บทที่ 1 ก่อนทำสัญญา
หญิงสาวในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวแต่งโบว์สีขาวที่ช่วงอกและกระโปรงพลีทสีดำความยาวคลุมเข่า เธอสวมรองเท้าคัทชูสีดำทำให้ลุคของเธอวันนี้ดูสุภาพเรียบร้อย และเหมาะสมกับการเตรียมตัวเข้ารับการสัมภาษณ์งาน ในตำแหน่งเลขานุการของเจ้าของบริษัทที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แถวหน้าของประเทศ
อริสา หรือชื่อเล่นของเธอคือ ต้นข้าว หญิงสาวอายุ 24ปีสาววัยสะพรั่ง เธอเป็นสาวหน้าตาสละสลวยที่มีผมสีน้ำตาลเข้มตรงยาวถึงกลางหลัง ดวงตากลมโตนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อน ทำให้ใบหน้าสวยของเธอดูทั้งสวยทั้งอ่อนหวาน ต้นข้าวมีผิวขาวเนียนและมีรูปร่างผอมเพรียว ส่วนความสูงของเธอดูจากภายนอกแล้วน่าจะไม่เกิน165เซนติเมตร
ดูเหมือนเธอจะยังมีประสบการณ์ในการทำงานไม่มากนัก แต่ด้วยความที่อยากสร้างเนื้อสร้างตัวเธอจึงมุ่งมั่นที่จะหางานที่มั่นคงทำและการได้มีโอกาสเข้ามาสัมภาษณ์งานในบริษัทนี้ ทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองเข้าใกล้ความฝันได้หนึ่งขั้นแล้ว ที่เหลือก็ต้องไปลุ้นกันตอนสัมภาษณ์อีกที
ต้นข้าวบีบมือของตัวเองแน่นระหว่างนั่งรอเรียกเข้าสัมภาษณ์ ซึ่งเวลานั้นก็ใกล้เข้ามาทุกทีๆ ตัวเธอทั้งตื่นเต้นทั้งประหม่า แต่ก็พยายามจะรวบรวมสติและสมาธิให้ได้มากที่สุดเพื่อที่จะทำให้การสัมภาษณ์นี้ออกมาดีที่สุดและเต็มที่ให้มากที่สุด
‘ท่องไว้นะต้นข้าว เธอทำได้ เธอเก่ง เธอมั่นใจ และเธอจะผ่านมันไปได้ เหมือนทุกครั้ง’
ต้นข้าวหลับตานึกในใจถึงประโยคให้กำลังใจตัวเองที่เธอมักจะใช้พูดกับตัวเองเสมอเวลาที่เธอรู้สึกประหม่า ขาดความมั่นใจ หรือตื่นกลัว
“เชิญคุณอริสาค่ะ”
เสียงพนักงานฝ่ายบุคคลทำให้ต้นข้าวรีบลืมตาขึ้นทันทีพร้อมกับสูดหายใจเข้าลึกๆและปล่อยออกมาช้าๆ ต้นข้าวเช็กจนมั่นใจแล้วว่าตัวเองถือเอกสารที่เตรียมมาสัมภาษณ์อยู่ในมือครบถ้วนและจึงรีบเดินตามพนักงานไปยังห้องสัมภาษณ์
‘เอ๊ะ! ห้องสัมภาษณ์ไม่ได้อยู่ขั้นนี้หลอกเหรอ’
ต้นข้าวตั้งคำถามเพราะเธอเข้าใจว่าห้องที่เธอจะต้องเข้าไปสัมภาษณ์น่าจะอยู่ชั้นเดียวกันกับที่เธอนั่งรออยู่ และตรงนั้นเธอก็เห็นชัดเจนว่า มีห้องอยู่สองห้องที่ติดป้ายไว้ว่า Interview Room 1 และ Interview Room 2 แต่ทำไมพนักงานสาวสวยคนนี้ถึงพาเธอขึ้นลิฟท์มาที่ชั้น 5 ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดของตึกนี้
‘หรือว่าวันนี้เขาจะเปลี่ยนที่สัมภาษณ์ แต่ตามๆพี่เขาไปแล้วกัน’
พนักงานฝ่ายบุคคลคนสวยเดินนำต้นข้าวมาหยุดอยู่หน้าห้องที่ปิดไว้ด้วยประตูไม้สักบานใหญ่โอ่อ่าแต่ไม่ได้ติดป้ายบ่งบอกว่าเป็นห้องของใครเอาไว้
“คุณอริสายืนรอตรงนี้สักครู่นะคะ”
“ค่ะ” ต้นข้าวตอบรับด้วยรอยยิ้มให้พนักงานคนสวยที่หันไปเคาะประตูเพื่อขออนุญาตคนที่อยู่ในห้องก่อนจะเปิดประตูเข้าไปและปล่อยให้ต้นข้าวรออยู่ด้านนอกคนเดียว
‘ว่าจะไม่เกร็งแล้วนะ แต่ไม่ไหวแหะ’ ต้นข้าวยืนมองประตูไม้สักบานใหญ่ที่อยู่ตรงหน้าเธอ ก็อดเสียวสันหลังไม่ได้ เพราะแค่ประตูบานนี้เธอก็รู้สึกได้ถึงความมีอำนาจของคนที่นั่งอยู่หลังประตูไม้สักบานนี้
ต้นข้าวยืนรออยู่ไม่นานประตูไม้สักก็ถูกเปิดออกมาอีกครั้งพร้อมกับพนักงานฝ่ายบุคคลคนสวย
“เชิญคุณอริสาด้านในได้เลยค่ะ ตอนนี้บอสพร้อมที่จะพบคุณแล้ว”
พนักงานคนสวยผายมือเชิญให้ต้นข้าวเดินเข้าไปห้องและทันทีที่ต้นข้าวเดินผ่านหน้าเธอไป พนักงานคนสวยก็ทำการเดินออกมาและปิดประตูห้องทันที และตอนนี้ภายในห้องมีเพียงต้นข้าวและผู้ชายวัยกลางคนที่ยืนรอเธออยู่หลังโต๊ะทำงานของเขา
ต้นข้าวขอประเมินในใจตัวเองเลยว่าเขาน่าจะมีอายุประมาณ50ปลายๆ เขาดูสุขุม ภูมิฐาน และมีออร่าของความเป็นผู้นำ แต่แอบแฝงไปด้วยพลังอำนาจที่สามารถตัดสินชะตาชีวิตของคนใต้อาณัติได้เพียงออกคำสั่ง
‘เขาต้องเป็นเจ้าของบริษัทนี้แน่ ตั้งสติเข้าไว้นะต้นข้าว เธอทำได้’
ต้นข้าวให้กำลังใจตัวเองอีกครั้งก่อนจะเผยรอยยิ้มสุภาพและก้าวเดินตรงไปด้วยความมุ่งมั่นก่อนจะหยุดอยู่หลังเก้าอี้ที่นั่งฝั่งตรงข้ามเขา
“สวัสดีค่ะ ดิฉันชื่อ...”
“สวัสดีครับ หนูต้นข้าว”
‘หนูต้นข้าว? หึย มันชักจะแปลกแล้วนะแบบเนี่ย’
ต้นข้าวแอบคิดแต่ยังคงรอยยิ้มสุภาพเอาไว้ขณะที่คนตรงหน้าเธอผายมือเชิญให้เธอนั่งลงที่เก้าอี้เบื้องหน้า
“ขอบคุณค่ะ” ต้นข้าวเอ่ยก่อนจะนั่งลงที่เก้าอี้ตัวนั้น
“ก่อนเข้าเรื่อง ฉันคงต้องแนะนำตัวเองให้หนูรู้จักก่อน” ชายวัยกลางคนกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนให้ความรู้สึกเหมือนผู้ใหญ่ที่กำลังคุยกับเด็กน้อย พร้อมนั่งลงที่เก้าอี้หนังอย่างดีของเขา แม้ใบหน้าเขาจะดูเคร่งขรึมแต่หากมองดูดีๆแล้วผู้ชายคนนี้แฝงไว้ด้วยความอ่อนโยนและให้ความรู้สึกอบอุ่น
‘ความรู้สึกเหมือนกำลังคุยกับพ่อ’
“ฉันชื่อ คริษฐ์ เป็นเจ้าของบริษัทนี้ หน้าที่ของฉันมีอยู่อย่างเดียว คือดูแลทุกธรุกิจที่มี ให้อยู่รอดปลอดภัย และที่สำคัญต้องไม่ขาดทุน”
ต้นข้าวรู้สึกว่าตัวเองเริ่มกลืนน้ำลายอย่างยากลำบากขณะที่ตั้งใจฟังทุกคำพูดของคริษฐ์ น้ำเสียงของเขาแม้ว่าจะดูอ่อนโยนแต่ทุกคำพูดที่เขาพูดออกมานั้นมันแฝงไว้ด้วยพลังอำนาจ
‘สมแล้วที่เป็นผู้นำธุรกิจอันดับต้นๆของประเทศ’ ต้นข้าวคิดอย่างชื่นชมในใจ
“ฉันได้อ่านเอกสารสมัครงานของหนูแล้ว ในเอกสารระบุว่าหนูอยากสมัครเป็นเลขาของฉัน ถูกต้องไหม”
คริษฐ์ถามต้นข้าวด้วยน้ำเสียงสบายๆเกี่ยวกับตำแหน่งงานที่เธอกรอกเอาไว้ในใบสมัครงาน
‘ป๊าด นี้ฉันได้รับเกียรติจากเจ้าของบริษัทมาสัมภาษณ์ด้วยตัวเองเลยเหรอเนี่ย’ ต้นข้าวอดคิดอย่างตื่นเต้นไม่ได้ แต่เธอยังสามารถควบคุมความตื่นเต้นนั้นไว้และตอบออกไปอย่างฉะฉาน
“ถูกต้องค่ะ”
คริษฐ์มองต้นข้าวอย่างพิจารณาถึงแม้ว่าใบหน้าของเขาจะยังยิ้มอยู่แต่ต้นข้าวกลับรู้สึกเกร็งขึ้นมาอย่างประหลาด เพราะเธอไม่สามารถคาดเดาอะไรได้เลยว่าตอนนี้คริษฐ์กำลังคิดอะไรอยู่
‘แต่ขอให้เป็นเรื่องที่ดีด้วยเถิด สาธุ’
“ฉันคงต้องขอโทษหนูด้วย ที่ไม่สามารถรับหนูเข้ามาเป็นเลขาของฉันได้”
สิ้นเสียงของคริษฐ์จากหัวใจที่กำลังเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นของต้นข้าวตอนนี้เธอแทบจะหยุดหายใจ ความมุ่งมั่น ความตั้งใจและความหวังที่เธอเตรียมมาทั้งหมดในวันนี้ได้มลายหายสิ้นไปพร้อมกับคำตอบของคริษฐ์
‘ไม่จริง นี่ไม่ใช่เรื่องจริงใช่ไหม ฉันยังไม่ได้ขายความสามารถของตัวเองเลย แต่มันจบแล้ว มันจบเร็วไปไหมคะ’
“แต่ฉันมีข้อเสนออื่น”
