แต่สิ่งที่ไม่มีทางลืมเป็นอันขาดก็คือนิยายเรื่องโปรด...
“ค่ะ กำลังสนุกเลยนะแม่” ว่าแล้วก็ตั้งใจอ่านพร้อมแย้มยิ้มเมื่อถึงฉากเข้าพระนาย คนเป็นแม่มองหน้าปกก็ขมวดคิ้วเป็นปม เพ่งดูให้แน่ใจว่าตัวเองไม่ได้คิดคนเดียวที่หน้าปกเป็นผู้ชายสองคน ไม่ใช่ชายหญิงอย่างที่เคยเห็น
“นิยายอะไรทำไมมีผู้ชายสองคน”
