๓ มีดปักลงกลางใจ (๓)
เขาได้ยินอย่างนั้นก็ถอนหายใจกับความรู้สึกที่เข้าใจยากเสียเหลือเกิน พยายามพูดไม่ให้กระทบจิตใจของเธอมากเกินไป
แต่ก็ต้องตัดครั้งเดียวให้ขาดเพื่อจะไม่ต้องเป็นปัญหาในอนาคต อย่างไรเธอก็เป็นเพื่อนที่ดีคนหนึ่งสำหรับเขา
“ความรักมันต้องรู้สึกทั้งสองฝ่ายไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แล้วฉันก็ไม่เคยคิดกับเธอมากกว่าคำว่าเพื่อนเลยสักครั้ง” ย้ำชัดจนคนฟังถึงกับยกมือปิดหูไม่ต้องการรับรู้ คำพูดของคีรินเหมือนเข็มนับพันที่ทิ่มแทงกันจนพรุนไปหมดทั้งร่าง
“นายใจร้ายมากเลยรู้ไหม” ดวงตากลมมีน้ำใสคลอเบ้า จ้องเขาอย่างเอาเรื่องแล้วบอกเสียงสั่น ใช้ความกล้าทั้งหมดเพื่อสบตาเขาแต่ก็ไม่อาจหยุดน้ำตาของตัวเองได้ ร้อนไปหมดทั้งตาและจมูกอยากหยุดร้องไห้ก็ทำไม่ได้สักที คิดกล่าวโทษเขาเพื่อทุเลาความปวดทั่วโพรงอก
“อือ” กลับถูกเขาเมินคล้ายไม่สนใจไยดีกันเลยสักนิด
“น่าจะบอกกันเร็วกว่านี้หน่อยสิ” เริ่มร้องไห้สะอื้นตัวโยนแล้วนึกคำพูดที่จะเอ่ยต่อจากนี้
“อย่างน้อย...ฉันจะได้ไม่ต้องอ่านหนังสือเรียนเป็นบ้าเป็นหลังเพื่อสอบมาเรียนมหา’ลัยเดียวกับนายแบบนี้!” นึกถึงหนังสือกองโตที่ต้องอ่านก็ยิ่งทำให้เสียใจปนโมโหมากกว่าเดิม สะบัดหน้าเดินออกจากห้องของเขารวดเร็วพร้อมปล่อยโฮอย่างสุดกลั้นไม่สนใจว่าใครจะมองอย่างไร
เพิ่งเคยอกหักเป็นครั้งแรกโดยผู้ชายที่ตนแอบชอบมานานหลายปี น่าจะตั้งแต่รู้จักความรักก็มองเขามากกว่าเพื่อนมาตลอด
แต่ความรู้สึกของเราไม่ตรงกัน ก็ไม่แปลกที่อีกฝ่ายจะมองเธอเป็นเหมือนเพื่อนเท่านั้น
แล้วต่อจากนี้เราสองคนก็คงเป็นแค่เพื่อนกัน...
“ฮือ”
ความหวังในการเปลี่ยนสถานะจบสิ้นแล้ว...
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
นอนร้องไห้อยู่บนเตียงคนเดียวจนผล็อยหลับไป ช่วงนี้เพิ่งเปิดเทอมไม่นานจึงไม่มีงานที่อาจารย์สั่งให้ส่ง หล่อนสามารถนอนได้ทั้งวันแล้วเทวิชาเรียนเพราะไม่พร้อมออกไปเจอใคร การอกหักทำให้ทุกอย่างมืดมิดได้ในพริบตา ไม่มีกระจิตกระใจจะทำอะไรสักอย่างนอกจากนอน
แค่ลืมตาขึ้นก็หวนนึกถึงภาพเขาที่บอกสถานะของเราชัดเจนว่าไม่อาจเป็นอย่างอื่นได้นอกจากเพื่อน คำพูดกับสายตาที่ตอกย้ำยิ่งทำให้น้ำตาหล่อนไหลไม่หยุด ร้องไห้สะอื้นตัวโยนจนต้องหยิบตุ๊กตาขึ้นมากอดไว้เป็นเพื่อนหวังจะคลายความทุกข์ลงไปบ้าง
แต่ก็ไม่ได้ดีขึ้นสักนิด...
มันยิ่งอ้างว้างมากกว่าเดิมจนกระทั่งได้ยินเสียงเคาะประตู จึงรีบลุกนั่งบนเตียงรวดเร็วพร้อมกับปาดน้ำตาออกแบบลวกๆ เผยรอยยิ้มเล็กน้อยพร้อมความคาดหวังที่ทำให้หัวใจกลับมาเต้นเร็วอีกครั้ง ลุกจากเตียงรวดเร็วจนเกือบสะดุดล้มด้วยซ้ำ
“คีรินมาง้อเหรอ” ยิ้มแก้มปริขณะจับลูกบิดเพื่อเปิดประตูออก
เธอเตรียมต้อนรับเขาไม่มีความโกรธหรือน้อยใจเลยสักนิดหากอีกฝ่ายจะบอกว่าทุกอย่างคือเรื่องล้อเล่น
ทว่าความจริงก็ตีแสกหน้าเมื่อคนที่ยืนหน้าห้องไม่ใช่ชายที่เธอคาดหวังเอาไว้ รอยยิ้มจึงหุบลงพร้อมกับน้ำตาที่ไหลลงมาอีกรอบ แล้วเหมือนว่าคราวนี้มันจะรุนแรงกว่าครั้งแรกเพราะเธอได้เจอคนในครอบครัว
น้องชายเพียงคนเดียวที่ไม่ค่อยจะพูดดีกันสักเท่าไหร่ แต่ยามมีปัญหาก็คอยอยู่ข้างพี่สาวเสมอ
เหมือนตอนนี้ที่ชินดนัยมายืนตรงหน้าเธอ...
“ชิน...” พึมพำเรียกน้องเสียงเบาแล้วเบะปากร้องไห้หนักกว่าเดิม
“ร้องไห้ทำไม น่าเกลียดว่ะพี่แก้ว” คนอายุน้อยกว่าเห็นอย่างนั้นก็ส่ายหน้าแล้วเดินเข้ามาในห้องของพี่พร้อมกระเป๋าสะพายหนึ่งใบ รีบปิดประตูก่อนจะโผเข้าไปกอดดาราแก้วเอาไว้ด้วยความเป็นห่วงเพราะไม่เคยเห็นอีกฝ่ายร้องไห้หนักขนาดนี้มาก่อน
ในหัวมีคำถามมากมายแต่ตัดเรื่องเรียนออกไปก่อนอย่างแรก พี่เขาไม่ใช่คนจะร้องไห้ถ้าได้เกรดน้อย ดูจะไม่ค่อยเครียดกับเรื่องนี้ด้วยซ้ำ ถ้าให้เดาก็มีอย่างเดียวที่ค่อนข้างมีผลกระทบต่อความรู้สึกของอีกฝ่าย
เรื่องคีริน...
แต่ก็ไม่น่าจะทำให้ร้องไห้ได้หนักขนาดนี้ เพราะฝ่ายชายก็แสดงออกชัดเจนว่าไม่ได้ชอบ แถมยังพูดจาตัดเยื่อใยตลอดเวลาก็ไม่เห็นว่าพี่สาวจะร้องไห้ ยังคงร่าเริงเหมือนเดิมจนคนมองอย่างเขายังรู้สึกท้อแท้แทน
“ฮือ ชินนนน” กอดน้องแล้วน้องไห้ ปลดปล่อยความเสียใจอย่างไม่อายเลยสักนิด เมื่อได้ที่พึ่งทางใจก็ไม่ต้องนอนร้องไห้คนเดียวอีกต่อไป
“เป็นอะไร ใครทำอะไรพี่” ถึงจะอายุน้อยกว่าแต่ขนาดความสูงแซงหน้าไปแล้ว ดวงหน้าหวานจึงเทียบเท่ากับอกกว้างพอดี เธอร้องไห้ในอ้อมกอดของน้องปล่อยน้ำตาให้ไหลออกมาไม่ปิดบังความเจ็บปวดจนเสื้อของอีกฝ่ายเริ่มเปียกชุ่ม
ปล่อยเวลาให้ผ่านไปสักพักจนรู้สึกว่าตัวเองดีขึ้นเล็กน้อย จึงค่อยผละออกแล้วเงยหน้ามองอีกฝ่าย กระพริบตาปริบไล่น้ำตาขณะที่ยกมือเช็ดน้ำสีใสออกเชื่องช้า ยังคงสะอื้นเหมือนเดิมจนชินดนัยนึกสงสารรีบจับจูงมือพาเดินไปนั่งบนเตียง
ไม่คิดว่าการมาเมืองหลวงเพื่อค้นหาความถนัดของตัวเองจะทำให้เจอกับเรื่องราวชวนปวดหัวของพี่ โดยที่เขาก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้นกับดาราแก้ว
“คีรินมีแฟนแล้ว” บอกเสียงสั่นพร้อมกับน้ำตาที่จวนจะไหลตลอดเวลา จนเธอต้องรีบเช็ดมันออกรวดเร็ว
