บทที่ 1.4
‘เพราะอะไร’ จำได้ว่าหลังจากถูกน้องสาวแท้ๆ วางยาพิษในทุ่งดอกสือซว่าน นางมองอีกฝ่ายที่น้ำตานองด้วยสายตาผิดหวัง
‘เพราะเขารักท่านไม่ใช่ข้า ขอเพียงในโลกนี้ไม่มีท่าน เขาก็จะหันมามองข้า’
อา...เป็นคำตอบที่ทำร้ายนางกว่าที่คิด
‘เด็กโง่’ นางยังคงมีใจห่วงใยผู้อื่น ทั้งที่ตัวเองล้มลงนอนแผ่บนพื้น เบื้องล่างมีเพียงกอสือซว่านรองรับ ‘เขาเพียงหลอกใช้เจ้าเท่านั้น ต่อไปไม่มีพี่ใหญ่คุ้มครองดูแล เจ้าก็...รักษาตัวด้วย’
ทุกอย่างพร่าเลือนกระทั่งดับวูบลง กระนั้นเมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง นางกลับพบว่าวันเวลาผ่านไปถึงห้าร้อยปี และนางมิใช่ซือถูชิงหลิง แต่กลับตื่นขึ้นมาในร่างของเด็กน้อยหยวนหรู เด็กที่คนตระกูลหยวนต่างก็ทอดทิ้ง
แม้มีฮูหยินผู้เฒ่าคอยให้การช่วยเหลืออย่างลับๆ ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าลับหลังฮูหยินผู้เฒ่า นางจะได้รับการเอาใจใส่ อย่างที่คุณหนูตระกูลใหญ่ผู้หนึ่งสมควรได้รับ
หลังจากฟื้นคืนนางพบว่าเด็กน้อยคนนี้อาภัพนัก แม้ไม่ต้องทำงานหนักอย่างบ่าวไพร่ แต่ก็ต้องทำทุกอย่างในเรือนพักซอมซ่อด้วยตัวเอง
ยังดีหน่อยที่หลังจากล้มป่วยหนัก กระทั่งนางเข้ามาอยู่ในร่างนี้ ฮูหยินผู้เฒ่าจึงตระหนักว่านางละเลยหลานสาวผู้น่าสงสารคนนี้นานเกินไป ดังนั้นจึงส่งสาวใช้เข้ามาคอยดูแล แต่ก็ยังคงไม่ทันเวลา เพราะหยวนหรูคนเดิมนั้นจากไปแล้ว
สาวใช้คนแรกถูกส่งมาแต่ก็อยู่รับใช้นางได้ไม่นาน เพราะอีกฝ่ายเห็นว่านางคือคุณหนูที่ถูกทอดทิ้ง ดังนั้นจึงละเลยนางเช่นกัน โดยหารู้ไม่ว่านางในตอนนี้ไม่ใช่หยวนหรูคนเดิม ประจวบเหมาะกับคุณชายห้าตระกูลหยวนรู้สึกเบื่อ กระทั่งเข้ามายังเรือนหลัง หมายจะรังแกนางซึ่งเป็นทายาทที่ตระกูลหยวนต่างก็รังเกียจ
ในตอนที่กำลังวิ่งหลบหนี นางจงใจพาคุณชายห้าไปยังจุดที่สาวใช้คนนั้นอยู่ ตีเขาจนขาหัก ผลักสาวใช้ผู้นั้นล้มทับท่อนขาเขาอีกที จากนั้นนั่งลงตัวสั่นงันงกและชี้มือไปยังสาวใช้ผู้นั้น ทั้งที่ล่วงรู้อยู่แล้วว่าโจวเช่อเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
นางไม่อาจฝึกยุทธ์ เพราะเจ้าร่างน้อยนี้ช่างอ่อนแอ แม้คล่องแคล่ว แต่ไม่ว่าพยายามอย่างไรก็ยังไร้ลมปราณ และกำลังภายใน
กระนั้นนางกลับมีความคล่องแคล่วว่องไว รวมไปถึงนางจดจำเพลงกระบี่ และท่วงท่าหมัดมวยได้ เรื่องเล่นงานเด็กชายวัยสิบสี่สิบห้า กับสาวใช้อ่อนแอผู้หนึ่ง จึงไม่เป็นอุปสรรคแต่อย่างใด
ก่อนลงมือนางวางแผนและลอบสังเกตผู้คนอยู่หลายวัน กระทั่งบังเอิญได้ยินสาวใช้ซุบซิบกัน โจวเช่อชอบพอกับสาวใช้ข้างกายฮูหยินผู้เฒ่า และโจวเช่อก็คือผู้คุ้มกันหัวหน้าตระกูลหยวนที่มีฝีมือคนหนึ่ง
นางเองก็เคยเป็นชาวยุทธ์ ดังนั้นจึงสนใจในตัวคนคุ้มกันผู้นี้ แผนการทุกอย่างถูกวางเอาไว้ ผู้ฝึกยุทธ์ย่อมมองออกว่ากระบวนท่าที่นางใช้เล่นงานคุณชายห้านั้นไม่ธรรมดา เสียก็แต่นางไม่มีกำลังภายใน การจู่โจมจึงค่อนข้างอ่อนแอ แต่ก็เหมาะแล้วเพราะนางไม่ได้หมายใจจะสังหารผู้ใด
ค่ำคืนของวันที่เกิดเรื่อง นางจงใจรอคอยการมาเยือนของโจวเช่อ และเขาก็ไม่ทำให้นางผิดหวัง นางเดินออกไปยังลานหน้าเรือนซอมซ่อของเรือนหลังจวนตระกูลหยวน โยนท่อนไม้ไผ่ที่ตนลงมือเหลากับมือ
‘ห้ามใช้กำลังภายใน’ นางต่อรอง
โจวเช่อเองแม้รับท่อนไม้ไผ่ไปแต่กลับยืนมองหน้านางอย่างงงงัน
‘มิใช่สงสัยหรือว่าข้าทำอย่างไรให้คุณชายห้าขาหักโดยไม่มีใครสงสัย’ นางยิ้มที่มุมปาก ‘ยั้งมือด้วย’ นางกล่าวพร้อมกับจับด้ามกระบี่ไม้ไผ่แน่น จากนั้นก็พุ่งตัวเข้าจู่โจมโจวเช่อ
ความคล่องแคล่วรวดเร็ว รวมไปถึงกระบวนท่าทีพิสดาร ทำให้โจวเช่อได้แต่ลอบตื่นตระหนก จริงอยู่นางไม่อาจเอาชนะเขาได้ เพราะนางไร้ความแข็งแกร่งและไร้ลมปราณ
ถึงอย่างนั้นคนที่สามารถต้อนเขา จนเกือบพลั้งมือใช้กำลังภายในหลายครั้ง กลับเป็นเพียงเด็กสาววัยสิบสี่ ทั้งยังเป็นคุณหนูเจ็ดตระกูลหยวนผู้อ่อนแอในวันวาน
ไม่นานเขาก็เป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำดังคาด กระบี่ไม้ไผ่ของหยวนหรูจ่อลงไปยังขั้วหัวใจของเขา โดยที่กระบี่ในมือของเขาทำได้เพียงหยุดอยู่ที่หัวไหล่ของนางเท่านั้น
‘เพลงกระบี่ของเจ้าอ่อนด้อยจนเกินไป กระบี่ก็เบาจนเจ้าไม่อาจกะน้ำหนักให้เหมาะสม เจ้าต้องหากระบี่ใหม่ กระบี่ที่เหมาะกับเพลงกระบี่ตระกูลซือถู’
ชายหนุ่มขมวดคิ้วมองนางราวกับมองคนเสียสติ แต่นางกลับไม่สะทกสะท้าน ‘ให้เวลาเจ้าใคร่ครวญสามวัน หากตัดสินใจว่าจะเป็นคนของข้า ให้มาหาข้าเวลาเดียวกันนี้ หากไม่ก็ถือเสียว่าเราไม่เคยพบและไม่รู้จักกัน’
‘ทำไมข้าต้องทำเช่นนั้น’
‘ห้าร้อยปีก่อนเคยมีพรรคใหญ่พรรคหนึ่ง นามนั้นคือหอกระเรียนหยก บุรุษที่เคยเป็นหัวหน้าพรรคนามว่าเสียนหวงอี้’
‘เขาเป็นใคร’
‘เอาเป็นว่าข้ารู้จักเขา ขอเพียงเจ้าหาประวัติของเขาพบ การจะรู้จักข้านั้นไม่ยาก’