บทที่ 2 ฝันร้ายของปฐมพฤกษ์ (3)
บางทีอารดาอาจไม่ใช่เด็กสาวไร้เดียงสา บอบบาง น่าทะนุถนอม และต้องการใครสักคนปกป้องอย่างที่เข้าใจอีกแล้ว
“พี่แค่ให้เกียรติหนูนา”
“มันคือข้ออ้างมากกว่าค่ะ สมัยนี้ไม่มีใครสนใจเรื่องแบบนี้กันแล้ว อยู่ก่อนแต่งยังได้เลย”
ดวงตาของชายหนุ่มกะพริบถี่ รู้สึกหน้าชาราวกับถูกตบหน้า การที่เขาไม่แตะต้องเธอ ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่เคยต้องการเรื่องแบบนี้ แต่เพราะเขาเคยมีแฟนมาก่อน เคยทดลองใช้ชีวิตคู่และอยู่ด้วยกัน
แต่ทุกอย่างก็ปิดฉากลงอย่างรวดเร็วเพราะไปด้วยกันไม่ได้ จนเขาต้องปรับทัศนคติและวิธีในการดำเนินชีวิตใหม่
“ถ้าหนูนาต้องการแบบนั้น พี่ทำเดี๋ยวนี้ก็ได้” สิ้นคำปฐมพฤกษ์ก็รวบตัวอารดามากอดแล้วซุกจมูกโด่งที่ซอกคอของหญิงสาว ทว่าอารดา กลับขืนตัวออกห่าง อีกทั้งยังตวัดฝ่ามือใส่ใบหน้าแฟนหนุ่มจนหน้าหัน
“ทำบ้าอะไรของพี่?!”
“ก็หนูนาเรียกร้องจากพี่เอง พี่กำลังทำในสิ่งที่หนูนาต้องการไง!” ชายหนุ่มขึ้นเสียง
“ไอ้พี่มิ่งบ้า! ทำไมซื่อบื้ออย่างนี้นะ เราอย่าเจอกันอีกเลย”
“เดี๋ยว! หนูนา... หนูนาฟังพี่ก่อน พี่ขอโทษ” ปฐมพฤกษ์รีบคว้าต้นแขนของหญิงสาวเอาไว้ แต่เธอก็ขืนตัวออกห่าง ทั้งยังเหวี่ยงกระเป๋าสะพายใส่หน้า แล้วอารดาก็วิ่งมาเปิดประตูกระจกอย่างรีบร้อน
“หนูนา หนูนา พี่ขอโทษ”
“ปล่อย!” บอกเสียงเย็นพร้อมสะบัดแขน อารดาก็วิ่งออกไปจากคลินิกทันที
“หนูนา!” ปฐมพฤกษ์วิ่งตามไปติด ๆ แต่กลายเป็นว่าอารดาโบกรถแท็กซี่และก้าวขึ้นรถไปแล้ว
“บ้าเอ๊ย!” ปฐมพฤกษ์ได้แต่ยืนดูรถแท็กซี่สีหวานแล่นไปจนลับสายตา สุดท้ายเขาก็เดินคอตกกลับมาที่คลินิกอย่างหมดอาลัยตายอยาก…
##### บทที่ 3
ดูตัว
ไอริญมาขลุกตัวอยู่ที่คอนโดหรูของชิดชนกเพื่อปรึกษาปัญหาชีวิตจนถึงบ่ายแก่ ข้อสรุปที่ไอริญได้รับจากเพื่อนสาวรายนี้คือ...
“แกควรหาเงินหาทองเพื่อตัวเองบ้าง ส่วนเรื่องหาเงินยี่สิบล้านเพื่อให้ลุงของแกไปเล่นพนันควรเลิกได้ แกหาเท่าไหร่ก็ไม่พอให้ลุงแกถลุงหรอกยัยไอ เหนื่อยเปล่า หาไปก็เหมือนไปถมมหาสมุทร ถมเท่าไหร่ไม่รู้จักเต็ม”
“ถ้าไม่หาเงินมาไถ่จำนอง ธนาคารจะยึดบ้านหลังนั้น” น้ำเสียงของไอริญเต็มไปด้วยความไม่สบายใจ และนี่คือภาระอันหนักอึ้งที่แบกมานานหลายปี
“ปล่อยให้ยึดไปเลย ปัญหาอีนุงตุงนังยาวเป็นหางว่าวจะได้จบ ๆ ลุงของแกยังไม่ทุกข์เลย แล้วแกจะทุกข์ทำไมว้า” ชิดชนกซึ่งกอดอกยืนพิงกรอบหน้าต่างเดินมาทิ้งตัวนั่งไขว่ห้างบนเก้าอี้ตัวนุ่มสีเขียวเปลือกมะนาว
“ฉันกลัวไม่มีที่อยู่” ไม่รู้พูดอะไรผิด เพื่อนเธอกลับหัวเราะท้องคัดท้องแข็ง
ไอริญทำหน้าบูด “ขำอะไร?”
“ขำแกนั่นล่ะ โอ๊ยแม่คุณ ขอโทษนะ เรื่องขี้มดมากเลยว่ะ ถ้ากลัวไม่มีที่ซุกหัวนอนแกก็ย้ายข้าวของมาอยู่กับฉันซะ จะได้เลิกกังวล”
ไอริญเงียบไป การโยกย้ายที่อยู่อาศัยคนอื่นอาจเห็นเป็นเรื่องธรรมดา แต่สำหรับเธอแล้วมันคือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เพราะเธอผูกพันกับบ้านตึกหลังนั้นมาตั้งแต่เด็ก พอเห็นไอริญเงียบไป ชิดชนกจึงตบไหล่เพื่อน
“แกกำลังแบกปัญหาไว้คนเดียว จะเร็วหรือช้า ยังไงแกก็ต้องย้ายออกจากบ้านหลังนั้นอยู่ดี ลุงของแกยึดทุกอย่างที่เป็นของพ่อแกไปหมดแล้ว แม้แต่ชีวิตแกก็ด้วย ทางที่ดีแกควรรับมือกับปัญหาแต่เนิ่น ๆ”
“ขอฉันคิดดูก่อนนะ”
ชิดชนกถอนฉุน ยกมือขึ้นเท้าสะเอว “ขัดใจจริง ๆ แกจะคิดอะไรให้มันยุ่งยากนักวะยัยไอริญ แค่ย้ายที่อยู่ฟ้าไม่ถล่มลงมาหรอก”
ไอริญเม้มปากเป็นเส้นตรงจนเห็นรอยบุ๋มลึกข้างแก้ม “ฉันกลัวคุณลุงจะว่าฉันเป็นหลานอกตัญญู”
“แม่หลานมหาจำเริญ แม่หลานยอดกตัญญู” ชิดชนกอดเหน็บแนมอีกไม่ได้ พลางเปลี่ยนอิริยาบถเป็นเท้าสะเอว
“นี่ ฟังให้ดีนะ เท่าที่แกทำอยู่ทุกวันนี้ก็ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าตอบแทนบุญคุณยังไงแล้ว มีที่ไหนวะ แกเป็นหลานสาวของเจ้าของบ้านแท้ ๆ พ่อของแกก็เป็นเจ้าของบ้านหลังนั้น แต่แกต้องควักเงินจ่ายค่าแรงแม่บ้าน แล้วไหนจะค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ในขณะที่บรรดาญาติผู้ดีของแกอยู่อย่างสุขสบาย สู้แกย้ายออกมา แล้วเอาเงินตรงนั้นมาเป็นค่าเช่าคอนโดอยู่สบาย ๆ ไม่ดีเหรอวะ?”
“ฉันเป็นห่วงป้าชื่นน่ะสิ” ไอริญอ้อมแอ้มเสียงแผ่ว
“เฮ้อ... ให้ได้อย่างนี้เถอะแม่คุณ” ชิดชนกถอนหายใจออกมายาว พลางเอามือนวดขมับ “ถ้าแกคอยเป็นห่วงคนนั้นคนนี้ ฉันก็ช่วยเหลืออะไรไม่ได้แล้วล่ะ บอกตรง ๆ เห็นแล้วรู้สึกสมเพชมากกว่าสงสาร”
คำพูดตรงไปตรงมาของชิดชนก ออกแนวจี้ใจดำทำให้ไอริญเงียบ
ชิดชนกเป็นสาวห้าว มีความมั่นใจในตัวเองค่อนข้างสูง พูดจาตรงไปตรงมา ไม่ค่อยสนใจความรู้สึกใคร แต่สิ่งหนึ่งที่ไอริญชอบเพื่อนคนนี้ก็คือ ชิดชนกเป็นเพื่อนที่ดี จริงใจ และเป็นที่พึ่งในยามยากที่ดีที่สุดคนหนึ่ง ถึงแม้ว่าคำพูดของชิดชนกในบางครั้งจะไม่ค่อยถูกหูเท่าไหร่ก็ตาม
“ฉันพูดแรงไปหรือเปล่าวะ?”
“แรง” ไอริญยอมรับ “แต่มันทำให้ฉันคิดได้”
“เจ๋ง งั้นรีบกลับไปเก็บเสื้อผ้าข้าวของมาที่นี่เลย” ชิดชนกยุส่ง
“ใจร้อนจังยัยปิ๋ม”
“แน่นอน ยิ่งออกจากที่นั่นเร็ว แกก็ยิ่งมีโอกาสตั้งตัวได้เร็ว เกิดลุงของแกเพี้ยนขึ้นมา นึกอยากขายหลานสาวกิน คราวนี้แกจะซวยเอานะ”
ถึงชิดชนกจะพูดโดยไม่ทันได้คิด แต่คำพูดนั้นก็สะกิดใจไอริญได้ดี ขนาดทรัพย์สินภายในบ้านซึ่งเป็นของสะสมตกทอดมาหลายอายุคนยังถูกนำออกมาประมูลขายเลย แล้วนับประสาอะไรกับเธอเล่า
“ฉันกลับบ้านก่อนนะ”
“เดี๋ยว ๆ แล้วเรื่องที่ขอให้ฉันช่วยหางานพาร์ทไทม์ให้ ยังสนใจอยู่มั้ย?”
“สนใจสิ”
“โอเคจัดไป ถ้าได้ ฉันจะรีบโทรไปบอก”
“ขอบใจมาก” ไอริญยิ้มบางแล้วกลับบ้านทันที
เหยียบเข้าบ้านไอริญก็พบแขกผู้มาเยือนรายเดิมนั่งคุยจ้ออยู่กับคุณลิขิต ไอริญตั้งใจปลีกตัวขึ้นห้องแต่ประมุขของบ้านก็หันมาเจอเธอเข้าซะก่อน
“อ้าว ยัยไอ มานี่สิ”
หญิงสาวแอบย่นจมูก แต่ยอมเลี้ยวเข้ามาในห้องโถงซึ่งจัดไว้ต้อนรับแขกที่มาเยี่ยมเยือนชาวภัทรนันทร์
“สวัสดีค่ะ” ไอริญประนมมือไหว้แขกคนสำคัญของผู้เป็นลุง ก่อนปรายตาไปยังใครอีกคน ซึ่งเคยเสียมารยาทใช้ให้เธอเปิดประตูรั้วบ้านให้
