ตอนที่ 3 ไม่สบาย (1/2)
หลังจากค่ำคืนอันยาวนานจบลง ธีรภัทรให้คนขับรถไปส่งรินรดาที่อะพาร์ตเมนต์ตามหน้าที่ ทันทีที่บานประตูห้องปิดลง โลกแห่งความหรูหราก็ถูกตัดขาดออกไปทันที เหลือเพียงหญิงสาวธรรมดาในห้องสี่เหลี่ยมแคบ ๆ ที่ยังคงสวมชุดราตรีราคาแพงระยับ ดูแปลกแยกจากสภาพแวดล้อมเหลือเกิน
“เฮ้อ...”
รินรดารู้สึกอ่อนล้าไปทั้งร่างกายและจิตใจ เธอยืนพิงประตูอยู่เนิ่นนาน ปล่อยให้ความเงียบเข้าครอบงำ ภาพเหตุการณ์ในงานเลี้ยงยังคงฉายซ้ำไปซ้ำมาในมโนสำนึก โดยเฉพาะชั่ววินาทีที่เธออยู่ในอ้อมแขนของเขา
สัมผัสแข็งแกร่งทว่าอบอุ่นที่โอบประคองร่างเธอไว้ จังหวะหัวใจที่เต้นระรัวซึ่งเธอไม่แน่ใจว่าเป็นของเขาหรือของเธอ มันเป็นความรู้สึกที่จริงแท้และชัดเจนเสียจนน่ากลัว
“ไม่ได้นะ หยุดคิดสักที ห้ามรู้สึกเด็ดขาด” รินรดาสะบัดใบหน้าไปมา พยายามโยนความรู้สึกต้องห้ามทิ้งไป ก่อนอาการปวดศีรษะตุบ ๆ จะตามมา เพื่อบอกให้รู้ว่าวันนี้เธอใช้ร่างกายเกินพิกัดตัวเองไปไกลแล้ว ควรพักผ่อนสงบสติและอารมณ์ของตัวเองได้สักที
“ใช่ เราต้องนอน”
แค่หลับตา พักผ่อน เดี๋ยวความรู้สึกปั่นป่วนในท้องและอาการใจสั่นระรัวมันก็จะหายไปแล้ว
…
รินรดายังคงลากสังขารไปทำงานตามปกติ เธอกลับเข้าสู่โหมดพนักงานออฟฟิศอย่างสมบูรณ์แบบ ทว่าสมาธิกลับล่องลอยไปไกล
ร่างกายรุม ๆ เหมือนมีไข้ต่ำ ๆ ทำให้การจ้องตัวเลขบนหน้าจอคอมพิวเตอร์กลายเป็นเรื่องทรมานยิ่งกว่าเคย แต่เธอก็ยังฝืนทน เพราะภาระหน้าที่ในชีวิตจริงไม่ได้สวยหรูเหมือนบทละครที่เธอสวมบทบาทอยู่
ช่วงเย็นหลังเลิกงาน ท้องฟ้าที่เคยสดใสถูกบดบังด้วยหมู่เมฆสีเทาดำทะมึน รินรดาแวะไปที่โรงพยาบาลเพื่อจัดการเรื่องเอกสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับการผ่าตัดของน้องชาย แต่ขากลับม่านฝนที่ตั้งเค้ามาทั้งวันก็โปรยปรายลงมาอย่างไม่ให้สุ้มให้เสียง เพียงชั่วพริบตาก็เทกระหน่ำลงมาราวกับฟ้ารั่ว
ซ่าาา
“โอ๊ย! นี่มันวันอะไรกันเนี่ย!” รินรดาตะโกนดังลั่น
เธอรีบวิ่งไปหลบอยู่ใต้ชายคาของป้ายรถประจำทางที่แทบจะกันอะไรไม่ได้ ละอองฝนสาดกระเซ็นเข้ามาทำให้เสื้อผ้าของเธอเปียกปอน ลมกระโชกแรงพัดพาความเย็นยะเยือกเข้ามาเกาะกินร่างกายที่กำลังอ่อนแอ
เธอกอดตัวเองแน่น รู้สึกหนาวสะท้าน อาการปวดหัวก็รุมเร้าเล่นงานไม่หยุด สายฝนที่เทกระหน่ำลงมาก็ไม่มีท่าว่าจะซาลง
ทันใดนั้น รถยนต์คันหรูก็ชะลอจอดเทียบข้างป้ายรถประจำทาง กระจกรถฝั่งที่นั่งข้างคนขับเลื่อนลงช้า ๆ เผยให้เห็นใบหน้าเรียบขรึมของผู้ชายที่เธอเพิ่งจะนึกถึง
ไม่สิ
ต้องบอกว่า เธอนอนเห็นใบหน้าเขาทั้งคืนถึงจะถูก
“ขึ้นรถ” เขาออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงห้วนจัด แววตาที่มองมานั้นฉายแววหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด
“คิดจะทำอะไรอยู่ตรงนี้ จะเล่นมิวสิกวิดีโอหรือไง เธอไม่ใช่ดารานะรู้ตัวหรือเปล่า”
“เอ่อ...” รินรดาตกใจจนทำอะไรไม่ถูก กระนั้นก็ตั้งสติตอบเขากลับไปแข่งกับเสียงของสายฝนที่ตกลงมา
“คุณภัทร มาทำอะไรแถวนี้คะ?”
“ผมมาประชุมแถวนี้ แล้วมันใช่เรื่องของคุณหรือไง” เขาตวาดกลับอย่างคนหัวเสีย ปรายตามองหญิงสาวอีกครั้ง แล้วออกคำสั่งเหมือนเคย
“บอกให้ขึ้นรถก็ขึ้นมาสิ! อยากเป็นปอดบวมตายหรือไง!”
“...”
“ให้มันได้อย่างนี้สิ!”
แม้คำพูดจะฟังดูเกรี้ยวกราด แต่การกระทำของเขากลับตรงกันข้าม ธีรภัทรเปิดประตูรถฝั่งของเขา ก้าวลงมาท่ามกลางสายฝนโดยไม่สนว่าสูทราคาแพงจะเปียกปอน เขาเดินอ้อมมาเปิดประตูฝั่งที่เธอยืนอยู่ แล้วใช้ตัวเองเป็นที่กำบังฝนให้
“เร็วเข้า!”
รินรดางุนงง ทว่าก็ยอมขยับก้าวขาขึ้นไปบนรถแต่โดยดี
ทันทีที่เข้าไปนั่ง ความอบอุ่นจากเครื่องปรับอากาศก็โอบล้อมร่างกายของเธอไว้ ช่างแตกต่างจากความหนาวเหน็บภายนอกราวฟ้ากับเหว
ธีรภัทรกลับมานั่งประจำที่คนขับ เขาเหลือบมองสภาพเปียกมะล่อกมะแล่กของเธอแล้วสบถออกมาเบา ๆ
“ทำไมถึงไม่รู้จักดูแลตัวเองเอาซะเลยนะ” เขาบ่นอุบอิบขณะที่รถเคลื่อนตัวออกไป
“ไม่พกร่มหรือไง รู้ทั้งรู้ว่าฝนมันตั้งเค้ามาทั้งวัน จัดการชีวิตตัวเองไม่เป็นเอาซะเลย ถ้าป่วยขึ้นมาจะทำยังไง รู้ไหมว่ามันจะทำให้ตารางงานของผมวุ่นวายแค่ไหน ถ้าแฟนของผมต้องเข้าโรงพยาบาลน่ะ”
ทุกถ้อยคำของเขาล้วนอ้างถึงความเดือดร้อนของตัวเอง แต่กระนั้นก็เอื้อมมือไปปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้สูงขึ้น
รินรดาทำได้เพียงนั่งตัวลีบก้มหน้างุด ไม่กล้าต่อปากต่อคำ ร่างกายของเธอสั่นเทิ้มจนไม่อาจควบคุมได้ ไม่ใช่แค่เพราะความหนาว แต่เป็นเพราะไข้ที่หนักขึ้นทุกขณะ
ธีรภัทรเหลือบมาเห็นอาการของเธออีกครั้ง เขาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ราวกับขัดใจเต็มประดา ก่อนจะจอดรถชิดข้างทางอย่างกะทันหัน
“อยู่นิ่ง ๆ” เขาสั่งเสียงเข้ม เอื้อมตัวไปหยิบผ้าขนหนูสะอาดผืนเล็กจากกระเป๋ากีฬาที่เบาะหลัง ก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับเธอ
“อย่างน้อยก็เช็ดหัวให้แห้งหน่อย” เขายื่นผ้าให้ แต่มือของรินรดาสั่นเกินกว่าจะรับมันไว้ได้ เขาจึงขมวดคิ้วมุ่น ดึงผ้ากลับไป
“ทำอะไรเองไม่เป็นหรือไง”
ว่าจบก็ขยับตัวเข้ามาใกล้
กลิ่นโคโลญจน์จาง ๆ ปะปนกับกลิ่นฝนลอยแตะจมูก รินรดาใจเต้นรัวเมื่อเขาใช้ผ้าขนหนูในมือค่อย ๆ ซับน้ำออกจากเส้นผมของเธออย่างแผ่วเบา
การกระทำของเขาช่างสวนทางกับวาจาสิ้นเชิง น้ำเสียงนั้นเกรี้ยวกราด แต่สัมผัสจากปลายนิ้วที่เผลอมาโดนขมับกลับอ่อนโยนอย่างไม่น่าเชื่อ ความอบอุ่นจากฝ่ามือที่กำลังขยี้ผ้าขนหนูบนศีรษะของเธอเบา ๆ นั้น ค่อย ๆ แผ่ซ่านลงมาถึงหัวใจที่กำลังหนาวเหน็บและโดดเดี่ยว
รินรดาเงยหน้าขึ้นสบตาเขาในระยะประชิด ความหงุดหงิดบนใบหน้าของเขาเมื่อครู่ได้จางหายไปแล้ว เหลือเพียงแววตาที่เต็มไปด้วยความจดจ่อ และแวบหนึ่งที่เธอคิดไปเองหรือเปล่า เธอเห็นความห่วงใยฉายชัดอยู่ในนั้น
เขาเป็นห่วงเธอเหรอ?
“ขอบคุณค่ะ” เธอเอ่ยขึ้นเสียงแผ่ว
ธีรภัทรชะงักมือไปเล็กน้อย เขากระแอมไอแก้เก้อแล้วผละตัวออกห่าง เมื่อเผลอทำอะไรที่ไม่ควรเข้า
“ก็... ก็ผมบอกแล้วไงว่าถ้าคุณป่วยมันจะยุ่งยาก เรายังต้องทำงานร่วมกันอีก” เขายังคงใช้สัญญามาเป็นเกราะกำบังความรู้สึกที่แท้จริง
“ดูแลตัวเองให้ดีมันก็เป็นส่วนหนึ่งของงานนั่นแหละ ทั้งหมดก็เพื่องาน”
เขาย้ำอีกครั้ง ก่อนจะหันกลับไปสตาร์ตรถแล้วขับต่อไปเงียบ ๆ โดยไม่บ่นอะไรอีก
รินรดาลอบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของเขาที่กระทบกับแสงไฟนีออนบนท้องถนนยามค่ำคืนที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยสายฝน
ภาพของผู้บริหารหนุ่มผู้เย็นชาและหยิ่งทะนงในตอนแรกค่อย ๆ เลือนหายไป ถูกแทนที่ด้วยภาพของผู้ชายปากแข็งคนหนึ่งที่ถึงกับยอมตัวเปียกเพื่อลงมาเปิดประตูรถให้เธอ
ผู้ชายที่บ่นว่าเธอจะทำให้เขาเดือดร้อน แต่กลับลงมือเช็ดผมให้เธออย่างอ่อนโยนที่สุด
“คุณภัทรคะ เอ่อ... ถึงแล้วค่ะ ขอบคุณที่มาส่งนะคะ”
เสียงของรินรดาแผ่วเบาจนแทบจะจมหายไปกับเสียงฝนที่ซาลงแล้ว เธอพยักพเยิดไปยังตึกอะพาร์ตเมนต์เก่าแก่แห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ในซอยแคบ ๆ ซึ่งดูแปลกแยกกับรถยนต์ยุโรปคันหรูที่จอดอยู่
ธีรภัทรหรี่ตามองภาพเบื้องหน้า นี่น่ะหรือที่อยู่ของแฟนทายาทเครือกิตติวรากูล มันช่างห่างไกลจากคอนโดหรูที่เขาเคยจินตนาการไว้ลิบลับ
“ฉันขึ้นไปเองได้ค่ะ ไม่รบกวนแล้ว ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือในวันนี้นะคะ” เธอกำลังจะเปิดประตูลงจากรถ แต่เรี่ยวแรงที่หดหายไปกับพิษไข้ทำให้การเคลื่อนไหวดูเชื่องช้าและสั่นเทาจนขัดใจคนมอง
“สภาพแบบนี้เนี่ยนะจะขึ้นไปเองไหว” ธีรภัทรเอ่ยเสียงดุ แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความกังวล
“เดี๋ยวก็หน้ามืดล้มหัวฟาดพื้นกันพอดี มีหวังฉันจะยุ่งกว่าเดิม รออยู่นี่แหละ”
ไม่รอให้เธอได้ปฏิเสธ เขาก็ก้าวลงจากรถ เดินอ้อมมาเปิดประตูฝั่งเธอแล้วประคองร่างที่อ่อนแรงลงมาอย่างทุลักทุเล
ศักดิ์ศรีที่พยายามแบกไว้ของรินรดาพังครืนลงไม่เป็นท่า เธอไม่มีแรงแม้แต่จะขัดขืนเขา ได้แต่ปล่อยให้เขาพยุงร่างของเธอเข้าไปในตัวอาคารที่ทรุดโทรมตามกาลเวลา
