Chapter 2
เปลือกตาสวยพยายามลืมขึ้นในเช้าของวันใหม่ เมื่อคืนหลังจากทำงานเสร็จก็ยอมรับว่าเต็มที่มากกับการดื่ม อยากจะนอนพักต่ออีกหน่อยถ้าไม่ติดว่ามีนัดกับบ้านใหญ่ของแก๊งมาเฟียที่มีคุณท่านเป็นผู้ดูแลอยู่
“กี่โมงแล้วเนี่ย?” เสียงแหบพร่าของคนเพิ่งตื่นอย่างผมพูดขึ้นคนเดียวบนเตียงนุ่มในห้องคอนโดหรูที่คุณท่านซื้อไว้ให้ตั้งแต่ขึ้นปีหนึ่งของมหาวิทยาลัยท่ามกลางความไม่เห็นด้วยหลายเสียงจากคนในครัวครอบของท่านเอง
นาฬิกาบอกเวลาในหน้าจอโทรศัพท์มือถือเครื่องหรูบ่งบอกถึงเวลาเช้าตรู่ของเช้านี้ ถึงจะเพิ่งเจ็ดโมงที่ห่างจากเวลานัดไปหลายชั่วโมงแต่ยังไงก็ไม่กล้านอนหลับต่ออยู่ดี กลัวว่ามันจะเข้าทฤษฎีขออีก 5 นาทีและหลังจากนั้นก็ยาวเลย
“วันนี้ต้องเจอกับอะไรบ้างไม่รู้ หาอะไรกินเติมพลังไปหน่อยดีกว่า” ร่างบางหัวยุ่งในชุดนอนหยัดตัวขึ้นนั่งก่อนที่มือเล็กจะยกขึ้นปัดป่ายจัดทรงผมของตัวเองให้เข้าที่และลงจากเตียงนอนเพื่ออาบน้ำสร้างความสดชื่นจากอาการแฮงค์
ตลอดสองปีที่ได้ออกมาจากบ้านใหญ่เป็นเหมือนช่วงชีวิตที่ดีที่สุดของผมตั้งแต่จำความได้ ไม่ต้องถูกนินทาว่าร้าย ไม่ต้องถูกแกล้งจากหลานชายของคุณท่าน แต่ถ้าได้ไปบ้านใหญ่เมื่อไหร่มันก็หมายถึงการรวมตัวกันของเครือ
ญาติเขาด้วย เลี่ยงไม่ได้เลยที่เราจะต้องเจอกันทุก ๆ สัปดาห์
ร่างบางเปลือยท่อนบนของผมยืนอยู่หน้ากระจกสะท้อนใสครึ่งตัวอย่างคิดอะไรในหัวพลางขยับแปรงสีฟันในมือบางเข้าทำความสะอาดโพรงปากไปด้วยหลังจากที่ชำระล้างกายเสร็จเรียบร้อย
“นี่ถ้าไม่มีต้นน้ำน้อยนะก็คงคิดว่าตัวเองเป็นทอมไปแล้ว” หลังจากที่ทำทุกอย่างเรียบร้อยใบหน้าเรียวสวยที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดก็ยืนมองสำรวจตัวเองสักพักอย่างชั่งใจในรูปร่างเพรียวเกินชาย แต่ก็คิดมาตลอดหลายสิบปีจนอายุตอนนี้ 20 แล้วก็ยังหาคำตอบไม่ได้สักที ความจริงผมควรเลิกคิดเรื่องนี้ได้แล้วด้วยซ้ำ
ครืดดด~
เสียงโทรศัพท์เครื่องหรูดังขึ้นจากในห้องนอนจนผมต้องรีบละความสนใจออกจากอย่างอื่นและเดินไปรับสายนั้นอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้ปลายสายตัดไปเสียก่อน
“ครับคุณท่าน” ถึงแม้ว่าคุณท่านจะบอกให้ผมเรียกท่านว่าปู่แต่ยังไงผมก็ไม่กล้าทำแบบนั้นหรอก รู้ดีว่าที่ของตัวเองอยู่ตรงไหนมากกว่า
(วันนี้ฉันจะให้คนขับรถไปรับ) เสียงเข้มของคุณท่านพูดขึ้นบอก เป็นแบบนี้ทุกครั้งกับการที่ผมจะต้องเดินทางเข้าบ้านใหญ่ในแต่ละสัปดาห์
“ขอบคุณครับคุณท่าน” ถึงใจจะบอกว่าไม่เป็นไรแต่ก็ไม่กล้าที่จะปฏิเสธคุณท่านเลยสักครั้ง
คุณท่านเป็นเหมือนผู้มีพระคุณที่สุดในชีวิตของผม ถ้าวันนั้นเด็กกำพร้าแบบผมไม่ได้มือของคุณท่านยื่นเข้ามาช่วยเหลือ เด็กคนที่ชื่อต้นน้ำตอนนี้ก็คงไม่รู้ชะตากรรมชีวิตของตัวเองและผมเองก็หวังนะว่าถ้าได้ทำอะไรเพื่อทดแทนบุญคุณของคุณท่านได้ แม้แต่การแลกด้วยชีวิตผมก็จะไม่ปริปากบ่นเลย
หลังจากนั้นสายของท่านก็ถูกวางไปโดยท่านเองก่อนที่ผมจะทิ้งตัวนอนลงบนเตียงเดิมอย่างเหนื่อยใจกับสิ่งที่ตัวเองจะได้เจอหลังจากนี้
“อีกสามชั่วโมง” ผมเด้งตัวขึ้นลุกเพื่อไม่ให้เสียเวลาไปมากกว่านี้ เดินเข้าห้องแต่งตัวและหาอะไรทานแก้แฮงค์จากฤทธิ์แอลกอฮอล์เมื่อคืนก่อนที่คนของท่านจะเข้ามารับ
9.30 น.
ตอนนี้ผมนั่งอยู่บนรถคันหรูที่คุณท่านส่งมารับแล้ว แต่ด้วยการจราจรในช่วงใกล้เที่ยงหนาแน่นมากผิดปกติเลยทำให้ผมเลทมาครึ่งชั่วโมงกว่าจะถึงที่หมาย
“ขอโทษที่ทำให้สายนะครับคุณหนู” คนที่บ้านหลังนี้เรียกผมว่าคุณหนูกันเพราะคำสั่งของคุณท่านอีกเหมือนเดิม ทั้ง ๆ ที่ทุกคนไม่จำเป็นต้องยกฐานะของผมขึ้นมากถึงขนาดนั้นก็ได้
“ไม่เป็นไรครับ ไม่มีใครห้ามรถติดได้” ผมพูดบอกด้วยท่าทางเป็นมิตรก่อนจะก้าวเท้าลงจากรถที่นั่งมาเพื่อเข้าไปด้านใน
“มาได้แล้วเหรอ?” เสียงนิ่งของคนที่ผมไม่อยากเจอที่สุดพูดขึ้นถามระหว่างที่ผมเข้าไปได้เพียงห้องโถงของบ้าน
“ครับ พอดีว่ารถติดครับคุณเรย์” คุณเรย์เป็นลูกชายของคุณลูอิส ลูกชายคนโตของคุณท่านและมีอายุมากกว่าผมอยู่สองปี เขาไม่ชอบผมเพราะเมื่อก่อนคุณท่านจะเอาใจผมมากเป็นพิเศษเพราะท่านเห็นตัวเล็ก ๆ ด้วยมั้ง
“เป็นแค่คนนอกแต่มาสายที่สุดแบบนี้ กูว่ามึงควรคิดทบทวนตัวเอง” เขาเป็นคนที่พูดคำหยาบแบบนี้เสมอจนผมเองก็ชินกับมันไปแล้ว
“ขอโทษครับ ครั้งหน้าต้นน้ำจะไม่มาสายอีก” ผมก้มโค้งให้เขา ถึงแม้ว่าเขาจะใจร้ายมากแค่ไหนแต่ยังไงเขาก็เป็นหลานชายของคุณท่านและเพื่อนเล่นของผมในวัยเด็ก
ก่อนที่เขาก็เดินเข้าไปด้านในอย่างไม่สนใจคำพูดของผม ผมกลับมายืนตัวตรงเหมือนเดิมและเดินตามเขาเข้าไปด้านในที่มีผู้คนนั่งรออยู่ก่อนแล้วแต่เป็นคนในครอบครัวเท่านั้น คงมีแค่ผมเองจริง ๆ ที่เป็นคนนอกสำหรับที่นี่
“สวัสดีครับคุณท่าน ต้นน้ำขอโทษที่มาช้า” น้อยครั้งมากที่ผมจะมาสาย แต่รอบนี้มันเกินการควบคุมจริง ๆ
“ฉันรู้จากคนขับรถแล้ว นั่งเถอะ” ผมเดินเข้าไปนั่งที่ประจำของตัวเองในห้องรับแขกห้องนี้ เป็นโซฟาเดี่ยวข้าง ๆ คุณท่านท่ามกลางดวงตาคมของใครบางคนที่จ้องมาทางผมอย่างไร้ความรู้สึกถึงสองคู่ดวงตา
“ทุกครั้งที่เรียกทุกคนมาก็เพราะพูดคุยกันภายในครอบครัว แต่สำหรับวันนี้มันพิเศษหน่อย” คุณท่านเริ่มพูดเปิดเรื่องเหมือนทุกครั้งที่เรามากันครบแบบพร้อมหน้าพร้อมตา
“ครอบครัว หึ” เสียงเค้นขำของคุณแพทริคลูกชายเพียงคนเดียวของคุณอีธานลูกชายคนเล็กของคุณท่านในอายุที่ห่างจากผมสองปีเท่าคุณเรย์ดังขึ้นแทรกพร้อมกับสายตานิ่งเฉยยากเดาความหมายของเขาจะมองมาทางผมที่นั่งอยู่ไม่ไกล
“คำพูดของฉันมันน่าขำมากขนาดนั้นเลยรึ!” เสียงขุ่นโกรธของคุณท่านดังขึ้นท่ามกลางความเงียบภายในห้อง
“ผมว่าแพทริคก็ไม่ได้พูดอะไรผิดนะครับคุณปู่ว่าในนี้ไม่ได้มีแค่ครอบครัวของเราเพราะมันมีคนนอกครอบครัวด้วย” เสียงนิ่งของคุณเรย์พูดขึ้นตามอย่างเห็นด้วย ผมไม่สามารถตอบโต้อะไรพวกเขาได้อยู่แล้ว ทำได้แค่นั่งนิ่งและก้มหน้ารับชะตากรรมของตัวเอง
“ถ้าพวกแกมีเวลาสร้างเรื่องให้แก๊งของเราไม่เว้นวัน แกควรเอาเวลาที่มีไปสั่งสอนลูกของพวกแกด้วย” เป็นประโยคจากคุณท่านที่สร้างความเกลียดของพวกเขาต่อผมได้เป็นอย่างดี ก่อนที่ทั้งหมดจะเงียบและไม่มีใครกล้าพูดอะไรออกมาอีกนอกจากสายตาห้ามปรามของคนพ่อที่ส่งไปยังลูกชายทั้งคู่ของพวกเขา
“อีก 90 วันต่อจากนี้จะมีงานใหญ่ที่บ้านของเรา” คุณท่านพูดต่อถึงเรื่องหลักในการมารวมตัวกันของทุกคนในวันนี้ เรื่องนี้หรือเปล่าที่คุณท่านบอกว่าเป็นเรื่องพิเศษ
“ต้นน้ำ” ก่อนที่เสียงเรียกจากคุณท่านจะดังขึ้นข้างกาย
“ครับคุณท่าน”
“เธอจะช่วยพวกเราได้ไหมเกี่ยวกับงานที่จะเกิดขึ้นในอีก 90 วันข้างหน้า?”
“งานทำบุญครั้งใหญ่เหรอครับ?” ผมถามกลับไปอีกรอบเพื่อความแน่¬ใจแต่ถึงจะเป็นงานอะไรผมก็พร้อมจะช่วยเต็มที่อยู่แล้ว
“งานแต่งของหลานชายฉัน” เอ๊ะ..ใครกันนะที่กำลังจะแต่งงาน นี่บ้านหลังนี้กำลังจะมีข่าวดีข่าวใหญ่มากขนาดนี้เลยเหรอ? ผมพยายามเลื่อนสายตามองว่าที่เจ้าบ่าวของงานนี้แต่ทั้งคู่กลับหลบสายตาผมกันหมดเพราะคงยังโกรธกับเรื่องเมื่อกี้อยู่
“ได้ครับ ต้นน้ำจะช่วยอย่างเต็มที่แน่นอน ว่าแต่เป็นงานของใครเหรอครับ?” ผมตัดสินใจพูดถามคุณท่านไปตามตรงเพื่อจะได้แสดงความยินดีด้วยถูกคน
“ฉันยังไม่รู้เพราะว่าคนตัดสินใจคือเธอ”
“ครับ?”
