บทที่ 3 - 2
ระหว่างที่อลิษากำลังคนซอสให้เข้ากัน เธอเงยหน้ามองหน้าต่างบานใหญ่ มองเห็นแสงทองของตะวันที่กำลังลาลับขอบฟ้า สายลมเย็นพัดเข้ามาพร้อมกลิ่นเมืองที่ผสมกับกลิ่นอาหาร ทำให้หัวใจของเธอเต้นแรงขึ้นด้วยความหวังลึก ๆ ว่าเขาจะกลับมาทันเวลาเพื่อร่วมโต๊ะอาหารค่ำคืนนี้ด้วยกัน
ผ่านไปครู่นึงหญิงสาวก็เริ่มตักอาหารลงจานพร้อมทาน แต่คนที่เธอกำลังรอไม่มีวี่แววว่าเขาจะกลับมาสักที หญิงสาวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปอาหารที่ตั้งเรียงอยู่บนโต๊ะอาหาร
แชะ~
“เมยทำอาหารเย็นเสร็จแล้วนะคะ”
“คุณกรณ์อยู่ที่ไหนแล้วค่ะ”
“เมยรอทานข้าวพร้อมคุณนะคะ”
หญิงสาวมองข้อความที่เพิ่งส่งให้สามี อยู่นานแต่ไร้คนเป็นสามีจะเปิดอ่านมัน ก่อนจะกดปิดโทรศัพท์ด้วยความเศร้าหมอง
“เขาคงทำงานยังไม่เสร็จแน่เลย” เธอเอ่ยพูดออกมาเพื่อปลอมใจตัวเองไม่ให้คิดไปไกล
เวลาผ่านไปสองชั่วโมงเต็ม หญิงสาวนั่งอยู่ตรงโต๊ะอาหารเพียงลำพัง จ้องไปที่ประตูซ้ำแล้วซ้ำเล่า ใจเธอเหมือนถูกผนึกด้วยความกังวลและความเหงา ข้อความที่ส่งไปก็ยังไม่ถูกเปิดอ่าน และทุกครั้งที่เสียงนาฬิกาดังกระทบหู เธอก็สะท้อนถึงความโดดเดี่ยวที่กัดกินใจเธอช้าๆ แววตาของเธอเริ่มพร่ามัวด้วยความเศร้า หญิงสาวเงยหน้ามองเพดานสักครู่ ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ พลางบอกตัวเองในใจว่าคงต้องรอต่อไป แม้ใจลึกๆ จะเริ่มกลัว…กลัวว่าเขาจะไม่กลับทานข้าวมื้อนี้และมื้อต่อๆ ไป
หญิงสาวลังเลอยู่พักใหญ่ ก่อนจะตัดสินใจกดโทรหาสามีด้วยมือที่สั่นน้อย ๆ เสียงสัญญาณรอสายดังยาวเหมือนกำลังตอกย้ำความเหงาที่เกาะกินใจเธอทีละนิด ทุกวินาทีที่ผ่านไปรู้สึกช้าและหนักอึ้งจนเธอต้องกัดริมฝีปาก กลัวคำตอบที่กำลังรออยู่ปลายสายและเมื่อสายถูกกดรับ… หัวใจเธอเกือบหยุดเต้น
“มีอะไร ฉันไม่ว่าง” เสียงทุ้มต่ำที่เย็นจนเหมือนน้ำแข็งกรีดลงกลางอกดังขึ้น แค่ประโยคสั้น ๆ แต่ความไม่พอใจในน้ำเสียงของเขากลับชัดเจนราวกับเขากำลังรำคาญแม้แต่การหายใจของเธอ อลิษาก้มหน้าลงอย่างไม่รู้ตัว ปลายนิ้วกำโทรศัพท์แน่นจนข้อนิ้วซีด เธอกลัว…แต่ก็ยิ่งกลัวการรอต่อไปมากกว่า
“เอ่อ… เมยขอโทษค่ะ” เธอพยายามปรับเสียงให้เรียบ แต่ปลายเสียงยังสั่นไหว
“เมยจะถามคุณว่า… คุณจะกลับมากินข้าวเย็นไหมคะ…เมยทำของโปรดไว้ให้คุณด้วยนะคะ” ดวงตาของเธอพร่าเลือนเมื่อมองไปที่โต๊ะอาหารตรงหน้า อาหารทุกอย่างที่เธอตั้งใจทำเริ่มเย็นชืดลงทีละนิด พร้อมกับหัวใจของเธอที่รู้สึกเหมือนกำลังถูกทิ้งให้อยู่ในความโดดเดี่ยวซ้ำแล้วซ้ำเล่า
‘ฉันไม่…’ เสียงทุ้มต่ำของเขายังไม่ทันจบประโยคดี เสียงหวานของผู้หญิงอีกคนก็ดังแทรกเข้ามาทางปลายสายอย่างชัดเจน
‘พี่กรณ์อาหารมาเสิร์ฟแล้วค่ะ’ คำพูดนั้นกระแทกเข้าหูของอลิษาเต็มแรงจนเธอชะงักไปทั้งร่าง นิ้วมือที่กำโทรศัพท์ไว้สั่นวูบ ความรู้สึกเจ็บเหมือนถูกบีบเข้าที่กลางอกโดยไม่ทันตั้งตัว ทั้งน้ำเสียง ทั้งความใกล้ชิด ทั้งคำเรียกทุกอย่างบอกชัดเจนว่า ผู้หญิงคนนั้นคือใคร
เธอไม่จำเป็นต้องเดา… เธอรู้ดี
เพียงเสี้ยววินาทีที่เธอยังไม่ทันตั้งสติ เสียงของเขาก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เย็นกว่าทุกครั้งที่เคยได้ยิน
“แค่นี้ก่อน ฉันไม่ว่าง” ประโยคสั้น ๆ แต่หนักจนหัวใจเธอเหมือนร่วงลงไปทั้งดวง ไม่ว่าง… ไม่ว่างกลับมาทานข้าวกับเธอ แต่กลับมีเวลานั่งกินข้าวกับผู้หญิงอีกคน ยังไม่ทันที่เธอจะอ้าปากพูดอะไร เสียงสัญญาณตัดสายก็ดัง ติ๊ด…เงียบงัน รวดเร็ว และเฉือดเชือนเหมือนคมมีดเฉือนผ่านความรู้สึก
มือของหญิงสาวอ่อนแรงจนโทรศัพท์เกือบหลุดจากฝ่ามือ เธอได้แต่มองหน้าจอที่ดับวูบลงอย่างเหม่อลอย ความเงียบในห้องกว้างไล่ต้อนความเจ็บให้ดังขึ้นในอกจนแทบหายใจไม่ออก สิ่งที่เธอกำลังกลัวมันได้เกิดขึ้นแล้ว
“ฉันกับแกก็เหมือนกันเลยนะ… ถูกมองข้ามตลอด”เสียงพึมพำของเธอเบาจนแทบกลืนไปกับลมหายใจ เธอมองจานอาหารตรงหน้า อาหารที่เธอใช้เวลาทั้งเย็นทำด้วยความหวังเล็ก ๆ ว่าเขาจะกลับมาทานด้วยกัน แต่ตอนนี้มันเย็นชืดราวกับหัวใจของเธอเอง
ปลายเสียงสั่นน้อย ๆ ก่อนเธอจะก้มลงแตะปลายช้อนกับขอบจานเบา ๆ เหมือนจะปลอบตัวเอง หรือปลอบอาหารที่ไม่มีใครชายตามอง ก็ไม่รู้ได้ เธอหัวเราะในลำคอหัวเราะทั้งที่น้ำตาจวนจะไหล
“แค่ครั้งหนึ่ง… ขอให้คุณเห็นมันบ้างก็ยังดี” ประโยคที่ไม่เคยมีวันเอ่ยให้ใครได้ยิน ร่วงหล่นออกมาช้า ๆ พร้อมกับรอยยิ้มที่เจือความปวดร้าวจนแทบแตะต้องไม่ได้
หญิงสาวหยิบช้อนขึ้นมาช้า ๆ ราวกับทุกการเคลื่อนไหวหนักอึ้งกว่าปกติ เธอตักอาหารใส่ปากทั้งที่รสชาติแทบไม่รับรู้แล้วว่าเป็นอย่างไรความอ้างว้างที่ก่อตัวอยู่ในอกทำให้ทุกคำที่เคี้ยวเหมือนติดค้างอยู่กลางลำคอ สายตาของเธอเผลอมองไปยังฝั่งตรงข้ามของโต๊ะที่ว่างเปล่า ว่างจนเหมือนความพยายามของเธอทั้งหมดถูกดูดหายไปในช่องว่างนั้น แววตาของอลิษาหม่นลงอย่างเจ็บลึก ความเงียบตรงนั้นเหมือนกำลังเยาะเย้ยว่าคนที่เธอทำทุกอย่างให้ ไม่เคยนั่งอยู่ในที่ของเขาเพื่อเธอสักครั้ง
