บทที่ 2 ฝันร้ายของปฐมพฤกษ์ (2)
อย่างคืนก่อนตอนที่แอบสะกดรอยตามอารดา เขาพบว่าเธอออกมาเที่ยวกลางคืน เขาจึงโทรหา แต่อารดากลับปิดโทรศัพท์มือถือ ทั้ง ๆ ที่อารดาอยู่ตรงหน้าแค่เพียงเอื้อมมือเท่านั้น!
“พี่โทรแล้ว แต่หนูนาปิดเครื่อง”
“พี่มิ่งโทรมาตอนไหน ถ้าเกินสี่ทุ่มนาเข้านอนแล้ว”
“งั้นเหรอ...” เสียงทุ้มต่ำกลืนหายไปในลำคอ
ปฐมพฤกษ์รู้สึกว่าตัวเองเหมือนคนโง่ ที่พิการหูหนวก ตาบอดไม่รู้ไม่เห็นอะไร ทั้ง ๆ ที่ทุกอย่างกระจ่างชัดอยู่ตรงหน้าแล้ว
“อย่ามาทำเสียงแบบนี้นะ นาไม่ชอบ การละเลยไม่ใส่ใจ กับการไม่มีเวลาอยู่ด้วยกันมันคนละเรื่องกันนะคะ แต่ก่อนตอนที่พี่มิ่งเรียนอยู่ พี่มิ่งเรียนหนักขนาดไหน พี่มิ่งยังมีเวลาโทรหานาเลย แล้วดูตอนนี้สิ จะโทรหากันพี่มิ่งก็ไม่ทำ” อารดาขึ้นเสียงทั้งทำหน้ายุ่งไม่พอใจ
“หนูนาอยากให้พี่ทำอะไรให้ล่ะ?”
คำถามซื่อ ๆ นั่นยิ่งเติมเชื้อเพลิงให้อารดาโกรธยิ่งกว่าเดิม “นาอยากมีเวลาเป็นส่วนตัวอยู่กับพี่มิ่งบ้างค่ะ”
ปฐมพฤกษ์สูดลมหายใจเข้าปอดลึก “ถ้างั้นพี่จะปิดร้าน เดี๋ยวพี่จะพาหนูนาไปเที่ยวในทุก ๆ ที่ที่หนูนาอยากไป”
“ไม่ต้องมาประชดหรอกค่ะ นาไม่ต้องการให้พี่มิ่งทำอย่างนั้น”
“แล้วหนูนาต้องการให้พี่ทำอะไรล่ะ?” เป็นนานกว่าปฐมพฤกษ์จะหลุดคำถามนี้ออกมา ชายหนุ่มต้องสะกดอารมณ์โกรธเอาไว้อย่างสุดความสามารถ มือหนาข้างลำตัวกำเข้าหากันจนแน่นค่อย ๆ คลายออกเมื่ออารดานิ่งไป ความเงียบแทรกตัวเข้ามา พร้อมกับความอึดอัด
“นาอยากเว้นวรรคเรื่องของเราค่ะ”
“พี่ไม่เข้าใจ” สัตวแพทย์หนุ่มทำหน้ายุ่ง
“นาหมายถึงเราสองคนควรอยู่ห่างกันสักพัก นาอยากอยู่คนเดียวเงียบ ๆ เพื่อทบทวนความรู้สึกของตัวเอง นาแค่สงสัยในความรักของเรา ตอนนี้นาเริ่มไม่แน่ใจแล้วล่ะ ว่านายังรักพี่มิ่งเหมือนเดิมหรือเปล่า”
ประโยคท้ายซึ่งหลุดออกจากริมฝีปากบางปราศจากเครื่องสำอางเหมือนสายฟ้าที่ผ่าลงตรงกลางแสกหน้าปฐมพฤกษ์
“ก็ไหนหนูนาบอกว่าอยากมีเวลาอยู่กับพี่”
“เราผ่านช่วงเวลานั้นมาแล้ว”
น้ำเสียงของอารดาเย็นเยียบจนปฐมพฤกษ์สัมผัสได้
“พี่... พี่รักหนูนานะ” น้ำเสียงชายหนุ่มสั่นเทา “พี่กำลังสร้างอนาคตเพื่อเราสองคนอยู่”
“เมื่อไหร่จะสร้างเสร็จล่ะคะ?”
ปฐมพฤกษ์เงียบไปอย่างจนด้วยคำตอบ...
ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขามีปัญหากับครอบครัวมาโดยตลอด การที่เขาเลือกเรียนเป็นสัตวแพทย์ยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกแย่ลง ถึงขั้นที่ว่าถูกพ่อโยนเงินให้ก้อนหนึ่งเพื่อให้เปิดคลินิก
พร้อมสั่งห้ามไม่ให้ชายหนุ่มเข้าไปยุ่งกับธุรกิจของครอบครัวเด็ดขาดหากเขายังคบกับอารดา ยังดีที่ว่าครอบครัวของอารดาซึ่งเป็นเจ้าของโรงพยาบาลคอยช่วยเหลือและให้การสนับสนุน เขาถึงสามารถเปิดคลินิกเล็ก ๆ แห่งนี้ได้
“เห็นไหมพี่มิ่งก็ตอบนาไม่ได้ หากพี่มิ่งรักนาจริง พี่มิ่งควรให้เวลากับนาบ้าง นาคงไม่ขอมากไปใช่ไหมคะ?” หญิงสาวมองหน้าชายหนุ่ม
“ใช้เวลานานแค่ไหน?” ปฐมพฤกษ์สบสายตากับอารดาอย่างจริงจัง แต่หญิงสาวกลับเบือนหน้าไปทางอื่น อีกทั้งยังเม้มปากเป็นเต้นตรง
“นายังไม่รู้”
“หนูนาจะให้พี่รอหนูนานานขนาดไหน?”
อารดาเป็นฝ่ายไม่ตอบ ถึงจะอยากเลิกกับปฐมพฤกษ์ แต่ก็ยังตัดใจไม่ได้ เพราะเธอเองก็ยังผูกพันกับปฐมพฤกษ์อยู่ ตลอดเวลาที่คบหาดูใจ ปฐมพฤกษ์เป็นแฟนที่ดีมาโดยตลอด
แต่ชายหนุ่มก็มีข้อเสียด้วยนั่นก็คือ เขาทุ่มเวลาให้กับงานจนไม่ค่อยมีเวลาใส่ใจเธอ นี่จึงเป็นช่องว่างที่ทำให้บุคคลที่สามก้าวเข้ามาในชีวิตของเธออย่างง่ายดาย...
อารดายอมรับกับตัวเองว่า ‘กิติพงษ์ ภัทรนันทร์’ เป็นผู้ชายที่เปี่ยมล้นด้วยเสน่ห์ อีกทั้งฐานะทางบ้านก็ดีกว่าปฐมพฤกษ์ซึ่งมีแต่ตัว เพียงแต่เธอลังเลไม่แน่ใจเท่านั้นว่าความสัมพันธ์ฉาบฉวยระหว่างเธอกับกิติพงษ์นั้นจะมั่นคงขนาดไหน และเมื่อใดที่มั่นใจแล้ว อารดาบอกกับตัวเองว่าเธอจะคืนอิสรภาพให้กับปฐมพฤกษ์ทันที
“นาไม่ใจร้ายให้พี่มิ่งรอนานขนาดนั้นหรอกค่ะ ถ้าพี่มิ่งเจอคนใหม่ที่ใช่กว่านา พี่มิ่งจะไปจากนาได้เลย นาไม่ว่า”
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน?! ปฐมพฤกษ์บดฟันกรามเข้าหากันจนเป็นสันนูน ความเครียดกำลังทะยานสูงจนรู้สึกปวดหัวจี๊ด ๆ ขึ้นมา
“พี่เจอคนที่พี่รักแล้ว หนูนาจะให้พี่ปล่อยมือหนูนาไปง่าย ๆ อย่างนั้นน่ะเหรอ?”
“พี่มิ่งไม่ได้รักนาจริงหรอก พี่มิ่งแค่เหงาต้องการเพื่อนคุย และคนที่เข้าใจความฝันของพี่มากกว่า เท่าที่ผ่านมานายังไม่รู้สึกเลยว่าเราสองคนเป็นแฟนกันจริง ๆ”
“อะไรทำให้หนูนาคิดแบบนั้น?” ชายหนุ่มพยายามซ่อนความรู้สึกเจ็บปวดเอาไว้ แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย หัวใจกลับเจ็บหนึบ ราวกับถูกเฆี่ยนตี
“ง่ายมาก นาดูที่การกระทำไงคะ นากับพี่คบกันมากี่ปีแล้ว ขนาดจูบนา พี่มิ่งยังไม่เคยทำเลย”
เหมือนถูกเสยหมัดหนัก ๆ เข้าปลายคาง!
ปฐมพฤกษ์นิ่งงันเป็นอึดใจ ไม่อยากเชื่อหูตัวเองด้วยซ้ำว่าจะได้ยินอารดาเรียกร้องสิ่งนี้ ในเสี้ยววินาทีนี้เองที่ปฐมพฤกษ์ต้องยอมรับความจริง เขาควรมองอารดาในมุมใหม่บ้าง
