บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 2 จุดจบที่ต้องเปลี่ยน

ตอนที่ 2

จุดจบที่ต้องเปลี่ยน

 

เสวี่ยจินหนิงหาได้สนใจสมบัติก้นหีบของท่านย่าไม่ ในเมื่อตระกูลของมารดาเองก็ร่ำรวย แล้วที่สำคัญเลย พอเติบโตไปบุตรสาวของฮูหยินใหญ่อย่างนาง ย่อมได้ออกเรือนกับคุณชายตระกูลสูงศักดิ์ ต่างจากบุตรสาวที่เกิดจากอนุ ฝ่ายนั้นจะหาตระกูลดี ๆ มาแต่งงานออกเรือนด้วยก็ยากหน่อย

“ข้าไม่เห็นจะสนใจเลยท่านแม่ แล้วอีกอย่างข้าก็ไม่อยากเห็นใบหน้าเสแสร้งของพี่รองด้วย”

“ไม่อยากเห็นก็ต้องอดทน”

โม่หยางหลานไม่ยอมปล่อยบุตรสาว ลากตัวนางให้ไปยืนอยู่ข้างเด็กหญิงอีกคน ส่วนนางก็เดินไปยืนข้างกายสามี ด้านหลังของฮูหยินผู้เฒ่าพอดิบพอดี หนำซ้ำยังจงใจเอ่ยเสียงดังให้ได้ยินกันไปทั่ว

“โธ่ ๆ แม่สี่ นี่คงเสียใจมากจนล้มป่วยเช่นนี้ ข้าเองก็มัวแต่สนใจจัดงานศพให้อนุเว่ย เลยไม่ได้ดูแลแม่สี่ให้ดีกว่านี้”

ฮูหยินผู้เฒ่ากับใต้เท้าเสวี่ยไม่ได้สนใจ ปล่อยให้นางพูดไป ไม่นานนักหลังจากท่านหมอตรวจร่างกายเสร็จเรียบร้อย ก็หันมารายงานให้ทุกคนทราบ เสียงของฮูหยินใหญ่ถึงได้เงียบลง

“คุณหนูสี่ไม่เป็นอะไรมาก แค่สะเทือนใจมากเกินไปหน่อยก็เท่านั้น เดี๋ยวต้มยาตามที่ข้าสั่งให้ดื่มทุกวัน คอยดูแลเอาใจใส่นางอย่างใกล้ชิด อาการที่เป็นอยู่ก็จะค่อย ๆ ดีขึ้นเอง”

“ขอบใจท่านหมอมากขอรับ เดี๋ยวข้าจะให้คนไปส่ง” ใต้เท้าเสวี่ยรีบกล่าวขอบคุณท่านหมอแทนมารดา พร้อมกับเดินออกไปส่ง

หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าจึงหันกลับมาไล่ทุกคนออกไปจากห้อง

“แม่สี่ไม่เป็นอะไรแล้ว พวกเจ้าก็แยกย้ายกันกลับไปพักผ่อนเถอะ”

เสวี่ยซินหยูรีบก้าวออกมายืนตรงหน้าผู้เป็นย่า “หลานเป็นห่วงน้องสี่ อยากจะอยู่คอยดูแลจนกว่าน้องสี่จะฟื้นเจ้าค่ะ”

“ไม่จำเป็นหรอก แม่สี่ต้องการการพักผ่อนให้มาก ๆ เจ้ากลับไปเถอะ”

เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยเช่นนี้แล้ว เสวี่ยซินหยูก็ไม่กล้าดื้อด้านที่จะอยู่ต่ออีก รีบยอบกายลงก่อนจะเดินออกจากห้องนอนไป แต่ก่อนไปยังไม่วายหันมามองหน้าเด็กหญิงบนเตียง แววตาเต็มไปด้วยความห่วงใย

“หมั่นไส้นัก” เสวี่ยจินหนิงบ่นงึมงำตามหลัง ก่อนจะรีบออกจากห้องนอนไปก่อนมารดา เพราะกลัวว่าจะถูกมารดาบังคับให้อยู่คอยเอาอกเอาใจท่านย่าอีก

 

หลังจากทุกคนทยอยออกไปจากห้องจนหมดแล้ว เปลือกตาบางของเด็กหญิงก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างช้า ๆ นางหันหน้าจ้องมองไปทางประตู พอแน่ใจแล้วว่า จะไม่มีผู้ใดเข้ามารบกวนอีก ถึงได้ยันตัวลุกขึ้นมานั่งชันเข่า สองมือโอบกอดรอบเข่าของตนเองเอาไว้แน่น

ความจริงเสวี่ยหลินเฟยได้สติรู้สึกตัวนานแล้ว เพียงแต่ยังไม่พร้อมที่จะพูดคุยกับผู้ใด นางต้องการจัดการความคิดให้เข้าที่เข้าทาง ส่วนที่แกล้งละเมอพร่ำหาแต่ท่านย่านั้น ก็ด้วยไม่อยากให้บิดาตกปากรับคำยอมให้นางไปอยู่ในการดูแลของอนุเฉิน

‘หากข้าได้ไปอยู่กับอนุเฉิน ก็เปลี่ยนแปลงจุดจบของตัวเองกับพี่ (...) ไม่ได้นะสิ’

แววตามืดครึ้มจมลงสู่ภาพความทรงจำในอดีต ที่ไม่ใช่อดีตของภพชาตินี้ ภาพนั้นฉายชัดราวกับกำลังนั่งชมการแสดงงิ้วอยู่

‘หงหมิง ท่านปล่อยพี่สาวข้าไปเถอะ มีอะไรก็มาลงที่ข้า’

เสวี่ยหลินเฟยในวัยยี่สิบห้าปี คุกเข่าอยู่แทบเท้าสามี สองมือกอดรัดช่วงขาของเขาเอาไว้ ใบหน้าบวมเป่งเขียวช้ำจนจำเค้าโครงเดิมไม่ได้แหงนขึ้นเว้าวอนขอความเห็นใจจากอีกฝ่าย

‘ปล่อยหรือ พี่สาวของเจ้าอยากยื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้เอง คิดจะพาเจ้าหนีไปจากข้า แบบนี้เจ้าคิดว่าข้าจะยอมปล่อยนางไปหรือไม่เล่า’

นอกจากจะไม่ปล่อยแล้ว ซูหงหมิงยังหันไปพยักพเยิดให้บ่าวติดตามกับบ่าวชายอีกนับสิบคน เริ่มลงมือแสดงบทรักกับหญิงสาวอีกหนึ่งนางที่ถูกมัดมือมัดเท้าและปิดปากเอาไว้ไม่ให้ส่งเสียงร้อง

ส่วนตัวเขาก็นั่งลงบนแผ่นหลังของบ่าวคนหนึ่ง ที่ใช้ร่างกายตนเองแทนเก้าอี้ให้ผู้เป็นนายได้นั่ง

เสวี่ยหลินเฟยเห็นชายฉกรรจ์รุมล้อมเข้าไปหาพี่สาว ไม่อาจทนมองอยู่เฉยได้ แม้ร่างกายจะบอบช้ำเต็มไปด้วยร่องรอยบาดแผล นางปล่อยมือออกจากขาของสามี ขยับตัวลุกขึ้นยืน ทุกครั้งที่เคลื่อนไหว แววตาจะฉายความเจ็บปวดใบหน้าเหยเก รวดร้าวภายในท้องคล้ายกระดูกซี่โครงจะหลุดออกจากกันไปแล้ว

“อย่าแตะต้องพี่สาวของข้า”

นางกัดฟันข่มความเจ็บปวดจากสังขารที่บอบช้ำอย่างหนัก วิ่งเข้าไปดันร่างของชายฉกรรจ์พวกนั้นให้ถอยออกห่างจากพี่สาว เท่าที่เรี่ยวแรงที่เหลืออยู่จะทำได้

ซูหงหมิงเห็นฮูหยินของตนเข้าไปขัดขวางบ่าวชาย ก็ตะโกนขึ้นด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม “ไหนเมื่อนางอยากยุ่งดีนัก พวกเจ้าก็เล่นสนุกกับนางไปด้วยเลย ข้าอนุญาต”

เมื่อผู้เป็นนายออกคำสั่งและเปิดทางขนาดนี้ มีหรือบ่าวฐานะต่ำต้อยจะกล้าขัดคำสั่ง พวกมันรุมทึ้งหญิงสาวทั้งสอง จับกดให้นอนหงายราบไปบนพื้นดินในผืนป่านอกเมือง หลายมือช่วยกันฉีกกระชากอาภรณ์จนขาดวิ่น

จากนั้นก็ไม่รู้ว่าเป็นมือใครต่อมือใคร ลูบไล้ไปตามเรือนกายเย้ายวนของหญิงสาวทั้งสอง เท่านั้นไม่พอยังผลัดกันกระทำชำเราจนสำเร็จความใคร่ไปไม่รู้คนละกี่รอบ

โดยมีผู้เป็นนายเหนือหัว นั่งดื่มสุราพลางจ้องมองภาพร่วมรักของชายนับสิบกับหญิงสาวเพียงสองคน ด้วยท่าทางมีความสุข

หลังจากทุกอย่างเสร็จสิ้น สองพี่น้องผู้โชคร้ายก็ได้ถูกทอดทิ้งไว้กลางป่าเขา ส่วนคนเลวพวกนั้น พากันขึ้นรถม้ากลับเข้าเมืองไป

เสวี่ยหลินเฟยผ่านการมีครอบครัวมาแล้ว ถึงจะเจ็บปวดจากการถูกชายหลายคนกระทำชำเรา ก็ยังพอตั้งสติได้ แต่กับพี่สาวของนาง ที่ยังเป็นสาวบริสุทธิ์เพราะไม่ยอมออกเรือน พอมาเกิดเรื่องราวเช่นนี้ขึ้น แววตาที่เคยมองโลกอย่างสดใส บัดนี้กลับเลื่อนลอยคล้ายคนไม่มีสติ

‘พี่ (...) ’ นางค่อย ๆ ดันตัวลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก คลานเข้าไปใกล้พี่สาว ช่วยแก้มัดมือมัดเท้าให้ รวมไปถึงผ้าสีดำที่มัดปากเอาไว้แน่น ‘เป็นอย่างไรบ้าง ทำใจดี ๆ เอาไว้นะเจ้าคะ ข้าจะพาพี่กลับบ้าน’

‘...’ ไม่ว่านางจะพูดหรือถามอันใด พี่สาวก็เอาแต่นั่งนิ่งไม่ไหวติง ไม่ยอมพูดจาตอบโต้ ดูเหมือนจะไม่ยอมรับรู้สิ่งใดอีกต่อไปแล้ว

‘ฮือ ๆ’ ในที่สุดเสวี่ยหลินเฟยก็ไม่อาจอดกลั้นทำตัวให้เข้มแข็งได้อีกต่อไป นางปล่อยให้หยาดน้ำใสไหลรินออกมาราวทำนบแตก ปากก็เอาแต่พร่ำด่าตนเอง ที่เป็นต้นเหตุให้พี่สาวต้องมาพบชะตากรรมโหดร้ายเช่นนี้ ‘เป็นเพราะข้าเอง หากข้าไม่ไปขอร้องให้พี่ช่วย ก็คงไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น ทุกอย่างเป็นความผิดของข้าเอง ฮือ ๆ’

เสียงร้องไห้คร่ำครวญดังก้องสะท้อนผืนป่าอยู่เนิ่นนาน ก็ไม่ทำให้หญิงสาวในวัยยี่สิบหกปีได้สติกลับคืนมาเลยแม้แต่น้อย นางยังคงนั่งนิ่งไม่ไหวติง มีเพียงหยดน้ำตาเท่านั้นที่ไหลรินออกมาเงียบ ๆ

เสวี่ยหลินเฟยร้องไห้จนไม่มีน้ำตาให้ไหลออกมาแล้ว ถึงได้พยายามตั้งสติฝืนความรู้สึกทุกอย่าง พยุงตัวพี่สาวลุกขึ้นมายืน จากนั้นถึงได้พากันเดินตามรอยล้อของรถม้าไปอย่างทุลักทุเล

จนกระทั่งมาถึงแม่น้ำใหญ่ อยู่ ๆ พี่สาวของนางก็หยุดเดิน เอาแต่ยืนจ้องมองไปทางแม่น้ำ ไม่พูดไม่จา

‘พี่ (...) ท่านอยากนั่งพักเหนื่อยก่อนหรือเจ้าคะ’ นางลองเอ่ยถามพี่สาว ที่ตอนนี้คาดเดาความคิดไม่ได้เลย

อยู่ ๆ คนที่คิดว่าเสียสติไปแล้วก็โพล่งขึ้นมา ‘น้องสี่ เจ้ากลับไปคนเดียวเถอะ ข้าไม่มีหน้ากลับไปพบผู้ใดแล้ว’

‘หมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ’ เสวี่ยหลินเฟยไม่เข้าใจ ว่าพี่สาวคิดจะทำอะไรกันแน่

‘ตัวข้าเปื้อนมลทินไปทั้งตัวแล้ว ที่ผ่านมาแทบไม่เคยทำให้ท่านพ่อท่านแม่ภูมิใจเลย หากมีใครรู้เรื่องที่เกิดขึ้น พวกท่านจะต้องอับอาย หากเป็นแบบนั้นไม่สู้ตายไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด จะไม่ดีกว่าหรือ’ แม้แววตาจะยังคงเลื่อนลอย แต่คำพูดนั้นกลับมั่นคงเด็ดเดี่ยวยิ่งนัก

เสวี่ยหลินเฟยรู้แล้วว่าพี่สาวคิดจะทำอะไร นางเองหากมีชีวิตรอดออกไปจากผืนป่าได้ ก็ไม่รู้ว่าจะไปอยู่ที่ไหน ถ้าซูหงหมิงเปลี่ยนใจ พบเจอนางเข้าจับนางกลับไปเป็นนางบำเรออีก ก็เท่ากับกลับไปตกนรกเช่นเดิม

ไม่สู้ทำตามอย่างที่พี่สาวพูด จะยังเป็นทางออกที่ดีกว่า...

‘พี่ (...) ที่ผ่านมาข้ามองท่านผิดไป ต้องขออภัยด้วยนะเจ้าคะ ข้าเคยคิดว่าท่านจะไม่มองเห็นข้าเป็นน้องสาวของท่านเสียอีก นึกไม่ถึงว่าสุดท้ายแล้ว พี่สาวที่ข้ารักและเคารพ คอยปกป้องมาตลอด ไม่เคยหันกลับมาสนใจไยดีข้าเลย ในขณะที่ท่านกลับยอมยื่นมือช่วยเหลือ จนตัวท่านเองต้องมาเดือดร้อน แล้วพบกับเรื่องเลวร้ายเช่นนี้ ข้าขอโทษ...ขอโทษให้กับความโง่เขลาของข้าด้วยนะเจ้าคะ’

‘เด็กโง่ เจ้าเป็นน้องสาวของข้า ถึงพวกเราจะตบตีกันบ่อย อย่างไรสายสัมพันธ์ก็ตัดกันไม่ขาดอยู่แล้ว มาเถอะ พวกเรามายุติเรื่องเลวร้ายพวกนี้ไปด้วยกัน’

สองพี่น้องจับมือกันเอาไว้แน่น ก่อนจะกลั้นใจกระโดดหายลงไปในแม่น้ำแบบไม่มีวันหวนกลับ...

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel