บทที่ 4 เลือดเปื้อนคมจอบ
ท่ามกลางเสียงจอกแจกจอแจในตลาด ผักดองของชิงเหยาขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ไม่ใช่เพียงเพราะรสชาติที่แปลกใหม่และกลิ่นหอมของสมุนไพรสกัดเท่านั้น แต่เป็นเพราะพรีเซนเตอร์ ร่างยักษ์ที่ยืนอยู่ข้างกายต่างหากที่ดึงดูดใจลูกค้าสาวน้อยสาวใหญ่จนเงินอีแปะแทบจะเต็มถุงผ้า
ทว่า ความรุ่งเรืองย่อมมาพร้อมกับก้างขวางคอ
"ใครหน้าไหนมันกล้ามาแย่งที่ทำมาหากินของข้า!" เสียงตะคอกดังกัมปนาทมาจากทางเข้าตลาด ชายฉกรรจ์ร่างอ้วนฉุในชุดไหมราคาแพงนามว่า เศรษฐีเกา เดินนำสมุนร่างล่ำบึ้กสี่ห้าคนตรงมาที่แผงของชิงเหยา
เศรษฐีเกาผู้นี้กว้านซื้อที่ดินและคุมตลาดหมู่บ้านมานาน เขาจ้องมองชิงเหยาด้วยสายตาหื่นกระหาย ก่อนจะปัดถังผักดองของนางจนเกือบคว่ำ
"นางเด็กตระกูลชิง! เจ้าแอบมาตั้งแผงขายของโดยไม่จ่ายค่าคุ้มครองให้ข้า หรืออยากจะให้ข้าสั่งคนไปรื้อกระท่อมของเจ้าทิ้งเสียวันนี้?"
ชิงเหยาหน้าตึงขึ้นมาทันที นางรีบดึงอาหยางและชิงอิงมาไว้ข้างหลัง
[พุทโธ ธัมโม สังโฆ! ไอ้หมูตอนนี่มันมาจากหลุมไหนเนี่ย? กลิ่นตัวแรงยิ่งกว่าปุ๋ยหมักฉันอีก มาถึงก็เบ่งเลยนะยะ คิดว่าใส่ชุดผ้าไหมแล้วจะเท่หรือไง? เห็นมั้ยเนี่ยว่าข้างหลังฉันน่ะ มี 'เครื่องจักรสังหาร' ยืนอยู่นะจ๊ะ!]
"ท่านเศรษฐีเกา ตลาดแห่งนี้เป็นที่สาธารณะ ข้าทำมาหากินสุจริต เหตุใดต้องจ่ายค่าคุ้มครองให้ท่านด้วย?" ชิงเหยาตอบโต้อย่างไม่เกรงกลัว
"ปากดีนักนะ! พวกเจ้า... จัดการรื้อแผงมันทิ้ง แล้วลากนังนี่ไปที่จวนข้าคืนนี้ ข้าจะสั่งสอนให้รู้ว่าใครคือเจ้าชีวิตที่นี่!" เศรษฐีเกาสั่งการด้วยความโมโห
สมุนสองคนพุ่งเข้าใส่ชิงเหยา ทว่ายังไม่ทันที่ปลายนิ้วหยาบกร้านจะถึงตัวนาง เงาร่างหนึ่งก็เคลื่อนไหวรวดเร็วดุจสายฟ้าแลบ!
กร๊อบ!
เสียงกระดูกข้อมือหักดังสนั่นพร้อมเสียงร้องโหยหวน จ้าวเทียนหลงคว้ามือของสมุนคนหนึ่งไว้แล้วบิดเพียงนิดเดียวจนมันล้มลงไปกองกับพื้น ส่วนอีกคนถูกเขาถีบเข้าที่ยอดอกจนกระเด็นไปชนแผงขายปลาข้างๆ
จ้าวเทียนหลงก้าวมายืนบังชิงเหยาไว้แผ่นหลังกว้างขวางราวกับกำแพงเหล็ก นัยน์ตาสีเหล็กกล้าฉายแววอำมหิตจนอากาศรอบตัวคล้ายจะจับตัวเป็นน้ำแข็ง
"ใครกล้าแตะต้องนาง... มันต้องตาย" เสียงของเขานิ่งเรียบแต่แฝงด้วยกลิ่นคาวเลือด
[ว้ายตายวายวอด! พ่อมหาจำเริญ! ท่าเตะตะกี้มันคือท่ามวยผสมวิชายุทธจีนชัดๆ เท่ระเบิดระเบ้อไปเลยพี่จ๋า! ดูสายตาเขาสิ... นี่มันไม่ใช่สายตาชาวนาที่โกรธแค้น แต่มันคือสายตาของพยัคฆ์ที่กำลังจะฉีกเหยื่อเป็นชิ้นๆ!]
"พวกเจ้ามัวยืนบื้ออยู่ทำไม! ฆ่ามัน! ฆ่ามันสิ!" เศรษฐีเการ้องสั่งด้วยความขวัญเสีย
สมุนที่เหลือควักมีดสั้นออกมาพุ่งเข้าใส่พร้อมกัน จ้าวเทียนหลงไม่ได้ถอยแม้แต่ก้าวเดียว เขากวาดขาเตะจนคนหนึ่งเสียหลัก แล้วใช้สันมือสับเข้าที่ต้นคออีกคนจนสลบคาที่ ทุกท่วงท่าสั้น กระชับ และมุ่งเป้าที่จุดตายอย่างแม่นยำ
เพียงไม่ถึงอึดใจ สมุนนับห้าคนก็นอนระเนระนาดอยู่บนพื้นตลาดโดยที่จ้าวเทียนหลงไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน เขาเดินตรงเข้าไปหาเศรษฐีเกาที่ขาสั่นพั่บๆ
"เจ้า... เจ้าเป็นใครกันแน่?" เศรษฐีเกาถามเสียงสั่น
จ้าวเทียนหลงหยุดนิ่ง แววตาสับสนวูบขึ้นมาครู่หนึ่งก่อนจะกลับมาเย็นชาดังเดิม "ข้าคือสามีของนาง... และถ้าข้าเห็นหน้าเจ้ามารังควานครอบครัวข้าอีก ข้าจะขุดหลุมฝังเจ้าด้วยจอบของข้าเอง"
เศรษฐีเการีบพยุงร่างหนีไปอย่างทุลักทุเลท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีของชาวบ้านที่ถูกข่มเหงมานาน
เมื่อความวุ่นวายสงบลง ชิงเหยารีบเก็บของและพาน้องๆ กลับบ้าน โดยมีจ้าวเทียนหลงเดินตามหลังเงียบๆ บรรยากาศระหว่างเขากับนางเริ่มตึงเครียดขึ้นมาอย่างประหลาด
เมื่อถึงกระท่อมดิน ชิงเหยาพยายามจะชวนคุยเพื่อทำลายความเงียบ
"ท่านพี่... ขอบคุณมากนะเจ้าคะที่ช่วยข้าตะกี้ ท่านเก่งกาจถึงเพียงนี้ ข้าช่างโชคดีนักที่มีท่านเป็นสามี"
จ้าวเทียนหลงหยุดเดิน เขาหันมาจ้องหน้านางตรงๆ นัยน์ตาคู่นั้นคาดคั้นจนชิงเหยาเริ่มเหงื่อซึม
"ชิงเหยา... ข้ามีเรื่องจะถามเจ้า" เขาพูดเสียงต่ำ "ท่วงท่าที่ข้าใช้เมื่อครู่... มันมิใช่สิ่งที่ชาวนาธรรมดาจะทำได้ แม้แต่ทหารปลายแถวก็มิอาจว่องไวปานนั้น"
เขาเดินเข้าหาคุกคามจนนางต้องถอยหลังไปพิงต้นไม้ "เจ้าบอกว่าข้าคือสามีเจ้า... เจ้าบอกว่าข้าไปรบกลับมา แต่เหตุใดในหัวข้าถึงมีแต่ภาพการเข่นฆ่าที่แสนโหดเหี้ยม ภาพธงรบสีดำ และกลิ่นคาวเลือดที่รุนแรงกว่าสงครามชายแดนทั่วไป?"
เขาใช้มือหนาเชยคางนางขึ้น แรงบีบนั้นหนักแน่นแต่ไม่เจ็บ "เจ้าหลอกลวงอะไรข้าอยู่กันแน่? เจ้าเป็นใคร... และข้าเป็นใครกันแน่?!"
[กริ๊ด! ความแตกไวไปไหมเนี่ย! สายตาคาดคั้นแบบนี้เหมือนกำลังโดนสอบสวนในกรมตำรวจเลย หลินเซียนเอ๊ย... หน้าสิ่วหน้าขวานขนาดนี้ต้องงัดวิชามารออกมาใช้แล้ว!]
ชิงเหยาไม่หลบสายตา นางแสร้งทำเป็นตัวสั่นเทา น้ำตาเม็ดโตเริ่มไหลอาบแก้ม (ซึ่งนางแอบหยิกขาตัวเองจนเจ็บเพื่อเรียกน้ำตา)
"ท่านพี่... ท่านจำไม่ได้จริงๆ หรือเจ้าคะว่าท่านต้องเจอความโหดร้ายเพียงใดในกองทัพพยัคฆ์ทมิฬ? ท่านเป็นรองหมู่ที่ต้องสู้รบเคียงบ่าเคียงไหล่กับความตายทุกวัน... ที่ท่านจำได้แต่เลือดและการฆ่าฟัน เพราะนั่นคือฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนท่านอย่างไรเล่าเจ้าคะ!"
นางโผเข้ากอดเอวหนาของเขาแน่น ซุกหน้าลงกับแผ่นอกที่ยังคงอุ่นซ่าน "ข้าขอโทษที่มิได้บอกความจริงทั้งหมด เพราะข้ากลัว... กลัวว่าถ้าท่านจำได้ ท่านจะกลับไปสู่สนามรบอันโหดร้ายนั่นอีก ข้าแค่อยากให้ท่านเป็นเพียงจ้าวเทียนหลงของข้า... เป็นชาวนาธรรมดาที่อยู่กับข้าและน้องๆ ที่นี่"
จ้าวเทียนหลงชะงักไป ความโกรธเกรี้ยวในใจคลายลงเมื่อสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากร่างเล็กๆ ในอ้อมกอด ความอ่อนโยนที่นางมอบให้ตลอดเจ็ดวันที่ผ่านมาทำให้เขาอยากจะเชื่อคำพูดของนาง
"กองทัพพยัคฆ์ทมิฬงั้นรึ..." เขาพึมพำ ชื่อนี้คุ้นหูเขาอย่างประหลาดแต่มันกลับว่างเปล่า
เขาลูบหัวนางเบาๆ อย่างลืมตัว "ข้าขอโทษ... ข้ามิควรข่มขู่เจ้า ชิงเหยา"
ชิงเหยาแอบยิ้มกริ่มใต้แผงอกเขา
[รอดตายฉิวเฉียด! สกิลการแสดงระดับออสการ์ของฉันยังใช้งานได้ผลแฮะ แต่กองทัพพยัคฆ์ทมิฬนี่ฉันก็มั่วมาจากนิทานที่อาหยางเล่าให้ฟังนะเนี่ย หวังว่าชื่อนี้คงไม่มีจริงหรอกนะ...]
ทว่า ในคืนนั้นเอง... ที่เมืองหลวง มู่หรง รองแม่ทัพแห่งกองทัพพยัคฆ์ทมิฬตัวจริง กำลังก้มมองแผนที่หมู่บ้านตงซานด้วยสายตาคมปลาบ
"พบร่องรอยของท่านแม่ทัพใหญ่จ้าวเทียนหลงแล้ว... เขาอยู่ที่หมู่บ้านตงซาน!"
