บทที่ 1.5
ยืนครุ่นคิดและมองหยวนหรูตรงหน้า โจวเช่อได้แต่ขมวดคิ้วด้วยความเคลือบแครง “ข้ามีเรื่องหนึ่งสงสัย”
“หาเขาพบแล้วกระมัง” ไม่คาดว่านางจะเดาออก
“ท่านจะเป็นคนรู้จักกับเจ้าสำนักฝ่ายธรรมะผู้โด่งดังผู้นั้นได้อย่างไร ในเมื่อเขาตายไปเกือบห้าร้อยปีแล้ว
“ข้าไม่ได้รู้จักเขา แต่ข้าเป็นคนสังหารเขา”
ในยามที่กล่าวน้ำเสียงของนางแฝงเอาไว้ด้วยรังสีอำมหิตจนเขารู้สึกได้ เพียงแต่มันช่างสวนทางกับบุคลิกของเด็กสาววัยสิบสี่ยิ่งนัก
“ช้าก่อน!” โจวเช่อชะงัก “คนที่สังหารเสียนหวงอี้...แซ่ซือถู...นางมารพรรคหงส์เหิน หรือว่าท่านก็คือซือถูชิงหลัน”
หยวนหรูกลอกตา “เจ้าไปได้ชื่อนี้มาจากที่ใด หรือที่บันทึกเอาไว้เป็นเช่นนี้ ซือถูชิงหลันอยากแต่งเข้าตระกูลเสียน นางจะลงมือสังหารเสียนหวงอี้ได้อย่างไรกัน”
โจวเช่อเองก็คล้ายลังเล เขาลอบติดสินบนขันทีผู้หนึ่ง เพื่อให้เขาได้เข้าไปค้นหอจดหมายเหตุของวังหลวง และที่นั่นมีเพียงบันทึกเล่มเดียวที่กล่าวถึงบุรุษนามเสียนหวงอี้
“ช้าก่อน ซือถูชิงหลันมีพี่สาว เสียนหวงอี้เองก็มีน้องชายผู้หนึ่ง เสียน...”
“เสียนหวงเฟิง”
โจวเช่อเองก็คล้ายเพิ่งนึกขึ้นได้ เขามองเด็กสาวตรงหน้าก่อนพยายามนึกถึงเรื่องต่างๆ ที่ได้อ่าน “แต่ในนั้นบันทึกเอาไว้เช่นนั้นจริงๆ ซือถูชิงหลันลงมือสังหารเสียนหวงอี้เพราะนางถูกหลอกใช้ กระทั่งทำให้พรรคมารและฝ่ายธรรมะล่มสลาย สองพรรคใหญ่ไร้ผู้นำ ทำให้ยุทธภพสั่นคลอน”
อา...น้องสาวของนางกับเสียนหวงเฟิงช่างเก่งกาจ
“ในที่สุดนางก็ตาสว่าง นามของข้าไม่มีในจารึกล้วนไม่เป็นไร นามของเสียนหวงเฟิงยิ่งไม่สำคัญให้เอ่ยถึง”
“ท่านหมายความว่าอย่างไร”
“เสียนหวงเฟิงและเสียนหวงอี้ แท้จริงแล้วพวกเขาคือฝาแฝด ข้าสังหารเสียนหวงอี้ต่อมาคิดว่าเขาคงปลอมตัวเป็นพี่ชาย หลังจากที่หลอกล่อให้น้องสาวของข้าสังหารข้า คนอย่างเสียนหวงเฟิงคงไม่จริงใจกับผู้ใด น้องสาวผู้โง่งมของข้าคงรู้เรื่องนี้ต่อมา ดังนั้นนางจึงลงมือสังหารเขา” หยวนหรูแค่นหัวเราะแต่กลับไม่รู้สึกขัน
“ช่างเถิด ข้าล้วนไม่ติดค้างผู้ใด คิดแค้นไปแล้วอย่างไรเล่า ในเมื่อคนก็ล้วนตายไปแล้ว” นางถอนหายใจออกมา
“ผู้อาวุโส” โจวเช่อมีท่าทีอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด เขาเชื่อในสิ่งที่นางกล่าวอย่างไม่ต้องสงสัย
เห็นท่าทีของเขาหยวนหรูก็กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “อาจารย์ของเจ้าถูกฝังอยู่ที่ใด”
“เมืองฉงชิ่ง”
“คุกเข่าไปทางนั้น” นางสั่งและเขาก็ทำตามด้วยใบหน้างงงัน “คารวะเขา พร้อมกับบอกเขาว่าวันนี้เจ้าจะรับอาจารย์อีกคน คนที่จะช่วยเจ้าแก้แค้น ไม่ลุล่วงไม่เลิกรา”
โจวเช่อชะงักงันไปครู่ใหญ่ เขาเงยหน้าขึ้นจ้องใบหน้าอ่อนเยาว์ของหยวนหรู แต่เมื่อมองเห็นแววตาเรียบเฉยดุดัน เขาก็ตัดสินใจได้ในทันที
“เอาละคุกเข่าให้ข้า พร้อมกับกล่าวสาบาน”
เขาทำตามอย่างว่าง่าย
“เพลงกระบี่และเคล็ดวิชาที่ข้าสอนให้ เจ้าไม่อาจส่งมอบให้ผู้อื่นทั้งยังไม่อาจรับศิษย์ แต่หากเจ้ามีทายาทที่เป็นสายเลือดของเจ้าเอง ไม่ว่าหญิงหรือชาย เจ้าสามารถส่งต่อให้เขา เช่นสมบัติที่ตกทอดของตระกูล”
โจวเช่อตกตะลึง “ท่าน...พูดจริงหรือ”
“ข้ายังพูดไม่จบ”
“ขอรับ”
“แต่เจ้าไม่อาจเอ่ยถึงนามของข้าแม้ครึ่งคำ หากผู้ใดถามเจ้าก็บอกว่าอาจารย์ผู้ล่วงลับผู้นั้นเป็นคนสอนให้เจ้า เรื่องทั้งหมดระหว่างเจ้ากับข้าต้องเก็บเป็นความลับห้ามแพร่งพราย”
“ข้าน้อยทราบแล้ว”
“ศิษย์ทราบแล้ว” นางแก้ให้เขา
“ขอรับอาจารย์ ศิษย์ทราบแล้ว”
หยวนหรูพยักหน้า “ข้าไม่อาจใช้วิธีอื่น นอกจากเจ้าต้องแสดงถึงความจริงใจให้ข้าเห็น ข้าให้เจ้าคุกเข่ารับข้าเป็นอาจารย์เพราะเล็งเห็นว่าเจ้าเห็นอาจารย์ของเจ้าสำคัญกว่าชีวิต เจ้าเดินทางเข้าเมืองอู่โจวไม่ใช่เพื่อตนเอง แต่เพื่อแก้แค้นแทนอาจารย์ ดังนั้นข้าจึงเลือกที่จะเชื่อใจเจ้า”
แต่หากไม่นางก็มีวิธีกำจัดเขา และหวังว่านางคงไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น!!!
“ต่อหน้าผู้อื่นข้าจะปฏิบัติต่อเจ้าเหมือนเจ้าเป็นอาจารย์ ทั้งนี้ก็เพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจเช่นนั้น แต่หากไม่มีผู้ใดโดยรอบเรื่องนั้นแล้วแต่เจ้า”
ความหมายก็คือผู้อื่นต้องมองว่าที่นางเก่งกาจราวกับไม่ใช่เด็กสาววัยสิบสี่ปี ทั้งนี้ก็เพราะได้โจวเช่อสั่งสอน แต่หากยามลับหลังผู้อื่น นางจะเป็นอาจารย์ที่คอยสอนเคล็ดวิชาและเพลงกระบี่ เพื่อให้เขาได้มีโอกาสแก้แค้น
“ยังมี...การจะหาวิธีแก้แค้นนั้น จะต้องเกิดขึ้นหลังจากข้าได้ขึ้นเป็นผู้นำตระกูลหยวนแล้วเท่านั้น”
“ศิษย์ทราบแล้วและน้อมรับคำสั่งสอนจากอาจารย์ ขออาจารย์รับการคารวะจากศิษย์”
บุรุษวัยยี่สิบสี่ทั้งยังฝีมือเก่งกาจ กำลังคุกเข่ากราบเด็กสาววัยสิบสี่ที่ยังไม่ปักปิ่นเป็นอาจารย์ เรื่องเหลวไหลเช่นนี้เรียกได้ว่าหากยากยิ่ง ถึงอย่างนั้นก็มิใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
หยวนหรูพยุงเขาลุกขึ้น
“ลุกขึ้นเถิด ต่อจากนี้ทุกวันหลังยามอิ๋น หลังจากเสร็จสิ้นงานที่เจ้าได้รับมอบหมาย เจ้ามาหาข้าที่เรือนหลังแห่งนี้เพื่อฝึกกระบี่ ระวังด้วยอย่าให้ใครเห็นหรือระแคะระคาย ที่นี่ปลอดภัยเพราะไม่มีใครรบกวน ส่วนเรื่องซุนเอ๋อร์เจ้าก็ไปจัดการก่อนมาหาข้า จะอย่างไรให้นางรู้น้อยที่สุดเป็นดี”