บทที่ 2 ข้อเสนอ
ในขณะที่ต้นข้าวกำลังคุยรายละเอียดต่างๆของข้อเสนอที่คริษฐ์กำลังยื่นให้เธออยู่นั้น อีกด้านหนึ่งในช่วงเวลาเดียวกัน ที่สนามบิน
ชายหนุ่มรูปร่างดีบ่งบอกได้ว่าเขาเป็นคนที่ดูแลตัวเองพอสมควรและมีความสูงประมาณ190เซนติเมตร ผิวขาวสะอาด ใบหน้าหล่อเหลาคมคายจมูกโด่งเป็นสัน ผมสีดำสนิท เขากำลังเดินลากกระเป๋าเดินทางตรงมายังรถสปอร์ตสีแดงคันหรูที่จอดรอเขาอยู่ โดนมีพนักงานขับรถยืนรอต้อนรับและกล่าวทักทายทันทีที่เขาเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า
“ยินดีต้อนรับกลับบ้านครับ คุณคอปเตอร์”
คอปเตอร์ คณานนท์ หรือคนในครอบครัวจะเรียกว่าสั้นๆว่า คอป บุตรชายคนเล็กของคริษฐ์ และเรื่องเศร้าของครอบครัวนี้คือ คอปเตอร์เสียมารดาไปตั้งแต่ตอนที่เขาอายุเพียง10ขวบ ทำให้คริษฐ์รับบทเป็นทั้งพ่อและแม่ที่ต้องดูแลลูกชายทั้งสองคนเพียงคนเดียว จนถึงตอนนี้คอปเตอร์อายุ32ปี หนุ่มหล่อ โสด แต่มีลูกติด เขาคือพ่อของคิตตี้
พี่ชายของคอปเตอร์ชื่อ คทา คทาธร ที่ตอนนี้คริษฐ์มอบหมายให้คทาดูแลกิจการโรงแรมและบริษัททัวร์ที่มาเก๊า และนานๆทีคทาจะกลับมาประเทศไทยส่วนมากคทาจะกลับมาช่วงปีใหม่และอยู่ประมาณหนึ่งเดือนแล้วจึงเดินทางกลับมาเก๊า
คอปเตอร์เป็นพ่อที่รักลูกมากแต่เขาไม่ค่อยได้มีเวลาแสดงความรักให้ลูกได้เห็นสักเท่าไหร่ นั่นเป็นเพราะความดื้อรั้น เพลย์บอย และไม่ยอมทำตัวเป็นผู้นำที่ดีให้คริษฐ์เห็น
เพราะเหตุนี้คริษฐ์จึงอยากดัดนิสัยของคอปเตอร์ โดยที่ คริษฐ์ผู้เป็นพ่อตัดสินใจส่งตัวคอปเตอร์ให้ไปดูแลรีสอร์ทที่ภูเก็ต และยื่นคำขาดว่า หากคอปเตอร์ทำให้รายได้ของรีสอร์ทหายไปแม้แต่บาทเดียว คอปเตอร์จะไม่มีวันได้กลับมาอยู่ใกล้คิตตี้อีกเลย
แน่นอนว่าคอปเตอร์ต้องรู้จักนิสัยพ่อตัวเองดี หากราชาอย่างคริษฐ์เอ่ยคำไหนออกไปแล้วนั่นแปลว่าเขาเอาจริงอย่างที่เขาลั่นวาจาไป ใช่ว่าคอปเตอร์จะกลัวคำขู่ของพ่อตัวเองเพียงแต่เขาก็อยากพิสูจน์ให้คริษฐ์เห็นว่า ไอ้แค่รีสอร์ททำไมคนอย่างเขาจะดูแลไม่ได้
และเขาก็ได้พิสูจน์ให้พ่อเห็นแล้วว่าเขาทำได้เพราะตลอด3ปีที่ผ่านมา เขาไม่เคยทำให้รายได้ของรีสอร์ทลดลงเลยแม้แต่บาทเดียวแต่กลับทำรายได้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และนั่นทำให้คริษฐ์พึ่งพอใจเป็นอย่างมาก
ด้วยความที่ดูแลกิจการดีจัด คริษฐ์จึงอยากให้คอปเตอร์ดูแลต่อแต่อนุญาตให้คอปเตอร์กลับบ้านมาอยู่กับคิดตี้ได้เป็นช่วงระยะเวลาหนึ่งถึงสองเดือนและต้องลงไปดูรีสอร์ทที่ภูเก็ตต่อ
ทว่าตอนนี้คริษฐ์มีความจำเป็นต้องไปดูแลธุรกิจที่ประเทศสิงคโปร์เป็นระยะเวลา1ปีเต็ม คริษฐ์จึงต้องเรียกให้เขาขึ้นมานั่งแทนดูแลบริหารบริษัทแทนก่อน
“ฉันก็ยินดีที่ได้กลับมาเหมือนกัน คุณสันติ และช่วยไปส่งฉันตามที่คุณพ่อสั่งไว้ด้วยนะ”
สันติเป็นคนขับรถที่คอยดูแลคอปเตอร์ทุกครั้งที่เขาเดินทางกลับมาบ้าน สันติเปิดประตูรถเพื่อให้คอปเตอร์เข้าไปนั่งที่ประจำของเขา ก่อนจะเดินอ้อมกลับมายังตำแหน่งคนขับรถ
“อ่อ คุณสันติ และอย่าลืมไปรับผู้หญิงที่ผมนัดไว้ พาเธอมาส่งให้ผมที่นั่นด้วยนะ” สันติมองผู้เป็นนายที่ตอนนี้คอปเตอร์กำลังมองตอบผ่านทางกระจกมองหลังด้วยสายตานิ่งลึก เพียงเท่านั้นสันติก็รับรู้ได้ในทันทีว่า คอปเตอร์ต้องการให้เขาไปรับผู้หญิงคนนั้นมาเพื่อทำอะไร อะไร ตามประสาหนุ่มเพลย์บอย
“แต่ฉันมีข้อเสนออื่น”
ต้นข้าวนั่งขมวดคิ้วอย่างเผลอตัวเพราะเมื่อสักครู่เธอพึ่งเข้าใจว่าตัวเองพลาดงานเลขานุการส่วนตัวของคริษฐ์ไปแล้ว แต่ตอนนี้เขากำลังยื่นข้อเสนอใหม่ให้เธอ แล้วมันจะไปเสียหายอะไรเล่าเธอทำได้หมดขอแค่เป็นงานได้เงินก็พอ แต่ที่สำคัญต้องเป็นงานสุจริตเท่านั้น
‘ลองฟังดูก่อนแล้วกัน คุณคริษฐ์อาจจะมีตำแหน่งอื่นให้เราทำก็ได้ เอาวะความหวังยังมี’ เมื่อคิดได้แบบนั้นต้นข้าวจึงดึงสติตัวเองกลับมาและถามคริษฐ์ออกไป
“คุณคริษฐ์มีข้อเสนออะไรให้ดิฉันเหรอคะ”
คริษฐ์หัวเราะร่วนกับคำพูดเป็นทางการของต้นข้าวแต่เขาก็เข้าใจเธอได้ และแอบชื่นชมการวางตัวอย่างเหมาะสมในสถานการณ์ที่น่ากดดันแบบนี้ น้ำเสียงที่อ่อนหวานของต้นข้าวแต่มีความฉะฉานชัดถ่อยชัดคำ ‘มีความกล้า...เท่ากับดี’
“ก่อนฟังข้อเสนอ ฉันมีเรื่องที่จะต้องขอให้หนูทำก่อน ข้อแรก หนูต้องเรียกฉันว่า บอส ข้อสองให้เรียกแทนตัวเองว่า หนู ฉันอยากคุยกับหนูแบบสบายๆน่ะ ไม่ต้องคิดมาก”
คริษฐ์อ่านสีหน้าของต้นข้าวออกว่าเธอกำลังลังเลอย่างเห็นได้ชัดเพราะอย่างนั้นเขาจึงพูดเสริมตอนท้ายว่าไม่ต้องคิดมาก
‘จะไม่ให้คิดมากได้ยังไงกันคะ เรียกบอสอันนี้โอเค แต่หนู อันนี้มันจักกะจี้ค่ะ แต่เอาวะ! คิดสะว่าคุยกับพ่อแล้วกัน’
“ค่ะบอส ข้อเสนอที่จะให้ นะ...หนู คืออะไรเหรอคะ”
คริษฐ์ยิ้มอย่างพออกพอใจกับความหัวไวของต้นข้าวที่รู้ว่าเธอควรจะทำตัวแบบไหนถ้าอยากได้งาน
“หนูเคยผ่านการฝึกงานในโรงเรียนเด็กประถมใช่ไหม”
คริษฐ์เริ่มคำถามที่ตอนนี้ต้นข้าวรู้สึกว่าค่อยเหมือนคำถามสัมภาษณ์งานหน่อย แต่ว่าประสบการณ์เป็นผู้ช่วยครูประจำชั้นเด็กป.1มันมีอะไรเกี่ยวกับงานของบริษัทนี้เหรอ?
“ใช่ค่ะ หนูเคยฝึกงานเป็นผู้ช่วยครูอยู่1เทอมค่ะ” ถึงจะมีความสงสัยแต่ต้นข้าวก็เลือกที่จะปล่อยความสงสัยนั้นไปก่อน
“หนูขับรถเป็นใช่ไหม” คริษฐ์เริ่มถามคำถามต่อไป
“ค่ะ หนูขับรถเป็นและมีใบขับขี่พร้อมค่ะ แต่ว่าหนู...ไม่มีรถนะคะ”
“ข้อนั้นไม่ใช่ปัญหา ตอนนี้หนูต้นข้าวเช่าคอนโดอยู่ใช่ไหม และเท่าที่ฉันรู้ หนูตัวคนเดียว”
เกิดความสั่นไหวที่ดวงตาของต้นข้าวแต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้นและ ใช่เธอตัวคนเดียวเพราะเธอได้เสียพ่อกับแม่อันเป็นที่รักที่สุดของเธอจากอุบัติเหตุที่พ่อกับแม่ของเธอตกแพและจมน้ำเสียชีวิตเมื่อ2ปีที่แล้ว เป็นเหตุการณ์ที่กว่าต้นข้าวจะทำใจได้ก็ผ่านความเจ็บปวดสาหัสมาอย่างมาก แต่ในวันนี้เธอพอทำใจได้บ้างแล้ว
เธอเป็นลูกคนเดียวจึงไม่มีพี่น้องให้ต้องห่วงเพราะฉะนั้นชีวิตในตอนนี้เธอตั้งใจจะสร้างมันให้ดีที่สุดเพื่อให้พ่อกับแม่ที่จากไปแล้วภูมิใจ ส่วนญาติคนอื่นๆต่างก็พากันใช้ชีวิตแบบครอบครัวใครครอบครัวมันมาตั้งแต่เธอจำความได้ จะเรียกว่ามีญาติก็เหมือนไม่มีก็ไม่ผิดแต่ต้นข้าวก็ไม่ได้สนใจอะไรเพราะเธอดูแลและเลี้ยงตัวเองได้ด้วยลำแข้งของเธอเอง
“ใช่ค่ะ”
“ดี! งั้นเรามาเข้าข้อเสนอที่ฉันอยากจะให้หนูต้นข้าวทำ”
คริษฐ์เอื้อมมือไปจับกรอบรูปที่วางตั้งอยู่บนโต๊ะทำงานของเขาและหันรูปไปหาต้นข้าว เผยให้เห็นรูปเด็กผู้หญิงหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูมากๆ เด็กหญิงรูปร่างสมวัยตากลมผิวขาวอมชมพู ผมสีดำสนิทถูกถักเปียไว้ทั้งสองข้างและมีผมหน้าม้าด้านหน้า
ในรูปเด็กหญิงกำลังยิ้มกว้างอย่างดีใจพร้อมกับกอดตุ๊กตากระต่ายสีชมพูไว้แน่น เหมือนว่ากำลังดีใจที่ได้มีเพื่อนเป็นตุ๊กตากระต่ายตัวนี้
“เด็กผู้หญิงคนนี้ชื่อ คิตตี้ เป็นหลานรัก เป็นแก้วตาดวงใจของฉัน ตอนนี้คิตตี้กำลังจะสามขวบและใกล้ถึงเวลาที่ต้องเข้าเรียนชั้นอนุบาล1แล้ว...”
คริษฐ์พักคำพูดของเขาไว้ก่อนจะหันรูปกลับมายังตำแหน่งเดิมพลางมองดูรูปคิตตี้หลานรักด้วยความเอ็นดู มองจากท่าทางที่คริษฐ์กำลังทำอยู่ตอนนี้ ต้นข้าวพอจะรับรู้ได้ว่าเขารักหลานคนนี้มากมายเพียงใด เขาจะต้องหวงอย่างกับไข่ในหิน ยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอมเป็นแน่
“หนูต้นข้าวคงจะไม่รำคาญเด็กเล็กใช่ไหม” คริษฐ์กลับมาถามต้นข้าวอีกครั้งพร้อมกับวางมือประสานกันไว้หลวมๆบนโต๊ะของเขา
“ไม่ค่ะ ดิ...หนูชอบเด็กค่ะ” ต้นข้าวเกือบหลุดพูดดิฉันในตอนแรกแต่ยังคงมีสติจึงสามารถเปลี่ยนคำเรียกแทนตัวเองเป็นหนูได้ทัน
คำตอบของต้นข้าวเป็นความจริงตามที่เธอตอบออกไปเพราะว่าเธอชอบเด็กเธอจึงเข้าฝึกงานเป็นผู้ช่วยครูและสมัยตอนที่เธอเป็นนักเรียน ช่วงปิดเทอมต้นข้าวจะสมัครทำงานพิเศษที่เนอสเซอรี่เสมอ
แต่ว่าเงินเดือนค่อนข้างน้อยจึงทำให้หลังจากเรียนจบปริญญาตรีด้านบริหารธุรกิจ ต้นข้าวเลือกที่จะสมัครเข้าทำงานในบริษัทเอกชนเพราะจะได้เงินเดือนที่สูงกว่าและเธอเองก็อยากเก็บเงินสร้างเนื้อสร้างตัวด้วย แต่ถ้ามีเวลาว่างเมื่อไหร่ต้นข้าวจะแวะเข้าไปช่วยที่เนอสเซอรี่ตลอด
“ดีมาก ฉันคิดไว้แล้วว่าหนูต้นข้าวจะต้องชอบเด็กแน่ๆ...” คริษฐ์ยิ้มอย่างอ่อนโยนให้ต้นข้าวอีกครั้งก่อนจะหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลออกมาจากลิ้นชักที่โต๊ะทำงานของเขาและยื่นให้ต้นข้าว
ต้นข้าวมองซองเอกสารนั้นอย่างชั่งใจว่าเธอควรจะรับมันมาหรือไม่รับมาดี
“รับไปเถอะหนูและเปิดซองดู ข้างในนั้นคือสัญญาที่ฉันต้องการให้หนูต้นข้าวมาทำงานให้ฉัน ในฐานะ คนดูแลคิตตี้”
ต้นข้าวเบิกตาโพลงให้กับงานที่คริษฐ์พึ่งแจ้งความต้องการของเขาให้เธอฟัง เกินความคาดหมายมาก นี้คือข้อเสนอของคริษฐ์ที่เขาได้พิจารณาแล้วและคิดว่าต้นข้าวจะสามารถทำงานที่เขาต้องการนี้ได้
‘เราไม่ได้หูฟาดไปใช่ไหม คนดูแลน้องคิตตี้?’
“หนูไม่ได้ฟังผิดไปใช่ไหมคะ บอสจะจ้างให้หนูเป็นคนดูแลน้องคิตตี้”
“ใช่ หนูต้นข้าวได้ยินถูกแล้ว”
“ตะ แต่ว่า...ทำไมบอสถึงเลือกให้หนูเป็นคนดูแลหลานที่เป็นดั่งแก้วตาดวงใจคนนี้เหรอคะ หนูต้องขออภัยนะคะที่ถามแบบนั้น แต่ว่าบอสพึ่งจะได้เจอหนูวันแรกและเราแทบจะยังไม่ได้สัมภาษณ์อะไรเกี่ยวกับตัวหนูเท่าไหร่เลย”
การที่ต้นข้าวพูดไปแบบนั่นไม่ใช่ว่าเธอไม่มั่นใจว่าตัวเองจะทำไม่ได้ เธอทำได้และแน่ใจว่าจะทำได้ดีด้วยแต่มันก็น่าแปลกเพราะเขาดูมั่นใจในตัวของต้นข้าวเธอจึงควรถามเขาให้แน่ใจว่าเขาไม่ได้คิดและเลือกผิด
คริษฐ์ยังคงยิ้มแลออกจะขบขันกับคำถามของต้นข้าวด้วยซ้ำแต่เขาไม่แปลกใจอะไรกับสิ่งที่ต้นข้าวถาม เขากลับมองว่าเธอทำถูกต้องที่สงสัยและถามออกมาโดยไม่ลังเล
“หนูต้นข้าวไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นหลอกนะ เพราะฉันได้ให้ลูกน้องไปสืบประวัติของหนูและการใช้ชีวิตประจำวันของหนูมาหมดแล้ว งานแอดมินที่หนูทำอยู่ตอนนี้มันก็ไม่ได้แย่อะไร แต่งานที่ฉันเสนอให้รับรองว่าเงินดีแน่นอน เออ...ฉันต้องขออภัยที่แอบสืบโดยที่ไม่ขอความสมัครใจของหนูก่อน”
ถึงต้นข้าวจะพยายามเก็บอาการขนาดไหนแต่เธอก็ไม่อาจปิดบังสายตาที่บ่งบอกว่าเธอแอบไม่พอใจที่ตัวเธอโดยแอบสืบการใช้ชีวิตประจำวันของเธอ แต่เธอจะไม่พอใจไปมันก็เท่านั้นเพราะเรื่องมันเกิดขึ้นและผ่านไปแล้วต้นข้าวจึงไม่คิดติดใจอะไร
‘เงินดีด้วย! เอาน่าต้นข้าว แกจะได้มีเงินเยอะๆเลยนะ’
“ไม่เป็นไรคะ” ต้นข้าวยังคงตอบด้วยรอยยิ้มกลับไปเหมือนเดิมและเปิดซองเอกสารเพื่อหยิบสัญญาขึ้นมาอ่านและระหว่างนั้นคริษฐ์ก็เริ่มพูดข้อเสนอของเขาต่อ
“ข้อเสนอของฉันคือ ฉันต้องการให้หนูมาดูแลคิตตี้ตลอด24ชั่วโมง”
“อะไรนะคะ? 24ชั่วโมง!”
