บทที่1 ตอนที่ยังไม่ได้ตั้งชื่อ
"…นั่งเถอะ รอกินข้าวด้วยกัน” หานป๋อถอนหายใจออกมาพร้อมกล่าว
30 นาทีต่อมา มันเป็น30นาที ที่สองพ่อลูกคู่นี้เอาแต่นิ่งเงียบ พวกเขากระทำเพียงแค่นั่งรอ หานอ้ายเหม่ย อยู่บนโต๊ะกินข้าวเงียบๆแต่เพียงเท่านั้น
“ท่านพ่อ…ลูกคิดว่าจะไปอยู่กับท่านปู่ขอรับ…” หานซิ่นเงยหน้าขึ้นมองหน้าพ่อของตนเองพร้อมพูดสิ่งที่ตนเองคิด
???
"...ท่านปู่?…งั้นเหรอ…ถ้าเจ้าตัดสินใจแล้วพ่อก็จะไม่ห้าม อยู่ที่นั้นเจ้าอาจจะมีความสุข…มากกว่าอยู่ที่นี่เป็นแน่" หานป๋อยื่นมือเข้าไปจับไหล่ของลูกชายตัวเองเบาๆ เขาคงได้แต่เชื่อมั่นในการตัดสินใจของลูกตนเองแล้ว
“บางที..ลูกอาจไม่เหมาะที่จะใช้ชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่ ชีวิตที่มีแต่ทุ่งหญ้าอาจจะเหมาะกว่าแล้วสำหรับลูก” หานซิ่นกล่าวพร้อมกับมโนภาพที่ตนเองทำลังนอนอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้าเบาๆ
"หานซิ่นเอ้ย.. วาสนาของคนเรานั้นไม่เท่ากัน นั่นส่งผลให้การใช้ชีวิตของคนเราจึงต่างกัน…พ่อหวังว่าลูกจะเข้าใจความหมายของประโยคแบบนี้เข้าในสั-…."
“เข้าใจอะไรของท่านกัน? นี่ข้าแต่งงานกับพ่อครัว หรือว่ากับจอมปราชญ์กันแน่ คำพูดของท่านมันช่างมีเหลืออยู่มากมายนัก” หานอ้ายเหม่ยเดินพรวดเข้ามาพร้อมกับอาหารเย็น
"อ-แฮ่ม! เอ่อ…ข้ากำลังสอนลูกชายของข้าอยู่ แม่ศรีเรือนที่อยู่ดูแลบ้านและทำอาหารอย่างเจ้าจะไปเข้าใจกระไร" หานป๋ากอดอกตนเอง พร้อมกับแสดงท่าทางอย่างกับใช้ชีวิตมาอย่างคุ้มค่ามากนัก
ตึง!
“ฮื่ม! เวลาท่านไปทำงานที่ตระกูล ท่านก็ไปดูแลครัว ทำอาหารให้เขากินมิใช่เหรอ? แตกต่างกับข้าตรงไหนกัน!” หานอ้ายเหม่ยวางจานข้าวเสียงดัง
"น-นี่มัน…เอ่อ…กินข้าวกันเถอะนะ" หานป๋อได้แต่ยิ้มหน้าเจื่อน เขารีบยืนมือไปหยิบจานข้าวมาแจกจ่ายทุกๆคน
"ท่านพ่อ ให้ข้าช่วยท่านนะ" หานซิ้นยิ้มแย้มขึ้นมาอีกครั้งหลังจากที่กลับมาถึงบ้าน อย่างน้อยเขาก็ยังเหลือครอบครัวที่ยืนอยู่เคียงข้างเขา
เช้้าวันถัดมา
ยามเช้า หานซิ่นและครอบครัวยืนอยู่หน้าบ้านพร้อมหน้า
"ลูกพ่อ เจ้าแน่ใจนะว่าไปด้วยตนเองได้ ยังจำเส้นทางจากนี่ไปยังหมู่บ้านที่ปู่เจ้าอาศัยอยู่ได้ใช่ไหม?" หานป๋อลังเลอยู่เล็กน้อย ก่อนที่จะยื่นกระเป๋าผ้าให้กับลูกชายของตน
“ท่านพ่อโปรดสบายใจ เพียงแค่เรื่องแค่นี้ หากข้ายังต้องให้ท่านพ่อไปส่ง ข้าก็คงไม่มีทางที่จะโตเป็นผู้ใหญ่เสียที” หานซิ่นส่ายหน้าปฎิเสธ
“ลูกแม่ ถ้าหากว่าท่านปู่ใช้งานเจ้าหนักหนาเกินกำลัง เจ้าจงเขียนจดหมายมาบอกแม่นะ แม่คนนี้จะรีบเดินทางไปปกป้องเจ้า" หานอ้ายเหม่ยร้องไห้ออกมาไม่ยอมหยุด นี่อาจเป็นครั้งแรกที่นางจะต้องออกห่างจากลูกชายของตนนานขนาดนี้
“ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกท่านรักษาตัวด้วย ลูกขอไปก่อน” หานซิ่นยิ้มแย้มแทนคำตอบ เขาล่ำลาครอบครัวอยู่สักพัก ก่อนที่จะขอลาออกเดินทาง
ต้องท้าวความก่อนว่า โดยปกตินั้น หานซิ่นนั้นจะพักอาศัยอยู่กับพ่อแม่ของตนเองในตระกูลหาน ซึ่งตระกูลหานนั้นจัดว่าเป็นตระกูลใหญ่ในเมืองฮั่นโจ พื้นที่ 1 ใน 5 ของเมืองนั้นจัดว่าเป็นอาณาเขตของตระกูลหานก็ว่าได้ เนื่องจากสมาชิกที่มีอยู่ถึง 5000 คนในตระกูล การที่จะแตกแขนงอำนาจของตนเองไปให้ทั่วทั้งเมืองก็คงจะไม่ใช่เรื่องยาก
ตึก ตึก ตึก
! ซุบซิบๆ
หานซิ่นเดินไปตามตรอกซอยต่างๆเพื่อที่จะออกไปจากตระกูล แต่ก็ยังไม่แคล้วที่จะเป็นเป้าสายตาคนในตระกูลที่พากันนินทา ถึงแม้ว่าเรื่องเมื่อวานหานซิ่นจะผ่านมันมาได้แล้ว แต่วันนี้เขาก็ยังจะต้องมาพบเจอเรื่องแบบนี้อีก
‘ข้าควรที่จะเร่งฝีเท้าให้ไวขึ้น ยิ่งข้าเดินอยู่แถวนี้นานเท่าไหร่ มันก็จะมีแต่ทำให้ข้ารู้สึกแย่ลง’ หานซิ่นเริ่มเดินไวขึ้น มันอยากที่จะรีบออกไปให้พ้นๆประตูของตระกูลหานเสียที
ตึก ตึก ตึก
!!!
พรึบ พรึบ
“หานซิ่น! นี่เจ้าจะรีบไปที่ใด?” เดินทางไปได้เพียงแค่ครึ่งทาง กลุ่มเด็กหนุ่ม 5 คนเมื่อวานที่ลุมล้อมหานซิ่นเอาไว้ก็ปรากฎตัวขึ้นมาขวาง พวกมันทั้งหลายรีบล้อมหานซิ่นเอาไว้
“หลีกทาง ข้ากำลังรีบ” หานซิ่นสูดหายใจเข้าลึกเพื่อที่จะควบคุมสติของตน
“ดูเจ้าเร่งรีบมิใช่น้อย จะรีบไปที่ใดกัน เจ้าคงลืมแล้วกระมังว่าเมื่อเย็นวาน พวกเราได้นัดกันไว้แล้ว เหตุใดเจ้าถึงได้กระทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเล่า?” หานเจียงกล่าวออกมาพร้อมกับรอยยิ้ม ถ้าหากว่ามันไม่ให้คนของมันมาเฝ้าดักรอหานซิ่นเอาไว้ล่ะก็ ไม่รู้ว่าอีกนานเท่าใดมันถึงจะได้เจอหานซิ่นอีกหน
“เจ้าเรียกให้ข้าไป แล้วข้าต้องไปด้วยอย่างงั้นเหรอ หลีกทางไป! ข้ากำลังรีบ!” หานซิ่นพยายามที่จะฝ่าวงล้อมออกไป แต่ก็ไม่สามารถที่จะกระทำได้
ตุบ! โอ้ย!
“เรื่องมาถึงขึ้นนี้แล้วเจ้าก็ยังจะปากดี ข้าได้ข่าวว่าตอนนี้ไม่มีใครในตระกูลที่พูดคุยกับเจ้าแล้วนี่ เจ้าควรที่จะดีใจนะที่ยังเหลือพวกข้าอยู่ ”เด็กชายคนหนึ่งผลักหานซิ่นลงไปกระแทกกับพื้นอย่างแรง มันชี้หน้าพร้อมพูดกระแทกเข้าใส่หานซิ่นอย่างรุนแรง
ใช่ ใช่ เจ้าควรภูมิใจนะ
ใช่แล้ว! ใช่แล้ว!
เด็กหนุ่มคนอื่นๆที่ได้ยินเช่นนั้นก็ต่างหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน พวกมันทุกคนล้วนเห็นด้วยกับเด็กหนุ่มคนที่กล่าว
‘วันนี้เป็นวันที่ข้าต้องจากกับตระกูล จากกับท่านพ่อและท่านแม่ ฟ้ายังจะส่งคนมากลั่นแกล้งข้าอีกอย่างงั้นเหรอ พวกท่านต้องการที่จะทดสอบอะไรข้ากันแน่…’ หานซิ่นถึงแม้ว่าจะโดนว่ากล่าวอะไรก็ยังคงอดกลั้น ไม่ได้แสดงท่าทีว่าจะโมโหหรือว่าไม่พอใจ
"พวกเจ้า..ไม่สิ…พวกท่านให้ข้าผ่านไปเถอะ ข้ามีร่างกายอ่อนแอถึงเพียงนี้ การรังแกก็ไม่ต่างกับเชือดหมูรังแกหมา พวกเจ้าเป็นอนาคตของตระกูล ลดตัวมาคลุกคลีอยู่กับคนอย่างข้ามันจะแย่เอาได้นะ" หานซิ่นปั้นหน้ายิ้มแย้ม มันกล่าวประจบประแจงเด็กคนอื่นๆ
“…น-นี่….” เด็กหนุ่มคนอื่นๆเมื่อได้รับคำชมเช่นนั้นก็เหมืือนเริ่มที่จะคล้อยตาม พอเริ่มคิดตามก็เหมือนจะเชื่อว่าหานซิ่นนั้นพูดถูก แม้แต่หานเจียงก็ยังไม่เว้น..
"เจ้าอยากที่จะผ่านไปให้ได้จริงๆเหรอ?" เมื่อได้รับคำชมก็เหมือนจะใจอ่อน หานเจียงกล่าวถามย้ำหานซิ่นอีกครั้ง
“ใช่แล้ว” หานซิ่นพยักหน้าและยิ้มให้
ฟึบ!
"ถ้าเจ้าอยากที่จะไปให้ได้ล่ะก็…..ลอดหว่างขาของข้าผ่านไปสิ" หานเจียงคลี่ขาทั้งสองข้างของตนเองออก ทำเอาคนอื่นที่ได้ยินถึงกับต้องหัวเราะลั่น
ใช่! ใช่! ลอดไปเลยสิ
ถ้ารอดไป ต่อไปพวกข้าจะไม่ยุ่งกับเจ้าอีก
ถ้ามันกล้าทำ ก็เกรงว่าจะกลายเป็นพวกหน้าตัวเมียแล้ว
เกิดเป็นลูกผู้ชายอกสามศอก จะมีสักคนที่กล้าลดศักศรีของตนเองลงมากเพียงนี้ บางคนยอมที่จะตายเสียดีกว่า ที่จะต้องเสียซึ่งศักดิ์ศรีของตนเอง
ฟรึบ!
"ได้สิ"
หานซิ่นรีบก้มลงพื้น คลานรอดหว่างขาของหานเจียงโดยไม่ลังเล
!!!!?
มันรอดจริงๆด้วย
ยังจะเป็นกล้าเป็นลูกผู้ชายอยู่อีกเหรอเนี่ย
เจ้าควรที่จะกลับไปนุ่งกระโปรงซะนะ
"ข้ารอดหว่างขาของท่านแล้ว ข้อขอตัวลา" หานซิ่นยกมือขึ้นมาคำนับเด็กพวกนี้อย่างกับเจอผู้อาวุโส มันขอตัวจากลาออกมาทันที โดยที่ไม่คิดว่าจะกล่าวอะไรเพิ่ม
“นี่เจ้า..ไม่มีศักศรีของตนเองบ้างเลยเหรอ?” หานเจียงและคนอื่นๆแปลกใจไม่น้อย พวกมันนึกว่าจะมีอะไรที่น่าสนุกมากกว่านี้เสียอีก พวกมันกระทำได้เพียงแต่ยืนมองหานซิ่น เดินเท้าจากไปยังหน้าประตูของตระกูลหานในที่สุด
‘ศักครีสำคัญกับลูกผู้ชายมากงั้นเหรอ? นั้นมันสำหรับลูกผู้ชายที่เป็นจอมยุทธิ์ต่างหาก หาใช่เด็กน้อยที่ร่างกายอ่อนแอเช่นข้า’
‘เกิดเป็นลูกผู้ชาย ควรที่จะยืดได้หดได้’
‘นี่ต่างหากที่เป็นหลักการยึดถือของหานซิ่นผู้นี้!!!’
หานซิ่นเดินผ่านประตูหานออกมายังข้างนอก มันไม่รู้สึกแย่ที่ลดตัวลงไปคลานกับพื้นเลยแม้แต้น้อย จะมีศักศรีไปเพื่ออะไร ถ้าหากว่าไม่มีกำลังที่จะปกป้องมัน…
3 เดือน ผ่านไป…
บนเส้นทางที่ห่างใกล้จากความเจริญ หันไปมองทางไหนก็จะมีแต่เห็นทุ่งนารอบๆทิศ และบนเส้นทางระหว่างทุ่งนาทั้งสองข้างนั้น มีรถม้าที่กำลังขนฟางหญ้าเดินทางอยู่
กุบกับ กุบกับ กุบกับ
“เจ้าหนุ่ม….เจ้าหนุ่ม…..พวกเราจะถึงกันแล้วนะ…” ชายแก่คนหนึ่งกำลังควบรถม้าที่กำลังขนฟางหญ้า เขากล่าวขึ้นมาพร้อมกับหันหน้าไปมองเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่นอนอยู่บนฟาง
อือ~~
“ถึงแล้วเหรอขอรับ ช่างเป็นการเดินทางที่ยาวนานที่สุดสำหรับข้าจริงๆ” หานซิ่นบิดขี้เกียจเล็กน้อยก่อนที่จะลุกขึ้นมา มันหันหน้าขึ้นไปมองเบื้องหน้า ที่เริ่มจะปรากฎหมูบ้านเล็กๆให้ชัดในสายตาอยู่ริบๆ
ตลอดระยะเวลาสามเดือนที่ผ่านมา หานซิ่นพยายามจดจำเส้นทางที่คุ้นเคยเดินทางตามลำพัง มันอาศัยโบกรถม้าข้างทางเพื่ออาศัยร่วมทางมาเป็นช่วงๆ นอนกลางดิน กินกลางทาง รู้สึกตัวอีกทีก็เดินทางมาถึงหมู่บ้านเจียจิงเสียแล้ว
มันไม่ง่ายเลยสำหรับการเดินทางเพียงลำพังของเด็กอายุ 14 ปี
กุบกัม กุบกัม กุบกัม
ฮี๊~~ กุบกัม
เพียงไม่นาน รถม้าก็เดินทางมาถึง มันหยุดเดินที่หน้าปากทางเข้าของหมู่บ้าน
"การเดินทางก็เหมือนกับการใช้ชีวิต ถ้ายังหนุ่มยังแน่นอยู่ ก็จงใช้ให้คุ่มค่าซะเถอะนะ! " ชายแก่คนนั้นลูบเคราของเขาพร้อมกับหัวเราะออกมาเบาๆ
“ข้าเป็นหนี้พระคุณผู้อาวุโสแล้ว ไม่รู้ว่าจะชดใช้ความเมตตาของผู้อาวุโสอย่างไรดี ” หานซิ่นยกมือขึ้นคำนับขอบคุณอย่างจริงใจ
ฮี๊~ กุบกัม กุบกัม
“ผู้อาวุทรง อาวุโสอะไรกัน ข้าเป็นเพียงชาวนาผู้หนึ่งที่ผ่านทางนี้ก็เท่านั้น การมีเพื่อนร่วมทางไปด้วยไม่ใช่เรื่องที่ดูแย่อะไร” ชายแก่คนนั้นยิ้มให้กับหานซิ่นอย่างอ่อนโยน เขาควบม้าเบาๆให้เดินทางต่อไปยังทางข้างหน้า "
หานซิ่นยืนมองรถม้าคันนั้นค่อยๆหายไปจากสายตา ก่อนที่จะเดินเข้าไปยังปากทางเข้าของหมู่บ้านเจียจิง…
