ตอนที่ 2 งานเลี้ยง (2/2)
หากมื้อค่ำที่คฤหาสน์เปรียบเสมือนการสอบปากเปล่าในห้องที่เงียบเชียบ ภารกิจที่สองของรินรดาก็ไม่ต่างอะไรกับการแสดงละครเวทีโรงใหญ่ต่อหน้าผู้ชมนับพัน
งานกาล่าการกุศลประจำปีที่รวมเอาบุคคลในแวดวงสังคมชั้นสูงและนักธุรกิจระดับประเทศไว้คับคั่ง เวทีที่ธีรภัทรเลือกใช้เพื่อประกาศความสัมพันธ์ของพวกเขาให้โลกได้รับรู้
ละครฉากสำคัญได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
ค่ำคืนนี้ รินรดาถูกแปลงโฉมอีกครั้งในชุดราตรียาวสีแดงทับทิมที่ขับเน้นความงามของเธอให้เจิดจรัสราวกับดาราฮอลลีวูด
ทันทีที่ธีรภัทรควงแขนเธอเดินเข้าสู่ห้องบอลรูมของโรงแรม แสงไฟระยิบระยับจากโคมไฟแชนเดอเลียร์คริสตัลนับร้อยดวงก็สาดส่องลงมาราวกับต้อนรับพวกเขาโดยเฉพาะ
บรรยากาศภายในงานคือมหาสมุทรแห่งวงสังคมที่แท้จริง เสียงพูดคุยจอแจ เสียงแก้วแชมเปญกระทบกัน และเสียงดนตรีแจซบรรเลงสดเคล้าคลอไปทั่วบริเวณ ทุกสายตาที่จับจ้องมายังพวกเขาสองคนเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น เสียงกระซิบกระซาบไล่หลังมาราวกับระลอกคลื่นในทะเล
“ยิ้มไว้ ไม่ต้องเกร็ง” ธีรภัทรกระซิบชิดใบหู ลมหายใจอุ่นของเขาทำให้รินรดาขนลุกซู่
“ทำเหมือนว่าไม่มีที่ไหนในโลกที่คุณอยากอยู่มากไปกว่าข้าง ๆ ผม”
มันคือคำสั่ง แต่กลับแฝงไว้ด้วยพลังที่ทำให้ใจสั่นอย่างน่าประหลาด
ข้าง ๆ ผม งั้นเหรอ?
รู้สึกเหมือนเธอเป็นคนสำคัญของเขาไม่มีผิด
รินรดาสูดลมหายใจลึกก่อนจะเงยหน้าขึ้น สวมรอยยิ้มที่งดงามที่สุดเท่าที่เธอจะทำได้ เธอขยับเข้าไปใกล้เขาอีกนิด วางมืออีกข้างทาบบนต้นแขนแกร่งของเขาอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด ให้เขาพาเธอเดินเข้าไปทักทายผู้คนทั่วงาน ด้วยคำแนะนำว่า...
“นี่รินรดา คนรักของผมเองครับ”
ธีรภัทรแนะนำเธอในฐานะคนรักอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางสายตาประหลาดใจของแขกที่ได้ยิน
ธีรภัทรไม่เคยมีข่าวกับหญิงสาวคนไหน อีกทั้งเมื่อเร็ว ๆ นี้ยังมีข่าวลือในวงในว่าชายหนุ่มกำลังจะหมั้นหมายกับลูกสาวไฮโซคนหนึ่ง แต่จู่ ๆ วันนี้กลับควงผู้หญิงอีกคนมาแนะนำตัวต่อสาธารณชนเสียอย่างนั้น
ถึงอย่างนั้นต่อให้สงสัยใคร่รู้มากเพียงใด ด้วยคุณสมบัติผู้ดีที่ชนชั้นสังคมมี ย่อมไม่มีใครกล้าซักไซ้มากนัก ได้แต่ยิ้มรับและทักทายไปตามมารยาท
บทสนทนาส่วนใหญ่เป็นเรื่องธุรกิจที่น่าเบื่อ ทว่ารินรดาก็สามารถรับมือได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตรและคำพูดที่ฉลาดเฉลียวพอที่จะไม่ทำให้ตัวเองดูด้อยค่า และแน่นอนว่าศัตรูหัวใจอย่างญาดาก็อยู่ที่นี่ด้วย
หล่อนยืนอยู่ในกลุ่มเพื่อนสาวไฮโซ ส่งสายตาคมกริบราวกับใบมีดมาให้เป็นระยะ
“ดูมีความสุขจังเลยนะคะ” ญาดาเดินเข้ามาทักทายด้วยรอยยิ้มเสแสร้ง
“ระวังแสงแฟลชด้วยนะคะ บางทีมันก็สว่างจ้าจนทำให้คนบางคนตาพร่ามัว คิดว่าตัวเองเป็นหงส์ ทั้งที่จริงก็เป็นแค่นกปีกหักที่โชคดีมีคนเก็บไปเลี้ยงเท่านั้น วันไหนปีกหายดี ฝูงนกก็คงจะมารับไป”
“ขอบคุณที่เป็นห่วงค่ะ” รินรดายิ้มรับอย่างใจเย็น
“แต่รินไม่กลัวแสงแฟลชหรอกค่ะ โชคดีที่มีคนคอยบังแดดบังลมให้อยู่ข้าง ๆ เสมอแหม... มีคนคอยดูแลแบบนี้ จะรีบกลับฝูงไปทำไมล่ะคะ” เธอกระชับแขนของธีรภัทรแน่นขึ้น เป็นการประกาศชัยชนะในสมรภูมิวาจาเล็ก ๆ ได้อย่างสวยงาม
เหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดเกิดขึ้นในช่วงที่พวกเขากำลังจะเดินไปหาเครื่องดื่มเพิ่มเติม พนักงานเสิร์ฟคนหนึ่งที่กำลังรีบร้อน เกิดเสียหลักไปชนเข้ากับแขกในงานอย่างจัง จนเกิดเป็นความอลหม่านเล็ก ๆ
แรงกระแทกนั้นส่งต่อมาถึงรินรดาที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ทำให้เธอเซถลาไปด้านหน้าอย่างแรง ส้นสูงที่ไม่คุ้นเคยยิ่งทำให้การทรงตัวเป็นไปได้ยากขึ้น
“ว้ายยย!”
เธอร้องออกมาด้วยความตกใจ รู้สึกได้ถึงร่างกายที่กำลังจะล้มลงกระแทกกับพื้นหินอ่อน เปลือกตาปิดแน่นเตรียมรับความเจ็บปวดและน่าอับอายที่จะตามมา
แต่แล้วแทนที่จะเป็นความเจ็บปวด เธอกลับสัมผัสได้ถึงอ้อมแขนที่แข็งแรงที่ตวัดเข้ามารวบเอวของเธอไว้ได้อย่างทันท่วงที แรงดึงนั้นทำให้ร่างของเธอหมุนคว้างกลับไปปะทะกับแผงอกกว้างของใครคนหนึ่งอย่างจัง
ฟุบ!
โลกทั้งใบของรินรดาหยุดหมุน
เธอลืมตาขึ้นช้า ๆ สิ่งแรกที่เห็นคือดวงตาคมกริบที่อยู่ห่างออกไปไม่ถึงคืบมือ ในแววตาคู่นั้นฉายชัดถึงความตื่นตระหนกที่เกิดขึ้นฉับพลัน ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความห่วงใยอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน
เสียงดนตรีและเสียงผู้คนรอบข้างเงียบสนิท เหลือเพียงเสียงหัวใจของเธอที่เต้นระรัวอยู่ในอกราวกับกลองศึกยามออกรบ และเธอก็รู้สึกได้ถึงจังหวะหัวใจของเขาที่เต้นแรงไม่ต่างกันผ่านแผ่นอกที่แนบชิด
กลิ่นโคโลญจน์จาง ๆ อันเป็นเอกลักษณ์ของเขาลอยเข้าจมูก สัมผัสจากฝ่ามือใหญ่ที่โอบรอบเอวบางของเธอทั้งแข็งแรงและอบอุ่น มันเป็นระยะห่างที่ใกล้เกินกว่าสัญญาข้อไหน ๆ ที่เคยตกลงกันไว้ เป็นการสัมผัสที่ไม่ได้มาจากการแสดง แต่มาจากสัญชาตญาณล้วน ๆ
เวลาคล้ายหยุดนิ่งไปชั่วขณะ ภาพของทายาทหนุ่มรูปงามที่กอดประคองหญิงสาวแสนสวยไว้ในอ้อมแขน กลายเป็นจุดสนใจของทุกสายตาในงานเลี้ยง แสงแฟลชจากกล้องของนักข่าวสายสังคมที่แฝงตัวอยู่สว่างวาบขึ้นมาราวกับสายฟ้าฟาด
ธีรภัทรได้สติ เขาค่อย ๆ ประคองให้เธอยืนตรง แต่มือข้างหนึ่งยังคงไม่ยอมปล่อยไปจากเอว
“เป็นอะไรไหม?” เขาถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ มีเพียงเธอเท่านั้นที่ได้ยิน
รินรดาส่ายหน้าช้า ๆ ยังคงพูดอะไรไม่ออก ก่อนที่ผู้คนจะเข้ามารุมล้อมพวกเธอในทันที
“คุณธีรภัทรคะ ผู้หญิงคนนี้คือแฟนตัวจริงใช่ไหมคะ?”
“ดูโรแมนติกมากเลยค่ะ ช่วยเล่าเรื่องของคุณสองคนให้ฟังหน่อยได้ไหมคะ?”
“คุณผู้หญิงชื่ออะไรคะ ทำไมถึงพิชิตใจหนุ่มโสดในฝันของสาว ๆ ได้คะ?”
คำถามมากมายสาดเข้ามาไม่หยุดหย่อน จนรินรดาก็ไม่อาจจะตั้งรับได้ทัน ธีรภัทรขยับตัวมายืนบังเธอไว้ ใช้ร่างกายสูงใหญ่เป็นกำแพงมนุษย์ปกป้องเธอจากนักข่าวเหล่านั้น พร้อมทั้งสายตาไม่สบอารมณ์เมื่อบรรดานักข่าวไม่หยุดสักที
“ขอบคุณที่เป็นห่วงครับ” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบแต่ทรงอำนาจ
“แฟนของผมตกใจเล็กน้อย แต่เธอไม่เป็นอะไรแล้ว” เขาจงใจใช้คำว่าแฟนอย่างเต็มปากเต็มคำ ก่อนจะมองตรงไปยังนักข่าว
“เธอชื่อรินรดาครับ ส่วนเรื่องส่วนตัวของเรา ผมคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ต้องประกาศให้ใครทราบ เราขอใช้เวลาส่วนตัวเงียบ ๆ ดีกว่านะครับ ทีนี้ก็ช่วยหลีกทางให้เราด้วย”
คำพูดที่สุภาพแต่เด็ดขาดนั้นทำให้ไม่มีใครกล้าซักไซ้ต่อ
ธีรภัทรโอบเอวรินรดาไว้แน่น เขาพาเธอแหวกวงล้อมของนักข่าวที่อยากรู้อยากเห็นออกมา มุ่งตรงไปยังระเบียงด้านนอกที่เงียบสงบ
รินรดาพิงร่างกับราวระเบียง หัวใจยังคงเต้นไม่เป็นส่ำ ไม่ใช่แค่เพราะอุบัติเหตุเมื่อครู่แต่เป็นเพราะอ้อมกอดที่ยังคงติดตรึงอยู่ในความรู้สึก การปกป้องอย่างดุดันของเขาที่ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เพราะที่ผ่านมา เธอคือคนที่คอยปกป้องคนอื่นอยู่เสมอ
เพิ่งเคยรู้สึก...
ได้รับอะไรแบบนี้เป็นครั้งแรกเลย
“โอเคนะ?” พออยู่ด้วยกันตามลำพังธีรภัทรก็เอ่ยถาม จะบอกว่าเขาเป็นห่วงเธอก็ได้ เพราะเขาเองก็ไม่คิดว่าจะมีเหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้น ดูจากสีหน้าที่ซีดเซียว รินรดาคงตกใจน่าดู
“ค่ะ ฉันไม่เป็นอะไรค่ะ แต่ตกใจนิดหน่อย ไม่คิดว่านักข่าวจะพุ่งเข้ามาขนาดนั้นค่ะ”
“อืม เดี๋ยวก็ชิน”
เขาขานรับเสียงเธอแค่นั้น ไม่ได้แสดงท่าทีอะไรออกมา แววตาเปี่ยมไปด้วยความห่วงใยก็เจือจางหายไปแล้ว และเธอก็ไม่คิดที่จะก้าวข้ามเส้นกติกาของสัญญานั้นเช่นกัน ต่อให้ชายหนุ่มตรงหน้าจะทำให้เธอรู้สึกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนก็ตาม
