บทนำ (๒)
มีเพียงเธอที่หลงรักฝ่ายเดียว...
“เพ้อฝัน” พึมพำเสียงเบาแล้วรับประทานอาหารต่อ พิงผนังรถพลางมองพี่สาวที่เหลียวมาจ้องน้องชายอย่างเอาเรื่อง สองสายตาสบกันอย่างไม่มีใครยอมแพ้ เรื่องอะไรที่เธอจะต้องยอมให้ตนเองโดนคนอายุน้อยกว่าดูถูกกันล่ะ
ถึงมันจะถูกต้องแต่เธอก็ไม่ยอมหรอก!
“เพ้อที่ไหนไม่ได้นอนสักหน่อย อ่านตอนกำลังตื่นไม่ได้ฝันเลยสักนิด” ยักคิ้วให้คนอายุน้อยกว่าผู้เกิดทีหลังแต่ก็พยายามทำตัวเหมือนเป็นพี่เสียเหลือเกินจนนึกหมั่นไส้
“ทำไมไม่อ่านหนังสือเรียน”
“มันไม่จรรโลงใจ อ่านแล้วชวนง่วงนอนสู้อ่านนิยายให้บันเทิงใจก็ไม่ได้ มีพระเอกสุดหล่อมาดเย็นชามาชอบนางเอกสดใสวุ่นวาย...” หันกลับมามองถนนเหมือนเดิม แววตาเต็มไปด้วยความเพ้อฝันอย่างที่น้องชายเคยบอกเอาไว้ เมื่อมีใบหน้าของใครบางคนโผล่มาในห้วงความคิด แก้มนวลก็เริ่มขึ้นสีแดงระเรื่ออีกครั้งพร้อมริมฝีปากที่ถูกขบเล็กน้อยบ่งบอกว่ากำลังเขินอาย
ยิ่งโดนล้อก็ทำให้เสียอาการมากกว่าเดิม ปิดไม่มิดแล้วก็ไม่ใช่ความลับเพราะเธอมักแสดงออกทุกครั้งยามพบหน้าเขา
“คิดว่าเป็นเรื่องของตัวเองกับพี่คีรินเหรอ” แค่ชื่อก็ทำหญิงสาวนั่งเขินตัวบิดแล้ว นิยายถูกพับลงพร้อมกับใบหน้าหล่อซึ่งวนเวียนในหัวไม่หยุด
คีริน ศิริภิญโญ...ลูกชายเจ้าของตลาดขนาดใหญ่ประจำอำเภอ หน้าตาหล่อเหลาทั้งยังเรียนเก่งอีกต่างหาก เป็นต้นแบบของรุ่นน้องแล้วยังถูกยกย่องให้เป็นหน้าตาของโรงเรียนอีก ได้ถ่ายลงปกวารสารของสถานศึกษาแล้วก็ไปแข่งขันตอบปัญหาของหมวดหมู่วิชาคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษบ่อยครั้ง รางวัลน่าจะล้นตู้โชว์ที่บ้านไปแล้ว
หนุ่มหล่อที่ร่ำรวยและเก่งกาจขนาดนี้...ยังไม่มีเจ้าของหัวใจ
ทำให้เธอยังคงมีความหวังอยู่เสมอ เพราะครอบครัวเรารู้จักกันแล้วตนก็เห็นเขาตั้งแต่สมัยอนุบาลแล้ว เติบโตมาด้วยกันแม้ว่าชายหนุ่มจะไม่ค่อยพูดด้วยก็ตาม อาจเนื่องจากเป็นคนพูดน้อยอยู่แล้วก็ได้ ไม่ใช่นึกรำคาญตนหรออก
คนอย่างดาราแก้วที่หน้าตาก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่ พอจะมีความสวยออกมาให้คนอื่นชื่นชมอยู่บ้าง...แล้วเหตุใดเขาจะไม่ชอบกันล่ะ
พวกเราเหมาะสมอย่างกับพระเอกนางเอกในนิยาย...
“อะไร ใครคิด...เปล่าสักหน่อย” ปฏิเสธเสียงอ่อน
“เหอะ” คนน้องแสยะยิ้มรู้ทันไม่อยากพูดอะไรมาก เลือกจะกินข้าวให้หมดเพราะใกล้ถึงโรงเรียนแล้ว ขณะที่บิดาผู้เป็นสารถีก็คอยฟังประโยคที่ลูกพูดคุยกันโดยไม่ได้เอ่ยแทรกเลยสักนิด กลัวว่าจะทำให้บรรยากาศเสียแล้วเด็กทั้งสองจะไม่ยอมพูดเรื่องความรักต่อหน้าตนอีก
ถึงจะหวงลูกแค่ไหนก็อยากให้ลูกเปิดใจคุยกันได้ทุกเรื่องมากกว่า ไม่อยากเข้าไปขัดจนทำให้อีกฝ่ายกลัวไม่กล้าพูดต่อหน้าตน
“มีแฟนพ่อไม่ว่าแต่ให้อยู่ในขอบเขตอย่าเสียการเรียน” เสียงที่เอ่ยไม่ได้เข้มจนเกินไป หล่อนจึงไม่รู้สึกเหมือนถูกห้ามมีความรัก ผงกศีรษะตามแต่ยังไม่ทันได้เอ่ยสิ่งใดออกไปก็ถูกน้องชายที่นั่งด้านหลังขัดขึ้นมาเสียก่อนอย่างน่าหงุดหงิด
“เกรดพี่แก้วถ้ายังตกอีกนิดเดียวก็เตรียมลาออกไปเลี้ยงวัวได้แล้ว” ดวงตากลมเบิกกว้างขึ้นแล้วหันกลับไปจ้องคนนั่งด้านหลัง ตะโกนเสียงดังลั่นรถเล่นเอาปิดหูแทบไม่ทัน แสดงให้รู้เลยว่าโกรธมากเพียงใดกับคำพูดของชินดนัย
แม้มันจะเป็นความจริงแต่ก็ไม่เห็นต้องพูดเลยนี่น่า!
“ไอ้ชิน!”
สงครามฝีปากกำลังจะเริ่มต้นขึ้น ทำให้คุณชานนท์รู้ว่าตัวเองต้องปวดหัวในการห้ามทัพของสองพี่น้องเป็นแน่ จึงเหยียบคันเร่งแล้วจอดที่หน้าโรงเรียนทันที ก่อนหันไปบอกลูกชายลูกสาวที่เตรียมสวมนวมเพื่อจะต่อสู้กันอย่างไม่มีใครยอมใคร
แต่กระนั้นถึงจะเป็นแบบนี้ก็ยังรักใคร่กลมเกลียวกัน ยามคับขันยังช่วยเหลือกันและกันเหมือนเดิม จึงเป็นสิ่งที่ทำให้พ่อแม่พอเบาใจได้บ้างว่าพี่น้องรักกัน
แค่สนุกในการต่อปากต่อคำเท่านั้นเอง
โดยเฉพาะชินดนัยที่ชอบเข้าไปกวนและแกล้งพี่เหลือเกิน ส่วนดาราแก้วก็ไม่แพ้กันหรอก กวนน้องไม่ต่างกันเท่าไหร่ยามเห็นคนอายุน้อยกว่ากำลังจดจ่อสมาธิในการอ่านหนังสือ ต้องคอยห้ามเป็นประจำจนชินเสียแล้ว
“ถึงโรงเรียนแล้วรีบลงไปสิพ่อจะได้ไปทำงาน”
“สวัสดีค่ะ/สวัสดีครับ” ปิดโหมดการทะเลาะแล้วยกมือไหว้บิดาทันที
หญิงสาวสะพายกระเป๋าใบใหญ่ลงจากรถเหมือนเคย ปิดประตูเสียงเบาแล้วเหลือบมองน้องชายที่เดินข้างกัน ส่วนสูงไม่ค่อยต่างกันมากแม้เราจะเกิดห่างกันสองปีก็ตาม แทบจะกลายเป็นเพื่อนไปโดยปริยายเพราะดูคล้ายว่าอีกฝ่ายจะไม่ค่อยเคารพคนพี่เท่าไหร่
มันน่าโมโหปนหงุดหงิดเหมือนกัน แต่อีกใจก็คิดว่าดีที่ได้เพื่อนซึ่งกล้าคุยกันทุกเรื่อง แม้จะทำหล่อนอารมณ์เสียในบางครั้งก็ตาม
“พูดมากนะแก” หันไปบ่นน้องเต็มที่แต่มีหรือที่ชินดนัยจะสลด โต้กลับเช่นเดียวกัน
