บทนำ (๓)
“ความจริงทั้งนั้นแหละ ไม่ได้พูดเกินจริงสักหน่อย”
“แล้วใครใช้ให้พูด” เริ่มหน้านิ่งเสียงเข้มบ่งบอกว่ากำลังอยู่ในอารมณ์โกรธ อยากจะตีอีกฝ่ายสักครั้งเหมือนกันแต่กลัวว่าจะโดนตีกลับแล้วเกิดการทะเลาะที่รุนแรง อยู่โรงเรียนไม่เหมือนบ้านกลัวเป็นเรื่องราวใหญ่โตแม้ว่าความจริงพวกเราจะยังรักกันดีไม่ได้เกลียดกันก็ตาม
“มีปากจะพูด” ยื่นหน้าเข้าไปใกล้พี่แล้วทำหน้าตากวนประสาทมากกว่าเดิม จนเธอนึกอยากทุบหลังให้รู้แล้วรู้รอด
“คราวหลังจะตัดปากออกจะได้ไม่ต้องพูด น่าหมั่นไส้ว่ะ แม่เก็บมาจากถังขยะก็แบบนี้แหละ” คำพูดไม่ได้สร้างความเสียใจให้น้องชายสักนิด
“ผมยังหน้าเหมือนพ่อเถอะ พี่หน้าเหมือนใครไม่ใช่แม่เก็บมาจากใต้สะพานเหรอ” เพียงแค่พูดจบก็ทำคนฟังอารมณ์ขึ้นทันที มือบางยกขึ้นเตรียมตีอีกฝ่ายจนชินดนัยต้องรีบวิ่งรวดเร็วเพื่อหลบฝ่ามือของพี่สาวตนเอง
“ไอ้น้องเลว อย่าอยู่เลย” กลายเป็นภาพการหยอกล้อของพี่น้องไปแล้วจึงไม่มีใครเข้ามายุ่ง เพราะดาราแก้วก็ไม่ได้จริงจังเท่าไหร่ รู้สึกสนุกด้วยซ้ำที่ได้ทะเลาะกับน้องชายตัวเอง แต่เมื่อถึงมุมเลี้ยวเข้าอาคารเธอไม่ทันได้ดูว่ามีคนเดินสวนมา จึงกลายเป็นว่าวิ่งชนเขาอย่างจัง
ปึก
ร่างบางตกอยู่ในอ้อมกอดของคนที่ตนชนอย่างไม่ตั้งใจ ยังดีที่เขาไม่ล้มเพียงแค่เซถอยหลังเล็กน้อยเท่านั้น ส่วนเธอก็จมอยู่ตรงอกของชายหนุ่มจนต้องรีบเงยหน้ามองว่าชนใคร แต่เมื่อได้สบตาก็ทำเอาลมหายใจขาดห้วงไปชั่วขณะ
พรหมลิขิตอย่างแน่นอน!
เพราะคนที่เธอชนคือชายในดวงใจของตนน่ะสิ
“ขอ ขอโทษ...เจ็บตรงไหนไหม” ไม่อยากผละออกแต่กลับโดนชายหนุ่มดันกายให้ห่าง เธอจึงต้องกลับมายืนตรงเหมือนเดิม ยิ้มขวยเขินยามได้อยู่ใกล้ชิด กลิ่นหอมจากร่างหนายังติดจมูกอยู่เลย หอมอ่อนของน้ำยาปรับผ้านุ่มจากเสื้อผ้า กลิ่นที่เหมาะกับคีรินแล้วทำให้เธอเคลิ้มจนอยากกอดเขาอีก
น่าเสียดายโอกาสนั้นช่างสั้นเหลือเกิน
“ไม่” ตอบสั้นแต่ก็เข้าใจในคำพูดทันที แต่เธอยังไม่ยอมหนีห่างแม้ว่าชายหนุ่มจะพยายามเดินเลี่ยง ยังคงเข้าหาเขาพร้อมใช้ข้ออ้างที่ตนเป็นฝ่ายชนเพื่อสร้างบทสนทนาระหว่างเราสองคน
“เจ็บแน่เลย เดี๋ยวเราดูให้ว่าช้ำหรือเปล่า” ขยับเข้าไปใกล้ขณะที่ร่างสูงก็เผลอถอยห่างออกเช่นเดียวกัน สีหน้าของเขาไม่บ่งบอกอารมณ์ต่างจากแววตาที่ดูคล้ายไม่ค่อยชอบใจเท่าไหร่กับความใกล้ชิดครั้งนี้
“เธอไม่ได้ตัวหนักขนาดนั้น” ความจริงก็ไม่ได้ชนแรงเพราะดูเหมือนร่างบางจะยั้งตัวเองเอาไว้ได้ทัน ไม่เช่นนั้นเราสองคนคงล้มไปนอนบนพื้นแล้ว
“อยากดูแลไง เราชนนายก็ต้องดูแลสิ” ข้ออ้างที่ทำเอาน้องชายซึ่งยืนดูสถานการณ์ถึงกับส่ายหน้า พี่สาวของตนไม่ปิดบังแววตาหรือสีหน้าว่าชื่นชอบคีรินเลย แสดงออกชัดเจนขนาดนี้ไม่แปลกใจหากอีกฝ่ายจะอึดอัด
“ไม่ต้อง ไม่ได้เจ็บ” ย้ำอีกครั้งเพื่อตัดรำคาญ
“แต่ว่า...” เธอก็ยังไม่ยอมจนเขาเลือกเดินหนีไปเสียดื้อๆ ทำให้หล่อนมองตามตาละห้อยก่อนจะได้ยินเสียงหัวเราะของน้องชายจึงหันมามองดวงตากรุ่นโกรธ เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือในทันทียามไม่ได้อยู่ต่อหน้าชายที่ตนชอบ
“หน้าแดงเป็นก้นลิงเลยพี่สาวใครล่ะเนี่ย”
“ไอ้ชินเจอดีแน่!”
วิ่งไล่กันจนไปถึงห้องเรียนของน้องค่อยเดินกลับห้องของตัวเอง วางกระเป๋าไว้บนโต๊ะก่อนถอนหายใจยามคิดถึงดวงหน้าหล่อเหลา
รู้จักมาก็นานแถมยังอยู่ใกล้ตัวอีกต่างหาก แต่ดูเหมือนเขาจะไม่คิดชอบกันบ้างเลย...
