บทที่5เด็กฝึกงาน
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“น่าจะมาแล้วล่ะ”
“ใครหรือคะ” กอหญ้าหันไปถามป้ากัลยาด้วยความอยากรู้ แต่หญิงวัยกลางคนกลับไม่ตอบ และหันไปมองยังประตูพร้อมกับพูดขึ้นว่า
“เข้ามาได้เลย” ชายหน้าตาหล่อเหลาผิวเข้ม สองสี แต่ผิวสองสีของเขานั้นเกิดจากการเผาไหม้ของแดดไม่ได้มาตั้งแต่กำเนิดและสูงประมาณร้อยเจ็ดสิบแปด
“มีอะไรเหรอครับแม่ถึงเรียกผมมาที่นี่”
“แม่รับเด็กฝึกงานมาใหม่อยากให้กระทิงช่วยดูแลให้หน่อย”
“แม่รับเด็กฝึกงานมา”
“ทำไมแม่ไม่ถามผม หรือบอกผมก่อนว่าแม่จะรับเด็กฝึกงานเข้ามา ผมขอคุยกับแม่หน่อยครับ ด้านนอกนะครับ “ชายหนุ่มที่เพิ่งเดินเข้ามา ได้ไม่นานทำหน้าไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด
กัลยา เมื่อเห็นสีหน้าของลูกชายไม่พอใจเป็นอย่างมากเมื่อเธอรับเด็กฝึกงานมาใหม่โดยที่ไม่ได้บอก สาวใหญ่จึงเดินตามหลังของลูกชายตัวเองออกไปตามคำขอของลูกชาย ทิ้งให้นักศึกษาใหม่ทั้งสามคนเคว้งคว้างอยู่ในห้อง และทั้งสามคนต่างคิดอยู่ในใจว่าพวกเขากำลังจะถูกลอยแพหรือปฏิเสธไม่ให้ฝึกงานหรือนี่ ทั้งสามคนต่างมองหน้ากันไปกันมา จนนนท์นี่อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามกอหญ้า
“กอหญ้าเรายังจะได้อยู่ฝึกงานที่นี่ต่อไหม”
“ก็คงอาจจะได้ฝึกงานอยู่ที่นี่ละมั้ง ยังไงคุณป้าก็รับปากแล้ว” กอหญ้ายิ้มเจื่อนๆ ให้นนท์นี่ เพราะเธอก็ยังไม่แน่ใจอยู่เหมือนกันว่ายังจะได้ฝึกงานที่นี่ต่อหรือไม่
“ไม่ต้องเป็นกังวลไปหรอกถ้าที่นี่ไม่ต้อนรับเราก็ไปฝึกงาน ที่บริษัทที่บ้านของเราก็ได้” กล้าหาญ หันมาพูดปลอบใจกอหญ้า
กอหญ้าหันไปพยักหน้าให้กล้าหาญ เป็นเชิงบอกว่าก็คงต้องเป็นแบบนั้นด้วยสายตาที่เศร้าสร้อย แต่ภายในใจของเธอแล้วกลับคิดไปต่างๆ นานา มาถึงที่นี่ขนาดนี้แล้วจะให้เปลี่ยนไปฝึกที่อื่นอย่างนั้นหรือไม่มีวันเสียหรอก อุตส่าห์ได้มาถึงขนาดนี้แล้ว อุตส่าห์มีที่ฝึกงานได้แล้วจะไล่เธอกลับอย่างนั้นหรือ เธอคงต้องอ้างบุญคุณและความสัมพันธ์ของครอบครัวระหว่างเธอกับเขาที่ช่วยกันมาอย่างยาวนาน ไม่สิอาจจะอ้างไม่ได้เพราะผลไม้ที่สวนของเธอก็ส่งขายที่นี่เป็นส่วนใหญ่จะเอายังไงดีล่ะ เราเอาเพื่อนมาติดร่างแหด้วยไม่ได้ จะทำอย่างไงดี กอหญ้ายกมือขึ้นมากุมขมับของตัวเอง
“แม่ครับทำไมแม่รับนักศึกษาฝึกงานมาไม่บอกผมก่อน แม่จะหาผู้หญิงใหม่ให้ผมอีกแล้วใช่ไหมครับ”
“ไม่ครั้งนี้แม่ไม่ได้จะหาผู้หญิงให้แก”
“แล้วแม่รับนักศึกษาฝึกงานมาทำไมทั้งๆ ที่แม่ก็ปฏิเสธที่จะรับนักศึกษาฝึกงานมาโดยตลอด”
หญิงวัยกลางคนชี้ไปที่ประตูเพื่อบอกลูกชายของตนเอง “ดูดีดีก่อนกระทิง นั่นหนูกอหญ้า ลูกสาวของป้าเกสรา”
“ลูกสาวป้าเกสรา” กระทิงมองเข้าไปในห้องและหรี่ตาดูให้ชัดพร้อมกับทำหน้าครุ่นคิดเล็กน้อยเพราะในความทรงจำล่าสุดของเขานั้นก็คือ เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ถักเปียและคอยตามเขาต้อยๆ เพื่อที่จะให้เขาเล่นด้วย เวลาผ่านไปเกือบนับสิบปีไม่คิดว่าเด็กในวันนั้นจะสวยขึ้นขนาดนี้
“ใช่ผู้หญิงคนที่นั่งอยู่ในห้องนั้น ก็คือหนูกอหญ้า เด็กผู้หญิงที่เคยเล่นกับแกตอนเด็กๆ ตอนนี้น้องเขาโตเป็นสาวแล้วนะ แกจำน้องได้ไหม”
“ก็พอจะจำได้บ้างครับ”
“วันนั้นแม่ไปเที่ยวหาเกสราที่บ้าน เห็นทำหน้ากลุ้มใจ แม่ก็เลยถามไม่สบายใจอะไร เกสรา บอกกับแม่ว่าลูกสาวของเธอกำลังหาที่ฝึกงานและยังหาไม่ได้ แม่ก็เลยถามว่าน้องเรียนอะไรมาจะสามารถช่วยฝากน้องเข้าฝึกทำงานได้ที่ไหนบ้าง ปรากฏว่าเด็กมันก็รักดีไปเรียนเกี่ยวกับการแปรรูปอาหาร วันข้างหน้าก็คงอยากกลับมาปรับปรุงที่สวนของตนเองนั่นแหละ แม่ก็เลยอยากจะช่วย เพราะยังไงเราก็ต้องพึ่งพาช่วยเหลือกันมาตลอดอยู่แล้ว ทีนี้เข้าใจแม่แล้วใช่ไหมว่าทำไมถึงรับเด็กฝึกงานเข้ามา แม่ไม่ได้หาเมียให้แก”
“เข้าใจแล้วครับแม่” ครั้งนี้กระทิงคงปฏิเสธไม่ได้ที่จะรับเด็กฝึกงานเข้ามาช่วยทำงานเพราะยังไงป้าเกศราก็มีบุญคุณและคอยช่วยเหลือกันมาโดยตลอด ครั้งหนึ่งเขาเคยมีปัญหาด้านการส่งผลไม้แปรรูปไปต่างประเทศตามสัญญาแต่ในช่วงนั้นเกิดโรคระบาดทำให้ผลไม้ในไร่เขาขาดแคลนป้าเกศราก็ช่วยขายผลไม้ในไร่ของตนและช่วยหาผลไม้ของชาวบ้านมาให้ ได้ตามสัญญาไม่งั้นเขาต้องโดนปรับเสียเงินอีกหลายล้านบาท และล่าสุดระบบคอมพิวเตอร์ในการจองโฮมสเตย์มีปัญหา ก็ได้ป้าเกศราช่วยหาที่พักให้ ครั้งนี้ก็เช่นกันกระทิงไม่สามารถปฏิเสธนักศึกษากลุ่มนี้ได้
“งั้นแม่ฝากดูแลพาน้องๆเที่ยวชมในไร่หน่อยก็แล้วกันนะที่เหลือก็คงส่งให้ผู้จัดการแต่ละโรงงานดูแลต่อ ได้ไหมลูก “
“ได้ครับ”
“มีเรื่องที่จะขออีกอย่างหนึ่ง ที่บ้านพักของแกอยู่ใกล้โรงงานขนมผักที่สุดใช่ไหม”
“ครับ”
“แล้วมีสองห้องนอนด้วยใช่ไหม”
“ครับแม่ก็รู้อยู่แล้วแม่จะถามทำไมครับ”
“แบ่งให้หนูกอหญ้านอนห้องหนึ่งนะ”
“ฮะ อะไรนะแม่ผู้หญิงกับผู้ชายจะนอนอยู่ในบ้านหลังเดียวกันได้ยังไง” เสือทำหน้าตกใจ สีหน้าค่อยๆ เปลี่ยนเป็นไม่พอใจ และกำลังจะเอ่ยปาก ประท้วงอีกครั้งพร้อมในหัวกำลังคิดหาเหตุผลมาแย้งแม่ของตน
“ไม่ต้องพูดต่อแล้วแม่รู้ว่าแกไม่อยากให้หนูกอหญ้าอยู่ด้วย แต่จะให้น้องขับรถไปกลับตั้งสาม สิบกิโลระหว่างไร่เรากลับไร่เขา อย่างนั้นหรือ ถ้าวันไหนทำงานดึกน้องเขาจะกลับอย่างไรทางก็มืดหนทางกลับบ้านก็เปลี่ยว กระทิงไม่เป็นห่วงน้องบ้างหรือตอนนี้น้องทั้งสาวและสวย แถมยังน่ารักมากนะ”
“แล้วที่หอพักคนงานละครับ”
“หอพักคนงานหญิงเต็มไม่ว่างหรือว่าจะให้ไปพักหอพักคนงานชายละ ให้พักกับแกนี่ละดีแล้ว”
“แต่แม่ครับ”
“ไม่มีแต่ไหนแกบอกว่าไม่ชอบผู้หญิงไม่ใช่หรือ ให้น้องพักด้วยคงไม่เป็นไรหรอกเนอะ”
“หรือว่าแกโกหกแม่ว่าชอบผู้ชาย แกกลัวหวั่นไหวกับหนูกอหญ้า ถึงไม่กล้าให้น้องเขาอยู่ด้วย”
“ครับก็ได้ครับ” กระทิงไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับแม่ของตนอีกต่อไปเพราะรู้ว่า ไม่ว่าเขาจะหาเหตุผลอะไรมาโต้แย้งเขาก็ไม่มีวันชนะแม่ของเขาได้อยู่ดี
“ดีงั้นเข้าไปหาน้องๆ กัน” กัลยา ยิ้มอย่างพอใจเมื่อเขาบังคับให้ลูกชายของเธอยอมทำตามที่เธอบอกได้ แค่ยอมครั้งนี้มันก็เป็นสิ่งที่ดีที่เธอจะได้คิดแผนการต่อไปได้แล้ว
เมื่อประตูถูกเปิดออกอีกครั้ง ทั้งสามคนที่นั่งอยู่ภายในห้องต่างหันมองผู้ที่เข้ามาและลุ้นมากว่าเขาทั้งสามคนจะได้อยู่ฝึกงานที่นี่ต่อหรือไม่
“เด็กๆ จ๊ะเดี๋ยวพี่กระทิงจะพาไปชมไร่ก่อนจะพาทุกคนเข้าไปดูที่พักกันนะจ๊ะ” รอยยิ้มทั้งสามคนเผยขึ้นบนใบหน้าทันทีเมื่อรู้ว่าพวกเขายังได้ฝึกงานที่นี่ต่อ แต่ทำไมต้องหาที่พักด้วยกอหญ้าไม่เข้าใจ เพราะที่บ้านเธอก็ไม่ได้ไกลมากขับรถไปกลับก็ยังได้ทำไมต้องพักที่นี่ด้วย
“หาที่พักทำไมหรือคะ”
“ป้าจะให้พักที่นี่เลยขับรถกลับไปกลับมามันลำบากและอันตรายด้วยแถมถนนหนทางบางที่ระหว่างกลับบ้านก็ดูเปลี่ยวน่ากลัวบางที่ไม่มีไฟ ถ้าต้องขับรถกลับตอนกลางคืนมันอันตรายนะ พักอยู่ที่นี่เถอะน่ะหนูกอหญ้า”
“คุณป้าค่ะแต่มันไม่ได้ไกลขนาดนั้นนะคะ”
“ไม่ต้องพูดแล้วลูกพักที่สวนของเรานี่แหละ”
“แต่กอหญ้าเกรงใจคุณป้านะคะ แค่คุณป้าให้พวกเราฝึกงานที่นี่….”
“ไม่ต้องเกรงใจหรอกลูกเอาเป็นว่าพักที่นี่ก็แล้วกันนะ ถ้าไม่พักที่นี่ป้าจะไม่ให้ฝึกงานที่ไร่นี้” กอหญ้าหันไปมองหน้าเพื่อนทั้งสองคนของเธอ แล้วทั้งสามก็พยักหน้าพร้อมกันเป็นการรู้กันโดยภาษากายว่าตกลงยินยอมที่จะพักที่ไร่กระทิงแห่งนี้ตามที่ป้ากัลยาขอ
“แล้วนี่ข้าวของเครื่องใช้ของเด็กๆ ทุกคน ยังอยู่ที่บ้านของหนูกอหญ้าอยู่ใช่ไหม”
“ค่ะ/ครับ”
“อย่างงั้นเย็นนี้กลับไปเก็บของให้เรียบร้อยแล้วกลับมาใหม่พรุ่งนี้เช้านะและเริ่มฝึกงานอีกวันก็ได้ป้าไม่ว่า”
“กระทิง” กัลยาหันมาเรียกชื่อลูกชายของตน “พาเด็กๆ ไปเที่ยวชมไร่ของเราให้ทั่วเลยนะลูก”
“ครับแม่”
“ตามพี่เอ่อผมมาบอกให้สิงโตเตรียมรถไว้สำหรับพาพวกคุณไปเที่ยวชมไร่แล้ว” คำพูดที่ดูเรียบเฉยสีหน้าที่ดูเรียบบ่งบอกไม่ได้เลยว่าเขายินดีหรือยินร้ายเต็มใจหรือไม่เต็มใจที่จะพาพวกเธอไปเที่ยวชมไร่ของเขา
รถรางที่มีไว้สำหรับนักท่องเที่ยวให้นั่งดูชมไร่ มาจอดอยู่หน้าอาคารเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มาพร้อมคนขับและเจ้าหน้าที่อธิบายนำเที่ยวอีกหนึ่งคน
“พาพวกเขาเที่ยวชมสวนและอธิบายตามปกติเหมือนที่นักท่องเที่ยวเข้ามากัน”
“ค่ะ” น้ำเสียงที่สั่งลูกน้องก็ยังเป็นน้ำเสียงที่เรียบเยือกเย็นและไม่แสดงอารมณ์เช่นเคย
“สวัสดีค่ะขอต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกทุกท่านที่นี่คือไร่กระทิง ไร่กระทิงมีพื้นที่ณปัจจุบันตอนนี้ หนึ่งหมื่นไร่ “
“หนึ่งหมื่นไร่”เมื่อก่อนยังมีพื้นที่ไม่กี่ร้อยไร่อยู่เลย
“ครับหนึ่งหมื่นไร่แบ่งเป็นเนื้อที่สำหรับการเพาะปลูกผลไม้ต่างๆ ลูกหม่อน ลำไย ลิ้นจี่ และ ผลไม้เหนือต่างๆ ที่สามารถทนต่อสภาพแวดล้อมอากาศเย็นได้ดีค่ะ ทางด้านซ้ายมือของเราตอนนี้คือสวนผักสวนผักที่นี่สามารถตัดเก็บกินสดๆ และซื้อกลับบ้านได้ด้วยนะคะ เพราะทั้งสดและปลอดสารพิษค่ะ นักท่องเที่ยวจะลงไปเที่ยวหรือดูไหมคะ”ยังไม่ทันที่จะตอบอะไรกระทิงก็พูดขึ้นมาเสียก่อน
“ยังไม่ต้องจอด อยากเที่ยววันหลังก็มาเที่ยวเองแล้วกัน อธิบายพอให้รู้คร่าวๆ ก็พอแล้ว”
“ค่ะคุณกระทิง”
“ต่อไปเป็นไร่ชาค่ะ”
“สวยจังเลยกอหญ้า”ไร่ชาที่ขนาดใหญ่ที่สุดของภาคเหนือ การปลูกชาของที่นี่ทำเป็นขั้นบันไดค่ะ นอกจากนักท่องเที่ยวที่มาที่นี่จะถ่ายรูปสวยแล้วยังทำให้เราเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ง่ายอีกด้วย
“จะจอดดื่มชาก่อนไหน”ไม่รู้ว่าคนตัวใหญ่ตรงหน้ากำลังคิดอะไรอยู่เมื่อกี้ที่ไร่ผักบอกแค่ให้อธิบายคร่าวๆ ได้ดูแบบผิวเผินก็พอ แต่ตอนนี้ทำไมถึงจะชวนให้ลงไปดื่มชาก็ไม่รู้ หรือว่าเขาถามแค่เป็นมารยาทเฉยๆ
“ไม่เป็นไรค่ะรบกวนเวลาพี่กระทิงเปล่าๆ พาดูให้ทั่วไร่ก่อนก็ได้ค่ะเดี๋ยวกอหญ้ากับเพื่อนๆ ค่อยออกมาชิมชากันวันหลังก็ได้ค่ะ” ใจจริงกอหญ้า ก็อยากลงไปนั่งดื่มชาดูวิวสวยๆ แต่กลัวว่าจะรบกวนเวลาอันมีค่าของชายร่างโตที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยเต็มใจเวลาพาเธอเที่ยวชมไร่เสียเท่าไหร่ถึงแม้จะแสดงออกมาไม่มากก็ตามแต่เธอก็พอจะรับรู้ได้ ตอนนี้นนท์นี่ได้หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปบรรยากาศของไร่ที่สวยๆ แบบรัวๆ เลยส่วนกล้าหาญก็นั่งข้างๆ กอหญ้าไม่พูดไม่จาอะไร และหันมามองหน้ากอหญ้าบ่อยกว่ามองวิวที่สวยงามของไร่เสียอีก
“งั้นไปดูที่ที่พวกคุณจะต้องไปฝึกงานก็แล้วกันสิงโตขับรถเข้าพื้นที่ เฉพาะพนักงานของไร่หน้าประตูติดป้ายบอกไว้ว่าเขตห่วงห้ามคนนอกห้ามเข้า”
“ครับนา”
“เราต้องเปลี่ยนรถกันที่นี่"จากรถรางขนาดใหญ่ก็กายมาเป็นรถกอล์ฟขนาดเล็ก และพี่ที่พูดบรรยายก็ต้องกลับไปกับรถราง ทำให้พี่ที่พูดบรรยายให้เธอพวกเธอฟังเมื่อสักครู่นี้ไม่ได้ไปต่อ และกลับออกไปกับรถราง รถกอล์ฟคันเล็กแล่นเข้ามามีพนักงานรักษาความปลอดภัยเป็นคนเปิดประตูขนาดใหญ่ให้ เมื่อขับรถเข้ามาสักสามกิโลเมตรถึงจะได้ก็เจอกับโรงงานใบชา
“ด้านในนี้เป็นเขตหวงห้ามไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้ามา เฉพาะพนักงานเท่านั้น ที่นี่ก็จะเหมือนด้านนอกทุกอย่างแต่ไม่มีไร่ชา โรงงานแรกของเราเป็นโรงงานใบชา มีฝุ่นเยอะและมีขั้นตอนหลายอย่างคุณแม่ก็เลยไม่ให้พวกคุณเข้ามาฝึกงาน"เมื่อไม่มีพี่คอยอธิบายแล้วกระทิงชายร่างโตจึงรับหน้าที่เป็นคนอธิบายให้แทน ส่วนคนขับรถขับออกไปอีกหนึ่งกิโลเมตร ก็จะเจอโรงงานน้ำ
กระทิงพาเดินดูโรงงานผลิตน้ำผลไม้
“ลงที่นี่แหละจะได้เดินชมโรงงานด้วย”
“โรงงานนี้จะใช้คน แรงงานน้อยที่สุดกว่าโรงงานอื่นๆ เพราะส่วนใหญ่จะใช้เครื่องจักรในการทำงาน แต่ก็ต้องมีคนจัดการในขั้นตอนแรกและควบคุมเครื่องจักรอยู่ดี เดี๋ยวเราไปดูโรงงานหมักไวน์กันต่อ”
“โรงงานแต่ละโรงงานไม่ไกลกันมากนักห่างกันประมาณสามร้อยเมตรมีทางเดินสามารถเดินทะลุหากันได้และไม่ร้อน
“ถังที่เรียงรายอยู่ตรงหน้าพวกคุณคือถังหมักไวน์ทั้งหมด แต่โรงงานที่นี่ไม่ได้หมักแต่องุ่นเท่านั้นนะยังมีลูกหม่อน สับปะรดและผลไม้อื่นๆ ด้ว” เดินชมโรงงานจนทั่วแทบจะเห็นวิธีการหมักไวน์ทุกขั้นตอน
“โรงงานสุดท้ายแล้วคือโรงงานผักและผลไม้อบกรอบเดิมทีก็มีแต่ผลไม้อบกรอบเท่านั้นแต่เมื่อต้นปีก่อนผักของชาวบ้านขายไม่ได้หรือขายได้ก็โดนกดราคา ผมจึงเข้าไปช่วยซื้อและนำมาทำผักอบกรอบและการตลาดดู ปรากฏว่าผักอบกรอบเป็นที่ต้องการของตลาดและเป็นขนมขายดีเพื่อสุขภาพสำหรับวัยรุ่น ทำให้ไร่ของเราผลิตทั้งผักอบกรอบและผลไม้อบกรอบ”
“นั้นที่พักของคุณ”มองออกจากโรงงานผักอบกรอบไปตึกหอพักขนาดใหญ่ประมาณเจ็ดแปดชั้น มีทั้งหมดสามตึกตั้งเรียงกันเป็นรูปตัวยูชั้นหนึ่งก็น่าจะมีสักยี่สิบห้องได้
“จากที่โรงงานนี้ไปที่นั่นกี่กิโลครับ” นนท์นี่เป็นคนเอ่ยถาม
“ก็น่าจะสักสองกิโลเมตร”
“ใหญ่จังเลย”
“ตึกแรกทางซ้ายมือเป็นหอพักผู้หญิง ตึกที่สองคือตึกของผู้ชาย และตึกที่สามไว้สำหรับคู่รักที่เขาอยู่เป็นครอบครัวนะครับ แต่เห็นแบบนี้ก็เหลือแค่ห้องพักชายแค่ห้องเดียวที่เหลือเต็มหมดแล้ว” จากที่สิงโตเงียบอยู่ตั้งนานก็เป็นคนพูดเสริมขึ้นมาบ้าง
“ช่วงนี้โรงงานต้องส่งผลผลิตอบกรอบเยอะเพราะเป็นที่นิยมในตลาดทำให้ต้องใช้คนมากเลยไม่มีห้องว่างมากนัก”
“งั้นกอหญ้ากับเพื่อนกลับไปพักที่บ้านของกอหญ้าก็ได้ค่ะ ฝากบอกคุณป้าด้วยนะคะ”
“ไม่ได้คุณแม่บอกให้พักที่นี่ก็ต้องพักที่นี่ พวกคุณสองคนก็นอนห้องเดียวกันที่หอพักชาย ส่วนเธอก็พักที่บ้านพี่ห่างออกไปจากโรงงานที่นี่แค่หนึ่งกิโลเมตร”
“ไปพักกับเราไหม ได้นะทุกทีเราไปเที่ยวพวกเราก็นอนอัดกันสามคนอยู่แล้วนิ” กล้าหาญด้วยความเป็นห่วงและไม่อยากให้กอหญ้าไปนอนกับผู้ชายคนอื่น
“ไหวไม้ไปพักกับเราได้นะ”กล้าหาญถามกอหญ้าขึ้นมาด้วยความเป็นห่วงเพราะกล้าหาญไม่อยากให้กอหญ้าไปพักกับชายคนอื่น
“พักที่บ้านผมดีแล้วมีห้องนอนอยู่สองห้อง จะให้พวกคุณไปนอนอัดกันสามคนอยู่ในห้องเดียวกันได้อย่างไร อีกอย่างกอหญ้าเป็นผู้หญิงจะให้ไปนอนที่ตึกของหอพักชายก็คงจะไม่ได้ และคงไม่เหมาะสมหากใครเห็นและเอาไปนินทา”
“ค่ะกอหญ้าจะพักอยู่กับพี่กระทิง” อันที่จริงเธอเริ่มจะเข้าใจอะไรบางอย่างการที่เข้าไปพักบ้านเดียวกับพี่กระทิง ก็คงเป็นเพราะคุณป้าบังคับให้เอาเรามาอยู่ด้วยแน่ๆ และคุณป้า อยากให้เราสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิดและให้แน่ใจว่าพี่กระทิงได้ชอบผู้ชายหรือเปล่า
