บท
ตั้งค่า

๓ มีดปักลงกลางใจ (๕)

“วิ่งตามแล้วมันจะทำไม วิ่งตามแล้วพี่ก็ได้ดีไม่ใช่เหรอ ถ้าไม่มีพี่คีรินป่านนี้พี่คงไม่ยอมมาเรียนที่นี่หรอก ไม่งั้นก็คงไม่เรียนต่อแล้วช่วยแม่ขายของใช่ไหมล่ะ” พยายามพูดปลอบใจแล้วเดินเข้ามาจับไหล่คนอายุมากกว่าเอาไว้

ถึงความรักจะไม่สมหวังแต่มันก็เป็นแรงขับเคลื่อนให้ดาราแก้วได้พัฒนาตัวเอง

“พี่ทำดีที่สุดแล้ว อย่าเสียใจเลย” พยักหน้าเพื่อย้ำให้อีกฝ่ายเชื่อคำพูด ซึ่งเธอก็ปล่อยโฮด้วยความซาบซึ้ง มีไม่บ่อยนักที่ตัวเองจะดีกับน้องชายเพราะส่วนใหญ่มักตีกันมากกว่า ทำให้รู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่ได้เกิดมาในครอบครัวอบอุ่น

อย่างน้อยยามทุกข์ก็ไม่ได้อยู่ลำพัง...

“ฮือ”

ร้องไห้ไม่หยุดจนร่างสูงเลือกจะปล่อยให้คนที่กำลังเศร้าได้ปลดปล่อยอารมณ์ของตัวเองออกมา ส่วนตนก็เลือกจะเก็บของเข้าตู้ให้เป็นระเบียบ ก่อนชะงักเมื่อได้ยินเสียงบางอย่างทำให้เขาหลุดยิ้มออกมาทันที

โครก

เป็นเสียงท้องร้องของคนที่กำลังร้องไห้นั่นเอง...

“ล้างหน้าล้างตาแล้วไปกินข้าวกันเถอะ ผมหิวแล้วเนี่ย”

“อือ”

ยอมลุกจากเตียงแล้วไปล้างหน้าล้างตา ทำให้พบว่าสภาพของตัวเองดูไม่ได้เลยด้วยซ้ำ จึงรีบจัดการสระผมถูสบู่แล้วออกมาแต่งตัวก่อนใช้เครื่องสำอางกลบร่องรอยทั้งหมด แม้จะยังเหลือขอบตาแดงก่ำและบวมกว่าปกติให้ได้เห็นแต่ก็ดีกว่าเมื่อครู่มากพอสมควร

สวมเสื้อยืดกางเกงขาสั้นลงมากินข้าวด้านล่างโดยมีน้องชายตามประกบไม่ห่าง นึกเป็นห่วงกลัวว่าพี่สาวจะร้องไห้อีกครั้ง ยังดีที่เธอเข้มแข็งกว่าที่คิดเอาไว้ไม่แสดงอาการใดให้เห็นเลย เลือกร้านอาหารตามสั่งข้างทางใกล้หอพัก นั่งรอข้าวไม่นานก็พร้อมเสิร์ฟจึงเริ่มลงมือรับประทานด้วยความหิว

“ทำไมไม่กิน” แต่เหมือนจะมีแค่น้องชายกินไม่หยุด เพราะคนเป็นพี่สาวนั่งเหม่ออย่างเดียว

“ไม่หิวเลย มันไม่อยาก” มองกับข้าวแววตาว่างเปล่า ไม่มีแรงกระทั่งจะยกช้อนส้อมขึ้นมาแล้วจะให้กินอย่างไร

“แต่ท้องร้องไม่ใช่เหรอ”

“กินไม่ลงอ่ะชิน มัน...เหมือนจะร้องไห้อีกแล้ว” ฝืนกินเข้าไปได้แค่สามคำก็รู้สึกตื้อไปหมดจนต้องวางช้อนส้อมลงที่เดิม น้องชายเห็นอย่างนั้นก็นึกสงสารแต่ไม่อยากทำเหมือนพี่อ่อนแอจึงกินข้าวของตัวเองต่อไปคล้ายไม่สนใจ

“ร้องก็ร้อง” เธอมองน้องชายที่ตอบอย่างไม่ยี่หระก็นึกสงสัย

“ไม่อายคนเหรอ” ถ้าหล่อนร้องไห้คนรอบข้างก็จะมองว่าชินดนัยเป็นต้นเหตุ ทั้งที่ความจริงคนที่ทำให้เธอร้องคือผู้ชายอีกคนต่างหาก

“อายทำไม คนร้องเป็นพี่ไม่ใช่ผมสักหน่อย ถ้าไม่อายสายตาคนอื่นก็ร้องไปเลย” ไม่รู้ว่าพูดประชดหรือเปล่าแต่ทำเอาเธอไม่อยากร้องไห้แล้ว จึงหยิบน้ำขึ้นมาดื่มจนหมดแล้ววางลงที่เดิม อาหารยังเหลือเต็มเพราะเธอไม่อาจกินลง

“อิ่ม คิดเงินเลยดีกว่า” บอกกับน้องที่กำลังกินอย่างเอร็ดอร่อย ทั้งยังหยิบจากข้าวพี่ไปกินให้อีกต่างหาก เธอมองโดยไม่คิดอะไรแล้วผินหน้าไปทางอื่น ไม่มีสิ่งใดน่าสนใจเลยสักอย่างทำให้ก้มมองโต๊ะดังเดิม ตัดขาดจากโลกภายนอกจนไม่ได้ยินเสียงหรือเห็นคนที่เพิ่งเดินเข้ามาในร้าน

“ร้านนี้เหรอ”

“อือ ร้านนี้อร่อยดี”

“ตกลงค่ะ ว่าไงก็ว่าตามกัน”

คู่รักเพิ่งเดินเข้ามาเลือกโต๊ะนั่งอยู่ด้านหลัง ซึ่งเป็นโชคดีของดาราแก้วที่นั่งหันหลังให้ทั้งสองพอดีจึงไม่เห็น เป็นชินดนัยที่เห็นเต็มสองตาความอยากอาหารจึงหมดไป เขาตัดสินใจดื่มน้ำรวดเร็วแล้วลุกยืนเต็มความสูง วางเงินไว้บนโต๊ะพร้อมคว้าแขนพี่สาวให้ลุกอย่างรวดเร็ว เป็นจังหวะเดียวที่คีรินเงยหน้ามาสบตากับคนอายุน้อยกว่า

ก่อนเขาจะเมินคนที่ทำพี่สาวตนร้องไห้แล้วพาอีกฝ่ายเดินออกจากร้านทันที ไม่สนใจว่าใครจะมองหรือเปล่า

“ไปเถอะพี่แก้ว ผมอิ่มไม่อยากกินอะไรแล้ว” เธอตกใจกับความรวดเร็วของอีกฝ่าย จึงหันไปมองน้องก่อนเห็นว่าสายตาอีกฝ่ายจับจ้องไปยังที่อื่น พอมองตามก็เห็นคนที่เพิ่งตัดขาดกันนั่งสั่งอาหารกับผู้หญิงที่หล่อนเห็นเพียงด้านหลัง

“ชิน...” เรียกชื่อน้องเสียงเบา ขาแทบก้าวไม่ออกจนคนตัวสูงต้องรีบจูงกึ่งลากพี่ให้เดินมาด้วยกัน

“ไป” หล่อนจำต้องรีบเดินอย่างรวดเร็วแม้จะมีคำถามและความสับสนก็ตาม มือบางกำเข้าหากันแน่นแล้วเงยหน้ามองชินดนัยเพื่อถามสิ่งที่เห็นให้แน่ใจว่าตนมองไม่ผิด

“เมื่อกี้...คีรินกับผู้หญิงคนนั้นกินข้าวด้วยกัน” ถึงไม่อยากเห็นแต่ก็จำได้ขึ้นใจแม้จะเหลียวมองไม่กี่วินาที เหมือนมันสลักเข้าไปในใจจนเธอนึกหงุดหงิดตัวเอง เพราะเมื่อเห็นภาพก็มักมาพร้อมความเสียใจจนไม่สามารถควบคุมน้ำตาตัวเองได้

“ไม่ต้องไปคิดอะไรแล้ว เข้าห้องนอนดีกว่าพรุ่งนี้ต้องไปเรียนแต่เช้าไม่ใช่หรือไง” คนอายุน้อยกว่าไม่อยากพูดถึง เธอเองก็ไม่อยากคิดจึงปล่อยเรื่องทุกอย่างไป

“ฮือ”

แต่สุดท้ายก็ร้องไห้ระหว่างทางกลับจนได้ น้องเห็นอย่างนั้นจึงรีบโอบไหล่เพื่อเป็นการปลอบ เรียกอีกฝ่ายเสียงเบาจนเธอต้องรีบเช็ดน้ำตาของตัวเอง

“พี่แก้ว”

“ไม่อยากร้อง อึก แต่มันอดไม่ได้ อดไม่ได้จริงๆ” ตอบกลับเสียงสั่นแล้วก็นึกหงุดหงิดตัวเองอยู่เหมือนกัน ไม่เข้าใจทำไมร้องไห้จนปวดตาไปหมด พรุ่งนี้จะไปเรียนไหวหรือเปล่าก็ไม่มั่นใจเหมือนกัน แต่ใจเกินครึ่งอยากพักอยู่ห้องมากกว่า

คงต้องรบกวนเพื่อให้ช่วยลาเรียนแล้วล่ะ...

“ร้องเลย อยากร้องเท่าไหร่ก็ร้องไปเถอะ...ผมอยู่ตรงนี้กับพี่ พ่อกับแม่ก็รักพี่ ปู่ย่าตายายรักพี่หมดเลยนะ” พอเห็นว่าพี่สาวพยายามข่มอารมณ์เอาไว้ก็ยิ่งสงสารมากกว่าตอนร้องไห้ จึงได้ปล่อยให้อีกฝ่ายทำตามอารมณ์ของตัวเองอย่าอดกลั้น

“อือ รู้แล้ว” เริ่มยิ้มออกมาทั้งน้ำตาเมื่อคิดถึงคนในครอบครัว

นั่นสินะ...เธอไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวสักหน่อย

ถึงเขาไม่รักแต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่รักและคอยสนับสนุนเธอมาโดยตลอด...

ผ่านไปหลายวันเธอเพิ่งฟื้นตัวจากแผลแห่งความเจ็บปวด เหมือนมันยังสดใหม่จึงไม่แปลกที่ยังคงมีอาการเศร้าให้เห็นยามอยู่คนเดียว ดีที่น้องชายอยู่ด้วยทำให้เธอไม่ได้ร้องไห้บ่อยเหมือนวันแรก หากิจกรรมอย่างอื่นทำเพื่อคลายความทุกข์ของตัวเอง

และลบใบหน้าของใครบางคนออกไปจากใจบ้าง...

ถึงมันจะทำไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นแต่ก็ดีขึ้นบ้างแล้ว หล่อนใช้ชีวิตส่วนใหญ่กับเพื่อนสนิทที่คณะ เลือกทำงานช่วยอาจารย์แล้วก็ลงทุกกิจกรรมที่สามารถทำได้ โดยไม่เฉียดกรายไปใกล้คณะวิศวกรรมศาสตร์ ไม่มีความโกรธหรือเกลียดเพราะชายหนุ่มไม่ผิด

แต่เธอขอรักษาใจตัวเองหน่อยแล้วกัน รักมาตั้งนานให้เลิกในวันสองวันก็คงเป็นไปไม่ได้หรอก

“มีอะไร”

เคาะประตูห้องของเขาเพื่อมาทำภารกิจสำคัญ กว่าจะบอกตัวเองให้กล้าหาญมาเผชิญหน้าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด เธอกลัวว่าหากเจอกันแล้วตนจะร้องไห้อีก แต่ยังดีที่น้ำตาไม่ไหลถึงแม้ว่ามันจะคลอเบ้าก็ตาม

เท่านี้ก็ถือว่าเก่งมากแล้ว...

“เอากุญแจมาคืน” ยื่นกุญแจให้เจ้าของห้อง

มันคือพันธนาการสุดท้ายที่ผูกหล่อนเอาไว้กับเขา ตอนนี้ควรตัดขาดกันได้สักทีแล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่ ไม่อยากเจ็บปวดเพราะเรื่องของคีรินอีกต่อไปแล้ว

“อือ ควรจะคืนตั้งนานแล้ว” รับมาถือไว้ก่อนจ้องดวงหน้าหวานอีกครั้ง เขาไม่เห็นเธอมาหลายวันก็นึกสงสัยว่าอีกฝ่ายจะเป็นอย่างไรบ้าง ยังดีที่เธอไม่ได้เศร้าจนเกินไป ยังดูสดใสเหมือนครั้งก่อนแต่แววตาไม่เปล่งประกายเหมือนเดิมแล้ว

“คบกันนานแล้วเหรอ” อยากเดินออกมาแต่ก็อดไม่ไหวที่จะถาม แม้จะเป็นการทำร้ายจิตใจตัวเองก็ตาม

“สักพักแล้ว” พยักหน้าแล้วเป็นฝ่ายตอบ

“ขอให้มีความสุขนะ” ขอบตาร้อนผ่าวรู้ว่าตัวเองกำลังจะร้องไห้จึงไม่อยากยืนอยู่ตรงนั้นนานกว่านี้ อวยพรให้เขาแล้วยิ้มให้เป็นครั้งสุดท้าย คิดจะตัดขาดจากอีกฝ่ายเพื่อรักษาใจของตนเอาไว้ไม่ให้บอบช้ำไปมากกว่านี้

“ขอบคุณ” ไม่มีคำพูดใดจะเอ่ยมากกว่านั้น

มองตามแผ่นหลังบางที่เดินห่างออกไป เป็นครั้งแรกที่เขามองตามเธอด้วยความรู้สึกอธิบายไม่ถูก ก่อนปิดประตูแล้วเข้าห้องของตัวเอง มองกุญแจสำรองที่ได้รับจากเธอค่อยวางมันลงที่โต๊ะกลางห้อง

พอไม่มีเสียงของดาราแก้ว...เขาเพิ่งรู้ว่าห้องมันเงียบขนาดนี้

“ฮึก”

เดินจะขึ้นบันไดไปยังชั้นของตัวเองก็ต้องชะงักเมื่อพบน้องชายยืนคอยท่า เธอปล่อยน้ำตาออกมาอย่างกลั้นไม่ไหวโผเข้ากอดอีกฝ่ายทันทีเหมือนต้องการที่พึ่ง ชินดนัยก็กอดปลอบพี่เอาไว้พร้อมชมไม่หยุด

“เก่งมากพี่แก้ว เก่งแล้ว...”

“มันจะหายเจ็บเมื่อไหร่เหรอชิน ทำไมตอนนี้...มันเจ็บเหมือนโดนมีดปักเลยล่ะ” เสียงสั่นเครือกับคำถามที่ทำคนฟังเจ็บไปด้วย

“มันต้องใช้เวลา ตอนรักพี่ยังรักมาตั้งนาน ตอนเลิกก็ต้องใช้เวลาเหมือนกัน สักวันพี่ต้องลืมได้เชื่อผม”

พี่สาวของเขาไม่เหมาะกับน้ำตาหรอก...รอยยิ้มต่างหากถึงจะคู่ควร

“ใช่ พี่ต้องลืมเขาให้ได้”

ผละออกจากน้องแล้วบอกด้วยเสียงหนักแน่น เธอมั่นใจว่าตัวเองจะทำได้

แม้มันจะยากแค่ไหนก็ตาม!

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel