บทที่ 4 บ้านหลังใหม่กับคนแปลกหน้า
ต้นข้าวกำลังวิ่งวนไปวนมาภายในห้องของตัวเองที่ตอนนี้เต็มไปด้วยพนักงานขนของที่คริษฐ์ส่งมาช่วยต้นข้าวในวันนี้
หลังจากเมื่อวานที่เธอตกลงทำงานและเซ็นสัญญาเรียบร้อยต้นข้าวรีบเดินทางกลับมาที่คอนโดและเก็บข้าวของเตรียมตัวย้ายและโชคดีที่เธอเป็นคนที่มีของไม่เยอะมากเลยทำให้จำนวนกล่องข้าวของมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
“สวัสดีครับคุณต้นข้าว ผมชื่อ สันติครับจะมาทำหน้าที่ดูแลคุณต้นข้าวตามที่คุณคริษฐ์ได้สั่งไว้ครับ” ชายวัย40ปลายๆแนะนำตัวเองให้ต้นข้าวได้รู้จัก
“สวัสดีค่ะ คุณสันติเรียกหนูว่าต้นข้าวเถอะค่ะ เรียกคุณแล้วหนูไม่ชินสักเท่าไหร่”
“ไว้โอกาสหน้านะครับคุณต้นข้าว” สันติตอบรับพร้อมรอยยิ้มก่อนจะผายมือเพื่อเชิญต้นข้าวให้เดินออกจากห้องของเธอ
“เออคือว่า หนูยังไม่ได้ไปแจ้งที่นิติเลยค่ะว่าจะย้ายออกวันนี้”
“เรื่องนั้นผมจัดการให้เรียบร้อยแล้วครับ เชิญคุณต้นข้าวลงไปที่รถได้เลยครับ ส่วนข้าวของทั้งหมดจะถูกส่งตามไปในไม่ช้า”
เมื่อเห็นสันติยืนยันแบบนั้นต้นข้าวก็คงไม่ต้องห่วงอะไร เธอเดินไปหยิบกระเป๋าสะพายคู่ใจและเดินออกจากห้องตรงไปที่ลิฟท์เพื่อที่จะลงไปยังรถที่สันติจอดรอไว้หน้าคอนโด
สันติขับรถเข้ามาในหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่งเป็นหมู่บ้านที่ใหญ่โตโอ่อ่ามากๆ ต้นข้าวตะลึงงันตั้งแต่ซุ้มประตู้ทางเข้าที่มีระบบดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ภายในหมู่บ้านมีแบบบ้านแบบเดียวเท่านั้น คือบ้านเดี่ยวสองชั้น เนื้อที่ประมาณ80ตารางวา ความหรูหรานี้ต้นข้าวไม่กล้าคิดประเมินราคาในใจเลย
รถจอดหน้าบ้านที่ติดตัวเลขบ่งบอกว่าบ้านหลังนี้เลขที่ 17 ประตูรั้วอัตโนมัติเปิดออกเผยให้เห็นรถจอดอยู่ภายใต้หลังคาลานจอดรถที่ตอนนี้มีรถจอดอยู่สองคัน คันหนึ่งเป็นรถสปอร์ตสีแดง ส่วนอีกคันหนึ่งเป็นรถครอบครัว7ที่นั่งสีขาว
“คันสีขาวเป็นของคุณต้นข้าวครับ คุณคริษฐ์ให้ผมเตรียมไว้ให้” สันติอธิบายพร้อมยื่นกุญแจรถให้กับต้นข้าว ที่ต้องรับมาแบบทั้งอึ้งทั้งตะลึงทั้งเกรงใจ
“ขอบคุณมากนะคะคุณสันติ หนูฝากขอบคุณ คุณคริษฐ์ด้วยนะคะ หนูจะดูแลและใช้อย่างดีเลยค่ะ แต่ว่าคันนั้น...”
ต้นข้าวชี้ไปยังรถสปอร์ตสีแดงที่จอดอยู่ข้างๆกัน เธอมั่นใจว่าคันนั้นต้องไม่ได้ถูกเตรียมไว้ให้เธอแน่ๆเพราะมันไม่เหมาะกับการที่จะต้องพาเด็กไปไหนมาไหนด้วยเท่าไหร่
“อ๋อคันนั้น...พอดีเจ้าของรถเขาอยากฝากจอดไว้ที่นี่ก่อนนะครับ”
“เจ้าของรถ ใครเหรอคะ?”
“เจ้าของบ้านนี้ครับ คุณพ่อของคุณหนูคิตตี้”
ต้นข้าวอ้าปากค้างเล็กน้อยและนึกได้ว่าบ้านหลังนี้คริษฐ์ซื้อไว้ให้ เขา คุณพ่อของคิตตี้ งั้นก็ไม่แปลกหรอกถ้าจะมีรถของเขามาจอดที่นี่
“คุณสันติบอกว่า เขาฝากจอด งั้นแปลว่าเค้ายังไม่กลับมาใช่ไหมคะ”
ต้นข้าวถามอย่างมีลุ้นถึงแม้ว่ารู้ดีแก่ใจ ว่าในวันนึงเธอจะต้องเจอพ่อของคิตตี้แต่ยังไม่ต้องเจอกันตอนนี้ก็ได้กลัวจะทำตัวไม่ถูก
“อาจจะเป็นอย่างนั้นครับ เพราะคุณพ่อของคุณหนูคิตตี้เขาเป็นคนที่ไปไหนมาไหนไม่ค่อยบอกใครเท่าไหร่ แต่คุณต้นข้าวไม่ต้องกังวลนะครับ เดี๋ยวก็ปรับตัวได้ เชิญข้างในบ้านได้เลยนะครับ ห้องคุณต้นข้าวอยู่ชั้นสอง ผมต้องขอตัวตรวจเช็กความเรียบร้อยรอบๆบ้านและกล้องวงจรปิดก่อน”
พูดจบสันติก็หมุนตัวเดินตรวจเช็กบ้านตามที่เขาได้บอกกับต้นข้าวไว้
“เอาละ เดี๋ยวฉันก็คงชินกับบ้านหลังใหญ่นี้ สู้ๆต้นข้าว”
ต้นข้าวเปิดประตูบานใหญ่เข้าไปข้างใน ก็พบโถ่งทางเดินก่อนจะเจอพื้นที่ด้านในที่ถูกจัดแบ่งเป็นสัดส่วนที่ชัดเจนว่าแต่ละห้องมีไว้สำหรับใช้งานอะไร ไม่ว่าจะเป็นห้องรับแขก ห้องนั่งเล่น ห้องทำงาน ห้องครัว ห้องรับประทานอาหาร ห้องเด็กเล่น
“ห้องของคิตตี้แน่นอน อะไรจะน่ารักขนาดนี้ ของเล่นเด็กเพียบเลย” ต้นข้าวยืนยิ้มปริ่มให้กับความน่ารักน่าเข้าไปเล่นของห้องเด็กเล่นที่ถูกจัดเตรียมไว้ให้กับคิตตี้ เป็นทั้งห้องเล่นของเล่นและห้องเรียนรู้สำหรับเด็ก
ต้นข้าวเดินออกจากห้องเด็กเล่นและเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นสองเพื่อจะไปหาห้องนอนที่เธอจะต้องอยู่ตลอด1ปีนี้ ทว่าขณะที่ต้นข้าวเดินขึ้นมาถึงแค่จุดพักของบันได เธอกับได้ยินเสียงบางอย่าง เสียงคล้ายของเคลื่อนที ครืด ครืด แต่ก็เหมือนจะได้ยินเสียงคน แต่ต้นข้าวได้ยินไม่ถนัดนักเธอจึงค่อยๆเดินขึ้นไปอย่างช้า
ครืด ครืด ตึบ ตึบ ปัก ปัก
ยิ่งต้นข้าวเดินขึ้นไปใกล้เธอก็ได้ยินเสียงนั้นชัดเจนขึ้น
“เสียงมาจากห้องไหนนะ?”
ต้นข้าวยืนอยู่ตรงกลางของชั้นสองและพยายามตั้งสติใช้หูฟังเพื่อที่จะให้ตัวเองได้ยินเสียงนั้นชัดมากขึ้น จะได้รู้ว่าเสียงออกมาจากห้องไหนกันแน่
อ๊ะ อ๊ะ อืม อื๊อ
‘หือ? เสียงอะไรนะ เสียงมันออกมาจากห้องนั้น’
และเหมือนต้นข้าวจะจับได้แล้วว่าเสียงที่เธอได้ยินนั้นออกมาจากห้องที่อยู่ทางซ้ายของเธอ ไม่รอช้าต้นข้าวรีบเดินไปหยุดที่หน้าประตูห้องนั้นและยังคงได้ยินเสียงเล็ดลอดออกมาอยู่ ที่คราวนี้เป็นเสียงคนคุยกัน
เหลือถุงสุดท้าย เอาให้หมดนี่เลย ดีไหม
‘ขโมย! ต้องเป็นขโมยแน่ๆ’
ไวเท่าความคิดต้นข้าวเหลียวซ้ายแลขวามองหาอะไรสักอย่างที่จะสามารถนำมาใช้เป็นอาวุธได้ และสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเธอที่สุดตอนนี้คือแจกันดอกไม้เซรามิคสีขาวความสูงประมาณหนึ่งศอก
จะว่าใจกล้าก็ไม่ใช่จะว่ากลัวก็ไม่เชิง แต่ต้นข้าวไม่อยากปล่อยให้ขโมยลอยนวล คนทำผิดก็ต้องได้รับโทษตามกฎหมาย
ต้นข้าวกลั้นใจยื่นมืออันสั่นเทาของเธอออกไปจับที่ลูกบิดประตูและค่อยๆหมุนอย่างเบามือที่สุด
แก๊ก
‘เฮ้ย ไอ้ขโมยมันไม่ล็อคประตูด้วย เสร็จฉันแน่!’
ต้นข้าวจับลูกบิดประตูให้ถนัดมืออีกครั้งและตัดสินใจบิดและเปิดเข้าไปอย่างรวดเร็ว
“แกเสร็จฉันแน่...กรี๊ดดดดดดดดด”
“เฮ้ย!”
เพล้ง แจกันดอกไม้ในมือของต้นข้าวร่วงลงตกแตกกระจายอยู่บนพื้นด้วยความตกใจกับภาพที่เธอเปิดเข้ามาเจอ สิ่งที่ต้นข้าวเปิดเข้ามาเจอไม่ใช่โจรขโมยอะไรที่ไหน แต่เธอดันเปิดมาเจอหนึ่งชายหนึ่งหญิงกำลังโรมรันพันตูจังหวะเร่าร้อนกันอยู่บนเตียงนอน ไม่ได้มีแต่ต้นข้าวที่ตกใจแต่สองคนบนเตียงก็ตกใจไม่แพ้กัน
“ขะ ขอโทษค่ะ ฉะ ฉัน ไม่รู้...ไปก่อนนะคะ”
ด้วยความทั้งอายทั้งตกใจอย่างสุดขีดต้นข้าวรีบปิดประตูและวิ่งลงไปยังชั้นล่างทันที
“ตายแล้ว นี่มันกลางวันแสกๆเลยนะ พวกเขาเป็นใคร แล้วมาทำอะไร อะไรที่บ้านนี้ได้ไง”
ต้นข้าวคิดไปก็อดขนลุกไปไม่ได้ ภาพจังหวะเร่าร้อนนั้นมันยังคงติดตาเธออยู่ ‘อี๋ น่าเกลียด’ เธอหันกลับไปมองทางบันไดอีกครั้งอย่างหวาดๆและคิดว่าเธอต้องหาตัวช่วยที่จะอธิบายเรื่องนี้ได้ ว่าสองคนที่อยู่บนเตียงนั้นคือใคร
“ใช่แล้ว คุณสันติจะต้องรู้จักแน่ๆ แต่ถ้าไม่รู้จักละ แจ้งความไว้ดีกว่า อาจจะเป็นคนแปลกหน้าจิตวิปลาสก็ได้”
“จิตวิปลาสอะไรของเธอ!”
ต้นข้าวสะดุ้งโหยงเมื่อจู่ๆก็มีเสียงผู้ชายพูดขึ้นมาระหว่างที่เธอกำลังคุยกับตัวเองอยู่
‘งือ ใครวะ ต้องเป็นคนบ้าข้างบนแน่เลย แง้หนูกลัว’
ถึงจะกลัวจนขาสั่นไปหมดแต่ต้นข้าวก็รวบรวมความกล้าหลับตาปี๋และหมุนตัวกลับไปหาเจ้าของเสียงนั้น ‘เป็นไงเป็นกันวะ’ เธอค่อยๆลืมตาขึ้นมองผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอที่ตอนนี้เขายืนห่างจากตัวเธอเพียงสองก้าวเท่านั้นและใส่เสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว
ผู้ชายร่างสูงโปร่งผมสีดำสนิทเขากำลังยืนกอดอกจ้องมองต้นข้าวตาเขม็ง ใบหน้าแสดงออกชัดมากว่าเขาไม่พอใจเธอเป็นอย่างยิ่งที่ต้นข้าวดันขึ้นไปขัดจังหวะของเขา
“เธอเป็นใคร เข้ามาในบ้านนี้ได้ยังไง”
