ตอนที่ 3 ไม่สบาย (2/2)
ทุกย่างก้าวที่พาเขาเข้ามาในโลกของเธอ ยิ่งตอกย้ำความแตกต่างราวฟ้ากับเหวระหว่างคนทั้งสอง ลิฟต์ที่เคลื่อนตัวขึ้นอย่างเชื่องช้า ทางเดินที่ปูด้วยกระเบื้องยางเก่า ๆ แสงไฟสีส้มสลัว ทุกอย่างช่างแตกต่างจาก
เพนต์เฮาส์ของเขา ที่ทุกตารางนิ้วคือความสมบูรณ์แบบและหรูหรา
เมื่อมาถึงหน้าห้อง รินรดาพยายามจะไขกุญแจด้วยมือที่สั่นเทา แต่ธีรภัทรก็คว้าไปจัดการเสียเอง
“บอกให้อยู่นิ่ง ๆ แค่อ้าปากขอความช่วยเหลือจากผม มันยากหรือไง”
เขารับกุญแจห้องมาไขเอง พลันประตูถูกเปิดออกสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของธีรภัทรคือจักรวาลใบเล็กของรินรดา
ห้องสตูดิโอขนาดกะทัดรัดที่ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย สะอาดสะอ้าน ไม่มีเฟอร์นิเจอร์ราคาแพงแม้แต่ชิ้นเดียว มีเพียงโซฟาตัวเก่าที่คลุมด้วยผ้าลายสวย เตียงนอนที่มุมห้องซึ่งปูผ้าไว้อย่างตึงเรียบ ชั้นหนังสือเล็ก ๆ และมุมครัวที่พอจะทำอาหารง่าย ๆ ได้
เขามองไปรอบ ๆ ชุดราตรีสีแดงทับทิมที่เธอเพิ่งถอดออกเมื่อคืนก่อน ราคาของมันคงจะมากกว่าค่าเช่าห้องนี้ทั้งปีเสียอีก ความจริงข้อนี้เสียดแทงเข้ามาในใจของเขาอย่างจัง
“ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ เนื้อตัวเปียกแบบนั้นเดี๋ยวไข้จะขึ้นหนักกว่าเดิม ขออนุญาต” เขาสั่ง ทว่าก็ไม่ลืมจะขออนุญาตก้าวเท้าเข้ามาในห้องเล็ก ๆ นี้ด้วย
เขาประคองเธอไปนั่งที่โซฟาอย่างเก้ ๆ กัง ๆ รินรดาเองก็ไม่มีแรงจะเถียง
เธอพยุงตัวเองลุกเข้าไปในห้องน้ำเพื่อเปลี่ยนเป็นชุดนอนผ้าฝ้ายธรรมดา ขณะเดียวกัน ธีรภัทรที่ยืนเคว้งคว้างอยู่กลางห้องก็ไม่รู้จะทำอะไร เขาเดินไปที่มุมครัว เปิดตู้เย็นที่แทบไม่มีอะไรนอกจากน้ำเปล่าและไข่ไก่ไม่กี่ฟอง ก่อนจะตัดสินใจต้มน้ำร้อนด้วยกาต้มน้ำไฟฟ้าเก่า ๆ
เป็นการกระทำที่แสนธรรมดา แต่สำหรับคุณชายอย่างเขาแล้วมันคือเรื่องใหม่ในชีวิต
ใครจะคิดว่าเขาจะต้องมายืนทำอะไรแบบนี้ ในสถานที่แบบนี้กันล่ะ
ครืด… ครืด...
ตอนนั้นโทรศัพท์มือถือของรินรดาซึ่งวางอยู่บนโต๊ะกาแฟก็สั่นครืดคราดขึ้นมา หน้าจอสว่างวาบแสดงชื่อผู้โทรเข้าว่า ภรินทร์น้องรัก พร้อมรูปเด็กหนุ่มหน้าใสที่กำลังยิ้มร่า
ธีรภัทรชะงัก เขารู้ว่าไม่ควรละลาบละล้วง แต่เสียงเรียกเข้าที่ดังไม่หยุดนั้นทำให้เขากังวลว่าอาจเป็นเรื่องด่วนจากใครหรือเปล่า ไม่อย่างนั้นคงไม่โทรติดต่อกันแบบนี้หรอก
จังหวะนั้นรินรดาเดินออกมาจากห้องน้ำพอดี ใบหน้าของเธอซีดเผือดแต่ก็ปรากฏรอยยิ้มจาง ๆ เมื่อเห็นชื่อบนหน้าจอ เธอทรุดตัวลงนั่งแล้วกดรับสายแบบวิดีโอคอลทันที
“ว่าไงเรา” น้ำเสียงของเธออ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด
“เจ๊ริน! เป็นไงบ้าง วันนี้เลิกงานเร็วจัง” ภาพของเด็กหนุ่มที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้ปรากฏขึ้นบนจอ แม้จะดูซูบซีดไปบ้าง แต่ดวงตาของเขากลับเปล่งประกายสดใส
“ว่าแต่เจ๊ไม่สบายหรือเปล่า ทำไมหน้าซีดจัง”
“เปล่าสักหน่อย แค่เหนื่อยน่ะ ช่วงนี้ทำงานเยอะ” รินรดาโกหกคำโต เธอไม่อยากให้น้องชายมานั่งเป็นห่วง แล้วคิดว่าตัวเองทำให้เธอต้องลำบาก
“แล้วเราล่ะ วันนี้คุณหมอว่ายังไงบ้าง ไหน เล่าให้ฟังหน่อยสิ”
“เหมือนเดิมแหละน่า” ภรินทร์ตอบอย่างร่าเริง
“เอ๊ะ! นั่นใครน่ะเจ๊? ที่อยู่ข้างหลัง” สายตาของเด็กหนุ่มเหลือบไปเห็นเงาของธีรภัทรที่ยืนทำตัวไม่ถูกอยู่ด้านหลังพอดี ก่อนจะเอ่ยแซวพี่สาว
“โห! เจ๊พาหนุ่มเข้าห้องเหรอ แฟนเจ๊เหรอ? เปิดตัวหน่อยสิ!”
รินรดาหน้าเห่อร้อนขึ้นมาทันทีเมื่อถูกน้องชายแซวมาแบบนั้น เธอหันขวับไปมองธีรภัทรด้วยสายตาเลิ่กลั่ก
“บ้าเหรอภรินทร์ นี่... นี่คุณภัทร เป็นเพื่อนที่ทำงานน่ะ พอดีเขาแวะมาส่งเฉย ๆ ไม่ใช่อะไรแบบนั้นสักหน่อย แก่แดดนะเราน่ะ”
ธีรภัทรได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าให้กล้องอย่างเสียไม่ได้ ภรินทร์มองเขาสลับกับพี่สาวด้วยแววตาล้อเลียนไม่เลิก เขาไม่ยอมเชื่อคำโกหกของพี่สาวง่าย ๆ หรอก
“สวัสดีครับคุณภัทร เพื่อนที่ทำงานจริงเหรอเนี่ยเจ๊ เพื่อนเจ๊หล่อนะเนี่ย”
“ก็จริงน่ะสิ!” รินรดายืนยันเสียงแข็ง พยายามจะเปลี่ยนเรื่อง ก่อนที่เธอจะเผลอแสดงพิรุธออกมาให้ภรินทร์จับได้
“แล้วเรื่องผ่าตั—”
“โอ๊ย! เรื่องนั้นเจ๊ไม่ต้องห่วงแล้ว” ภรินทร์พูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“ผมรู้ว่าเจ๊ทำงานหนักมากเพื่อหาเงินก้อนนี้มาให้ผม ผมสัญญาเลยนะว่าจะรีบผ่าตัด รีบหาย แล้วจะกลับไปช่วยเจ๊ทำงานหาเงินเอง ขอบคุณมากนะครับเจ๊ที่ช่วยผมอย่างสุดความสามารถ พี่สาวคนเก่งของผม” ประโยคนั้นมันเปรียบเสมือนจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่เข้ามาเติมเต็มภาพในหัวของธีรภัทรให้สมบูรณ์
“เธอต้องการเงิน”
คำพูดของนนท์ในวันแรกที่รายงานเรื่องของเธอผุดขึ้นมาในความคิด แต่ในตอนนั้นเขาเข้าใจว่ามันคือความต้องการเงินเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น เพื่อความสุขสบาย เขาไม่เคยจินตนาการเลยว่าเบื้องหลังความต้องการนั้น คือความรักอันบริสุทธิ์ของพี่สาวคนหนึ่งที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อรักษาชีวิตน้องชาย
ธีรภัทรจ้องมองใบหน้าของรินรดาที่กำลังฝืนยิ้มกลบเกลื่อนความรู้สึกขณะคุยกับน้องชาย ภาพของเธอในชุดราตรีหรูหราที่งานเลี้ยงเลือนหายไป ถูกแทนที่ด้วยภาพของหญิงสาวธรรมดาคนหนึ่งที่กำลังต่อสู้อย่างสุดกำลังเพื่อคนที่เธอรัก ศักดิ์ศรีที่เธอยอมแลก บทบาทที่เธอยอมแสดง ทั้งหมดก็เพื่อรอยยิ้มของเด็กหนุ่มคนนี้นี่เอง
ความรู้สึกบางอย่างที่หนักอึ้งและซับซ้อนก่อตัวขึ้นในใจของเขา มันคือความรู้สึกผิดเล็กๆ และที่สำคัญที่สุดคือความเคารพอย่างสุดใจ
หลังจากวางสายจากน้องชาย บรรยากาศในห้องก็ตกอยู่ในความเงียบงัน เป็นความเงียบที่น่าอึดอัดยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ
“ผม...” ธีรภัทรพยายามจะพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับหาคำพูดที่เหมาะสมไม่เจอ เขาไม่ใช่คนที่จะพูดคำว่าขอโทษ หรือเห็นใจได้อย่างคล่องปาก สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะพูดในสิ่งที่เขาพอจะทำได้ และไม่ดูเกินขอบเขตของสัญญา
“คุณควรจะพักผ่อน พรุ่งนี้ไม่ต้องไปทำงาน ผมจะให้นนท์จัดการเรื่องลาให้”
“แต่—”
“เธอรู้ใช่ไหม ว่าถ้าเธอป่วย ฉันต้องเหนื่อยเพิ่ม อย่าให้ฉันต้องพูดมันซ้ำ ๆ”
มันยังคงเป็นประโยคคำสั่ง แต่โทนเสียงนั้นกลับแตกต่างไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง มันแฝงไว้ด้วยความเข้าใจและความห่วงใยที่ไม่ได้เสแสร้ง และก็เช่นเดิม ไม่รอให้เธอได้โต้แย้งใด ๆ ด้วย
“ยาอยู่ไหน”
“คะ?”
“ยาแก้ไข้ เก็บไว้ไหน”
รินรดาชี้ไปยังตู้ยาเล็ก ๆ ที่ผนัง เขาเดินไปเปิดหาแผงยาแก้ปวดกับน้ำเปล่าขวดใหม่มาวางไว้ให้บนโต๊ะ
“กินแล้วก็นอนพักซะ”
ว่าจบ เขาก็เปิดประตูเดินจากไป ทิ้งให้รินรดานั่งนิ่งอยู่กับยาในมือและความรู้สึกสับสนที่ท่วมท้นในใจ
การกระทำทั้งหมดนี้ มันยังคงอยู่ในข้อสัญญาจริง ๆ ใช่ไหม?
ธีรภัทรเดินกลับมาที่รถ กลิ่นอายของความเรียบง่ายและชีวิตที่ดิ้นรนในห้องเล็ก ๆ ยังคงติดอยู่ในความรู้สึก ภาพรอยยิ้มของภรินทร์ และแววตามุ่งมั่นของรินรดา ทำให้สัญญาจ้างและโลกจอมปลอมที่เขาสร้างขึ้นมาดูไร้สาระไปในทันที
สิ่งที่เขากำลังทำอยู่ มันสมควรแล้วหรือยัง
นั่นคือคำถามที่เขาต้องกลับไปคิด
