บทที่2
แน่ละว่า ปริญ รีบตอบรับคำเชิญชวนโดยทันที ชายหนุ่มยิ้มกรุ่มกริ่มด้วยแผนการร้ายที่มีอยู่ในความคิดของเขา ออกทริปครั้งนี้ นับว่าเป็นโอกาสดีที่เขาอาจจะได้รวบหัวรวบหางและสานสัมพันธ์อย่างจริงจังกับแม่สาวงามข้างบ้าน ที่เขาแอบชื่นชอบมานานเสียที
และเพื่อไม่ให้เกิดการขวยเขิน ปริญ จึงเอ่ยปากชวนหนุ่มรูปหล่อนามว่าศักดา ซึ่งเป็นเพื่อนซี้ที่ทำงานที่เดียวกับเขามาด้วย
"แกจะให้ฉันไปร่วมทริปตามจีบหญิงกับแกเนี่ยนะ แล้วฉันจะได้อะไรว่ะ?"
ศักดาวางช้อนอาหารที่ถือไว้ในมือแล้วเอ่ยปากถามขึ้นมาทันทีที่ได้ยินคำเชิญชวนจากเพื่อนรัก ความคิดที่จะไปเที่ยวค้างอ้างแรมโดยไม่ได้วางแผนเอาไว้ก่อนล่วงหน้า ไม่เคยมีมาก่อนสำหรับหนุ่มเจ้าระเบียบแบบเขา
"ก็ได้เที่ยวงัยเพื่อน เที่ยวอย่างเดียวโดยไม่ต้องออกอะไรแม้แต่บาทเดียว ทุกอย่างฉันจะเปย์ให้แกเอง"
ฐานะทางบ้านของปริญค่อนข้างมีอันจะกินเลยทีเดียว ครอบครัวของเขามีธุรกิจส่วนตัว และเปิดบริษัทเป็นของตนเอง พ่อของเขาเป็นประธานใหญ่ในบริษัท โดยพี่สาวและพี่ชายของเขา ร่วมกันดูแล เขาเป็นผู้ถือหุ้นร่วมอยู่ด้วย แต่เขาไม่ขอเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในทีมบริหาร เพราะความรักอิสระและไม่อยากถูกบังคับจากครอบครัวของเขานั่นเอง
"ทุกอย่างเลยเหรอว่ะ ไอ้นี่ท่าทางจะเอาจริงแฮะ "
ศักดามองหน้าปริญไปมา เมื่อสังเกตเห็นแววตาจริงจังและท่าทางขึงขังของเพื่อน เขาจึงยอมอ่อนตาม
"เออๆ เอางั้นก็ได้ แต่เอาเป็นว่า แกไม่ต้องมาเปย์มาเปอร์อะไรฉันหรอก แค่อย่าให้ฉันต้องทำอะไรที่มันผิดศีลธรรมก็พอ"
ศักดา เป็นเพื่อนร่วมรุ่นของปริญ เขาทั้งคู่ทำงานที่ธนาคารเอกชนแห่งหนึ่ง หน้าที่การงานค่อนข้างดีทีเดียว ศักดาเป็นชายหนุ่มที่มีบุคลิกนิ่งเงียบ ออกไปทางขรึมไม่ชอบพูดเยอะ และค่อนข้างจะธรรมะธัมโมบ้างเล็กน้อย ซึ่งต่างกันคนละขั้วกับ ปริญที่ลักษณะเป็นคนค่อนข้างจะเจ้าชู้ แต่ทำตัวนิ่งเงียบ สร้างภาพให้ตัวเองดูเป็นคนน่าเชื่อถือ แต่หากสายตาจะแพรวพราวขึ้นมาทันทีที่เห็นสาวต้องตา
และแล้วก็ถึงที่หมายจนได้ -- ได้เวลาเรือเข้าจอดเทียบท่าปลายทาง ทำเอากลุ่มนักท่องเที่ยวผู้มาเยือนตื่นเต้นตาค้าง เพราะชื่นชมกับทัศนียภาพและความงามของหาดทรายสีขาว ที่ทอดยาวสุดลูกหูลกตา รวมทั้งบรรยากาศ ของธรรมชาติโดยรอบ ก็พาให้สดชื่นจนลืมความกระอักกระอ่วนของการเดินทางเมื่อครู่ไปจนหมดสิ้น
--ทั้งหมดพากันเดินขึ้นจากเรือ สัมพาระที่มีพอที่จะพักผ่อนเพียงสองคืนสามวันเท่านั้น นิรินผู้เรียบง่าย จึงไม่ได้ใส่ใจเรื่องเครื่องแต่งตัวมากนัก เพราะที่นี่คือทะเล และเสื้อผ้าที่เธอเตรียมมาจึงค่อนข้างที่จะเล็กน้อยและไม่มีอะไรที่หวือหวา
ทุกคนหันไปมองหนูส้มเป็นตาเดียวกัน เพราะเธอขึ้นเรือช้ากว่าคนอื่น ๆ เนื่องจากสัมพาระมากมายหลายกระเป๋าที่เธอขนมาด้วย รั้งการเคลื่อนไหวของเธอเอาไว้นั้นเอง
"หึ!! มาเที่ยวทะเล เที่ยวป่าเที่ยวเขา ไม่ใช่มาเดินห้างเดินแคทวอร์คนะแก ถึงได้เตรียมมาเต็มที่ซะขนาดนี้เนี่ย!"
พิตตี้อดไม่ได้ที่จะห้ามปากตัวเองไม่ให้กัดจิกยัยหนูส้ม เมื่อเห็นกระเป๋าใบใหญ่ ถึงสองสามใบที่กองอยู่ตรงหน้าของเธอ
"โอ๊ยแก! เลิกแขวะเลิกกัดฉันสักทีจะได้มั๊ย แล้วมาช่วยฉันยกของหน่อยสิ นะ นะ"
หนูส้มหันมาทำตาค้อนใส่พิตตี้แต่ก็ไม่วายจะรีบเปลี่ยนเป็นแววตาออดอ้อนแทบจะทันที เพราะหากให้เธอขนเพียงคนเดียวทั้งหมด คงดูตลกและทุลักทุเลเต็มทน
"หืม!! ม่ายอะ ไม่เอาดีกว่า เดี๋ยวกล้ามแขนฉันเด้งขึ้นมาจะทำยังงัย อุตส่าห์รักษากล้ามเนื้อแทบตาย จะให้มาพังเพราะกระเป๋าแกเนี่ยนะ ไม่มีทาง!"
พิตตี้แกล้งเดินเชิดหน้าออกไป อย่างไม่ใยดี นิรินมองหน้ายัยหนูส้ม แล้วนึกสงสาร เพราะเพื่อนของตนเองกำลังลำบาก เธอจึงอาสาช่วยลากกระเป๋าให้ ปริญเห็นดังนั้นก็รีบปรี่เข้ามาช่วยยกทันที
"โอ๊ะ!! ให้ผมช่วยเถอะนะครับน้องริน"
"แหม เรียกซะสนิทสนมเลยนะคะ กับส้มทำไมไม่เรียกแบบนี้บ้าง"
หนูส้มไม่วายจะทำท่าแง่งอนใส่ผู้ชายที่เธอหมายปองอยู่ฝ่ายเดียว
ปริญยังคงไม่ละสายตาคมออกจากใบหน้านวลของนิริน ชายหนุ่มจึงมองไม่เห็นท่าทีที่ยัยหนูส้มชะม้อยชะม้ายชายตาให้กับเขา จะมีก็เพียง แต่ศักดาเพื่อนชายของเขาเท่านั้น ที่พอจะมองออกอยู่บ้างว่ายัยหนูส้มกำลังให้ท่าปริญอย่างโจ่งแจ้ง
