บทที่ 3 ใ่มาหนักๆเลยพี่ข้ากลัวของออกไม่หมด
แสงเทียนถูกดับไป เหลือเพียงแค่แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาทางหน้าต่าง ทว่าอุณหภูมิความร้อนแรงบนแคร่ไม้ไผ่กลางห้องพิธีกลับพุ่งสูงขึ้นจนแทบจะแผดเผาทุกสิ่ง เสียงจิ้งหรีดเรไรที่เคยดังระงมบัดนี้ถูกกลบด้วยเสียงหอบหายใจและเสียงเนื้อกระทบเนื้อที่ดังก้องเรือนไม้ร่างอรชรของบัวบิดเร่าอยู่ใต้ร่างกำยำของหมอสิงห์ หญิงสาวที่เพิ่งถูกถอนของไปหมาดๆ กลับเรียกร้องการ ‘ปัดเป่า’ อีกระลอกด้วยความรุ่มร้อนที่เกิดจากตัณหาเบื้องลึก มิใช่ฤทธิ์คุณไสยแต่อย่างใด
"อ๊ะ... พี่สิงห์..."
เสียงครางหวานหูของบัวเปลี่ยนสรรพนามเรียกขานอย่างลืมตัว เมื่อความเสียวซ่านแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย เรียวขาขาวเนียนตวัดรัดรอบเอวสอบที่อุดมไปด้วยมัดกล้ามและรอยสักอักขระขอมโบราณ ราวกับกลัวว่าชายหนุ่มจะผละหนี
สิงห์ยกยิ้มมุมปาก นัยน์ตาดุดันฉายแววพึงพอใจกับปฏิกิริยาของคนใต้ร่าง เขาไม่ได้เร่งจังหวะกระแทกกระทั้นในทันที แต่กลับจงใจขยับสะโพกเนิบนาบ เชื่องช้า ทว่าเน้นย้ำความหนักหน่วงในทุกจังหวะที่สอดประสานเข้าไป กล้ามเนื้อหน้าท้องของพ่อหมอหนุ่มเกร็งเขม็ง ทุกครั้งที่ขยับ รอยสักหนุมานคลุกฝุ่นบนแผ่นอกก็ราวกับจะโลดแล่นมีชีวิต
"เมื่อกี้ยังเรียกพ่อหมออยู่เลย ตอนนี้เรียกพี่สิงห์เสียแล้วรึ นังบัว" สิงห์กระซิบหยอกเย้าข้างใบหูที่แดงซ่าน พร้อมกับขบเม้มติ่งหูเบาๆ จนหญิงสาวสะดุ้งเฮือก
"ก็... ก็พี่สิงห์เก่ง... และยังไม่แก่นี่ อ๊ะๆๆ..ฉันจะไม่ไหวแล้วนะพี่สิงห์ แรงๆเลยจ๊ะพี่" บัวครวญคราง ใบหน้าหวานเชิดขึ้นรับสัมผัสร้อนแรง มือเรียวจิกทึ้งลงบนแผ่นหลังกว้างเพื่อระบายความเสียว
แต่แทนที่สิงห์จะทำตามคำขอ เขากลับหยุดชะงักการเคลื่อนไหวเอาเสียดื้อๆ ถอนแก่นกายที่กำลังร้อนผ่าวออกจนเกือบสุด แล้วค้างไว้อย่างนั้น บัวเบิกตากว้างด้วยความขัดใจ อารมณ์ที่กำลังพุ่งทะยานสู่ยอดเขาถูกกระตุกรั้งไว้กลางทางจนทรมาน
"หยุดทำไมจ๊ะพี่สิงห์..." เธอถามเสียงสั่นเครือ แววตาเว้าวอน
"เอ็งบอกเองไม่ใช่รึ ว่ากลัวของมันจะออกไม่หมด..." สิงห์เอื้อมมือไปหยิบขันน้ำมนต์สัมฤทธิ์ใบย่อมที่วางอยู่ข้างแคร่ไม้ไผ่ ภายในมีน้ำลอยดอกมะลิและใบส้มป่อยที่ผ่านการปลุกเสกมาแล้ว "วิชาของข้า ถ้ารักษาแล้วต้องเอาให้ขาด... ประเดี๋ยวจะหาว่าหมอสิงห์ดอนกระทิงเลี้ยงไข้"
พูดจบ พ่อหมอหนุ่มก็ใช้ก้านมะยมมัดใหญ่จุ่มลงในขันน้ำมนต์ ก่อนจะพรมหยาดน้ำเย็นเฉียบลงบนยอดอกชูชันและหน้าท้องแบนราบของหญิงสาว
"ว้าย! พี่สิงห์ มันเย็น!" บัวสะดุ้งเฮือก ร่างกายบิดเร่าหนีความเย็นเยียบที่กระทบผิวเนื้อที่ร้อนผ่าว
"เย็นสิดี น้ำมนต์นี่จะช่วยชะล้างล้างคาวโลกีย์และสิ่งอัปมงคลให้หมดจด... แต่เอ็งไม่ต้องห่วงนะ น้ำมนต์มันเย็น... แต่ ‘ของ’ ข้าน่ะ ร้อนยิ่งกว่าไฟ"
สิงห์ทิ้งก้านมะยมลง ก่อนจะจุ่มนิ้วแกร่งลงในน้ำมนต์ แล้วกรีดลากนิ้วที่เปียกชุ่มไปตามร่องอก ลากต่ำลงมาผ่านสะดือบุ๋ม และหยุดลงที่เนินเนื้ออวบอูมกลางกายสาว หยาดน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ไหลซึมลงไปหล่อเลี้ยงความชุ่มฉ่ำที่พร้อมต้อนรับเขาอยู่ก่อนแล้ว
"อื้อออ... พี่สิงห์... อย่าแกล้งฉันสิ ขอร้องล่ะ..." บัวครางกระเส่า ร่างกายสั่นสะท้านเมื่อนิ้วแกร่งที่เคลือบด้วยน้ำมนต์เริ่มขยับหยอกล้อกับจุดอ่อนไหว
"ไม่ได้แกล้ง... นี่เขากำลังเรียกว่า พิธี ‘รดน้ำมนต์เบิกทาง’ ต่างหากล่ะเว้ย!"
สิ้นคำ สิงห์ก็จับเรียวขาของบัวพาดบ่าแกร่งทั้งสองข้าง ก่อนจะโถมกายเข้าใส่ร่องรักที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำมนต์อย่างดุดัน รุนแรง!
"อ๊ะ! กรี๊ดดด... พี่สิงห์!" บัวร้องลั่นด้วยความจุกผสมความเสียวซ่านที่แล่นปราด ขึ้นสู่สมองสิงห์เริ่มบริกรรมคาถาด้วยน้ำเสียงแหบพร่า สลับกับเสียงหอบหายใจ จังหวะการสวดของเขาเข้ากันกับจังหวะการกระแทกกระทั้นของช่วงล่างอย่างน่าประหลาด เอวสอบที่ขึ้นชื่อว่า ‘ดุ’ ที่สุดในคุ้งน้ำดอนกระทิง ทำหน้าที่ของมันสมคำร่ำลือ
พั่บ! พั่บ! พั่บ!
เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังลั่นแข่งกับเสียงแคร่ไม้ไผ่ที่ลั่นเอี๊ยดอ๊าดราวกับจะพังทลายลงมา สิงห์โหมกระหน่ำพายุสวาทเข้าใส่ร่างบางอย่างไม่ปรานีปราศรัย ความเย็นของน้ำมนต์ถูกความร้อนแรงแห่งเพศรสแผดเผาจนเหือดแห้งไปในพริบตา บัวดิ้นเร่าๆ อยู่ใต้ร่างหนา ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้อีกต่อไป เธอทำได้เพียงอ้าปากครางรับแรงกระแทกที่หนักหน่วงราวกับค้อนทุบ
"พี่สิงห์... ลึก... ลึกเกินไปแล้วจ้ะ... อ๊าาา...ฉันจุก..."
"จุกสิดี จะได้จำฝังใจ ว่าโดนของครั้งหน้า อย่าริไปหาหมอที่ไหน ต้องมาหาหมอสิงห์คนนี้คนเดียว เข้าใจไหมนังบัว!" สิงห์คำรามลั่น กัดกรามแน่นจนนูนเป็นสัน
กล้ามเนื้อทุกสัดส่วนเกร็งขเม็งไปด้วยพละกำลัง
"เข้าใจจ้ะ... อ๊ะ...ฉันจะไม่ไปให้ใครเอาเด็ดขาด... จะให้พี่สิงห์... อ๊าา... กระแทกของออกให้คนเดียว" คำตอบที่เต็มไปด้วยความยอมจำนนและร่านร้อนของบัว ยิ่งเหมือนเป็นการราดน้ำมันลงบนกองไฟ สิงห์โถมแรงทั้งหมดที่มีใส่ร่างบางไม่ยั้ง สองมือหนารวบเอวคอดของหญิงสาวไว้แน่น บังคับให้รับแรงกระแทกจากเอวสอบของเขาได้ถนัดถนี่ขึ้น
