Chapter 8
เปลือกตาสวยบวมจากการร้องไห้ติดกันตลอดหลายชั่วโมงของต้นน้ำพยายามลืมขึ้นด้วยความยากลำบาก พอได้นึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวเองก็ยิ่งรู้สึกเจ็บกลางอกมากเท่านั้น
“ฮ ฮึก” น้ำตาหยดใสที่ยังไม่หายแห้งไหลออกมาอีกรอบอย่างห้ามไม่อยู่ ก่อนที่มือบางจะยกขึ้นปิดปากไว้แน่นไม่ส่งเสียงให้ร่างสูงที่นอนนาบข้างทั้งคู่ได้ยิน
ดวงตากลมเปื้อนน้ำตามองร่างเปลือยท่อนล่างของเรย์ที่นอนคว่ำลงในฝั่งซ้ายและหันไปมองร่างเปลือยท่อนบนของแพทริคที่นอนหงายทางด้านขวาผ่านแสงจันทร์ที่สอดส่องเข้ามาทางระเบียงห้องอย่างระมัดระวังว่าทั้งคู่จะตื่นขึ้นมาเห็นตัวเองเสียก่อน
พวกเขามันไม่ใช่คน เพราะพวกเขามันเลวยิ่งกว่าสัตว์นรกเสียอีก
“อ๊ะ!” ร่างบางตรงกลางพยายามหยัดตัวลุกขึ้นนั่งก่อนน้ำตาระลอกใหม่จะไหลลงเติมเต็มซ้ำ ๆ เพราะความเจ็บกลางกายที่เข้าแทรกมาให้รู้สึกปวดร้าวไปถึงกระดูกสันหลังจนอธิบายไม่ถูก
“อึก” ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่นปิดเสียงร่ำไห้ของตัวเอง ไม่รู้ว่าตนสลบไปนานแค่ไหนแต่ถ้าได้ตื่นแล้วคนตัวเล็กเองก็คงไม่อยู่ตรงนี้ต่อ ร่างบางหยัดตัวลงทางปลายเตียงช้า ๆ พร้อมกับความเจ็บปวดที่มี ก่อนขาเรียวยาวจะยืนกับพื้นได้สำเร็จ
ขาเรียวสั่นเทาไม่เป็นท่ายากจะทรงตัวจนต้องยกมือบางขึ้นจับเตียงไว้เพื่อไม่ให้ตนล้มไปเสียก่อน
มีเวลาไม่มากพอที่จะให้คนตัวเล็กได้ปรับตัว ดวงตากลมไล่มองหาเสื้อผ้าของตัวเองเพื่อเอามาสวมใส่และออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้หลังจากนั้นได้ไม่นานร่างบางหมดสภาพของตัวเองก็เดินออกจากห้องแต่กลับพบแต่ความเงียบของสถานที่ ไม่ทิ้งสภาพผับที่น่าเข้ามากเหมือนเมื่อเย็นที่ผ่านมา
ทันทีที่ออกจากผับนรกนั้นได้ก็เหมือนตัวเองกำลังจะพ้นทุกข์จากอะไรสักอย่าง ประจวบเหมาะกับที่รถแท็กซี่แถวนั้นจะผ่านมาพอดี ร่างบางเดินหอบสภาพของตนขึ้นแท็กซี่คันดังกล่าวอย่างรวดเร็ว
“ไปไหนครับ?” เสียงของคนขับรถแท็กซี่ในวัยกลางคนพูดขึ้นถามพร้อมกับสอดส่องสายตาผ่านกระจกมองหลังมองลูกค้าคนแรกที่ขึ้นมาใช้บริการในยามตีสี่ของวันใหม่
“ไปสุขุมวิท 23 ครับ” ร่างบางเพลียแรงพูดบอกเสียงแผ่วพร้อมกับสีหน้าที่ไม่ค่อยสู้ดีเท่าไร
“ไปโรงพยาบาลก่อนไหมหนู เหมือนจะเป็นลมเลยนะ ไปไหม? ลุงไปส่ง” คนขับแท็กซี่พูดขึ้นอีกรอบอย่างนึกเป็นห่วงว่าจะมีคนมาเป็นอะไรในรถของตัวเอง
“ไม่ครับ ผมอยากกลับคอนโด” ต้นน้ำยังยืนกรานว่าจะไม่ยอมไปโรงพยาบาลเพราะทุกที่มันเป็นบริเวณของตระกลูนี้ทั้งหมด ต้นน้ำจะทำให้คนพวกนั้นรู้ไม่ได้ว่าตัวเองอ่อนแอขนาดนี้
“ได้ ๆ เดี๋ยวลุงไปส่ง หนูนอนพักก่อนได้เลยนะ เดี๋ยวถึงแล้วลุงจะปลุก” เขาไม่ขัดก่อนรถที่นั่งจะเคลื่อนตัวออกไปจากหน้าผับแห่งนี้และเสียงถอนหายใจหนักของคนตัวเล็กด้านหลังจะดังขึ้นมาให้ได้ยินอย่างโล่งอกที่พาตัวเองออกมาได้เสียที
อีก 58 วันก่อนแต่งงาน เป็นเช้าวันที่ผมตื่นสายมาก ตื่นมาอีกทีก็บ่ายเลยในห้องนอนห้องเก่าของตัวเอง ความจริงถ้าเลือกได้ก็ไม่อยากจะตื่นมารับรู้อะไรอีกเลยด้วยซ้ำ
“ฮืออ ออ ผมเกลียดพวกคุณที่สุดเลย!” ผมนอนกอดอกตัวเองอยู่บนที่นอนหลังตื่นจากฝันร้ายที่สุดในชีวิต แต่มันก็ยิ่งเสียใจมากกว่าเดิมว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่ฝันแบบที่อยากจะให้เป็น
ครืดดด~
หน้าจอโทรศัพท์ขึ้นโชว์รายชื่อคนที่โทรเข้ามา ก่อนที่มือเล็กจะยื่นไปเอามันมารับสาย ‘พริกแกง’
(ทำไมวันนี้มึงไม่มาเรียน) เสียงใสของเพื่อนสนิทพูดขึ้นถามทันทีที่ผมกดรับ
“มึง” ผมต้องรีบเม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่นเหมือนตัวเองกำลังจะเผลอหลุดเสียงร้องไห้ออกไปให้ปลายสายได้ยิน พลอยจะไม่สบายใจกันไปเปล่า ๆ
“วันนี้กูตื่นสาย”
(มึงโกหก มึงไม่เคยตื่นสาย ขนาดมึงทำงานถึงตีห้ามึงยังตื่นมาเรียนตอนแปดโมงเช้าได้ มึงเป็นอะไร บอกกูมา!?) พริกแกงรู้นิสัยของผมดี มันเลยยากหน่อยที่จะโกหกอีกคนเรื่องนี้ ผมเองก็คิดน้อยเกินไป
“มาหากูหน่อย อึก” มันสุดจะห้ามกับความรู้สึกของตัวเองตอนนี้จริง ๆ นั่นแหละ ผมปล่อยโฮออกไปอย่างห้ามไม่อยู่จนพริกแกงที่ได้ยินแบบนั้นก็ตกใจไปด้วย
หลังจากนั้นพริกแกงก็สัญญาว่าจะถึงคอนโดของผมภายในยี่สิบนาทีก่อนเสียงสัญญาณหน้าห้องจะดังขึ้นตามช่วงเวลาที่เพื่อนตัวเล็กบอกจริง ๆ ผมพยายามเดินหอบสังขารของตัวเองเพื่อไปเปิดประตูห้องให้ผู้มาใหม่
“เชี่* ใครทำอะไรมึงเนี่ย ทำไมสภาพเป็นแบบนี้!” ทันทีที่เราได้เจอหน้ากันพริกแกงก็ตกใจไปมากกว่าเดิมกับสภาพเกินศพของผม
“ฮ ฮือออ” ผมปล่อยโฮต่อหน้ามันอีกรอบทั้งคราบน้ำตาเดิมยังไม่แห้งหาย ก่อนที่ร่างบางของพริกแกงจะเดินเข้ามารั้งเอาร่างบางของผมเข้าไปกอดเชิงปลอบ
“มีใครทำอะไรมึงจริง ๆ ใช่ไหม?” เราผละตัวออกจากกันพร้อมกับคำถามของพริกแกงที่ถามขึ้นทันที ผมพยักหน้าแทนการตอบคำถามเพื่อนสนิทก่อนที่มันจะรั้งเอาตัวของผมเข้าไปกอดอีกรอบ เพราะมันรู้ดีว่าผมยังไม่เคยกับเรื่องแบบนี้และนี่มันก็เป็นครั้งแรกของผม
“ใครทำมึง กูจะไปเอาเลือดหัวพวกแม่งออกมาล้างตี*มึง” พริกแกงพูดขึ้นอีกรอบด้วยความโมโห ผมนิ่งไปกับคำถามนั้นอย่างไม่รู้ว่าจะตอบดีไหม
“มึงทำแบบนั้นไม่ได้” ผมพูดบอกพร้อมกับสายตาเศร้า เพราะรู้ว่าอย่างไรพวกเราก็ทำอะไรพวกเขาไม่ได้อยู่ดี
“มึงอย่าบอกนะว่าเป็นว่าที่เจ้าบ่าวของมึง” เหมือนอีกคนจะมีตาทิพย์รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับผมจริง ๆ นั่นแหละ ผมเงียบไม่ยอมตอบแต่พริกแกงมันรู้ดีว่านั่นแหละคือคำตอบของผม
“คุณเรย์หรือคุณแพทริค?” เพื่อนตัวเล็กพูดถามอีกรอบเสียงแข็ง
“ทั้งสอง ฮือออ”
“โคตรเหี้* พวกแม่งทำแบบนี้กับมึงได้อย่างไรวะ ต้องเลวขนาดไหน!!” พริกแกงเริ่มโวยวายมากกว่าเดิมท่ามกลางเสียงร้องไห้ของผมที่ดังขึ้นมาอยู่เรื่อย ๆ อย่างไม่มีท่าทีจะหยุดลงง่าย ๆ
“ไม่ต้องร้องไห้แล้วมึง อย่าไปร้องไห้เสียใจเพราะพวกนั้นเลย” ผมมองหน้าเพื่อนของตัวเองอย่างไม่ค่อยเข้าใจในคำพูดของอีกคนที่เหมือนจะมีแผนหรือความคิดอะไรสักอย่าง
“มึงจะให้กูทำอะไร ฮึกก” ผมปาดเอาน้ำตาของตัวเองออกลวก ๆ แต่มันกลับไม่ยอมหมดสักที ทุกการเสียใจของผมมันไม่ได้เสียใจที่ตัวเองเสียครั้งแรกไปอย่างไม่เต็มใจ แต่ที่เสียใจคือผมไม่คิดว่าพวกเขาจะกล้าทำกับผมได้เจ็บปวดมากขนาดนี้ ผมไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าพวกเขาเกลียดอะไรในตัวผมนักหนา
“อย่าปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับอดีตเหี้* ๆ แบบนี้ มึงต้องเลือกใช่ไหมว่าจะแต่งงานกับใคร” ผมพยักหน้ารัวให้กับคำถามของเพื่อนตัวเล็กที่ยืนอยู่ตรงหน้า
“พวกนั้นจะต้องเสียใจที่ทำกับมึงแบบนี้” หลังจากนั้นเราทั้งคู่ก็พากันเดินมานั่งลงที่โซฟาในห้องรับแขก ก่อนที่พริกแกงจะเล่าถึงแผนที่ตัวเองคิดเพื่อแก้แค้นสองคนนั้นให้กับผมได้รับรู้อย่างละเอียดและผมเองก็ตั้งใจฟังอีกคนเป็นอย่างมาก
“มันจะได้ผลจริง ๆ เหรอวะ พวกนั้นไม่ได้โง่” ผมพูดถามอย่างไม่ค่อยมั่นใจว่าพวกเขาทั้งคู่จะเดินลงบ่อที่ผมขุดไว้จริง ๆ ตามที่เพื่อนสนิทบอกและอยากจะให้เป็น
“มันก็มีความเสี่ยงอยู่ คือหนึ่งถ้าพวกนั้นไม่เดินมาตกหลุมเองก็จะเป็นข้อสองที่เป็นมึงเองที่เดินลงหลุมที่มึงขุด” ผมนิ่งไปอย่างเข้าใจในความหมายที่อีกคนพูดบอกเมื่อครู่
แต่ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ผมก็อยากจะลองดู ถึงวันหนึ่งเป็นจะแบบข้อสองที่พริกแกงพูดบอก ผมก็พร้อมจะรับความเสี่ยงนั้นเองทั้งหมด
ในช่วงบ่ายของวันนั้นพริกแกงเลยอาสาอยู่กับผมครึ่งวันเลยเพราะอาการไข้อ่อน ๆ ของผมเริ่มมาให้ได้เห็นจากอุณหภูมิร่างกายที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ
ถ้าวันนี้ผมไม่ได้มีเพื่อนดี ๆ แบบพริกแกง ผมเองก็ยังไม่รู้เหมือนกันนะว่าจะเป็นอย่างไรต่อ อาจจะนอนไม่สบายตลอดวันคนเดียวเลยก็ได้ แต่ถ้าแย่หน่อยก็อาจจะป่วยจนตายแล้วคนมาเห็นอีกทีตอนกำลังเหม็นเน่า
“พรุ่งนี้วันหยุด มึงจะต้องไปทำงานต่อที่ไหนไหม?”
“ไม่ สองสามวันนี้กูแคนเซิลงานหมดเลยเพราะน่าจะทำไม่ไหว” ผมพูดบอกไปตามความจริง เพราะลำพังแผลที่เกิดทางช่องทางด้านหลังก็น่าจะหายยากอยู่ ไหนจะเรื่องของสภาพจิตใจอีก
“งั้นเดี๋ยวพรุ่งนี้กูมาอยู่ด้วยอีกวันนะ” พริกแกงพูดขึ้นอย่างเสนอตัว แต่ถ้าให้พูดจริง ๆ แค่นี้ผมก็รู้สึกเกรงใจอีกคนจะแย่แล้ว
“ไม่เป็นไร มึงต้องกลับบ้านหาพ่อแม่มึงไม่ใช่หรือไง กูอยู่คนเดียวได้” ผมรู้ว่ามันเป็นห่วงแต่ตอนนี้ที่มีมันอยู่ด้วยก็ดีมากแล้ว อีกอย่างครอบครัวของพริกแกงก็เคร่งมากเรื่องการรวมญาติในวันหยุด ผมไม่อยากเป็นต้นเหตุให้พริกแกงต้องมีปัญหา
“แต่...”
“ขอบคุณมึงมากนะ วันจันทร์รอเจอกันที่มหาวิทยาลัยดีกว่า” มือเล็กยกขึ้นทับทาบมือบางของเพื่อน มันนิ่งไปก่อนจะพยักหน้าให้ผมอย่างไม่ค่อยเต็มใจเท่าไร ตอนนี้เวลาก็เลยมาถึงเกือบสามทุ่มแล้ว พริกแกงเองก็ควรจะกลับไปพักผ่อนได้แล้ว
“พรุ่งนี้ถ้าไข้ไม่ดีขึ้นก็โทรหากูนะ” เพื่อนตัวเล็กพูดขึ้นอย่างกำชับอยู่หน้าประตู ไม่ยอมเดินออกจากห้องของผม
“ได้ เดินทางกลับดี ๆ นะ ขอบคุณสำหรับทุกอย่างวันนี้นะมึง ถึงคอนโดแล้วไลน์บอกกูด้วยนะ” รวมถึงเรื่องของคนพวกนั้นด้วย มือเล็กยื่นเข้าจับมือบางของเพื่อนตัวเองไว้อีกรอบก่อนที่อีกคนจะพยักหน้าให้อย่างรับรู้และเราทั้งคู่ก็แยกย้ายกันตรงนั้นเลย
