Chapter 13
“สวัสดีอีกรอบนะครับคุณหนู ผมชื่อคิมเคเป็นลูกน้องคนสนิทของคุณเรย์แล้วก็เป็นคนดูแลที่นี่” หลังจากที่เราทั้งคู่เดินออกมาจากห้องทำงานของคุณเรย์แล้ว คนที่นำพาผมเดินเที่ยวตอนนี้ก็พูดขึ้นอย่างเป็นมิตร
“สวัสดีครับ ต้นน้ำครับเป็นคนที่คุณท่าน เอ่อหมายถึงคุณปู่ของคุณเรย์รับมาเลี้ยงน่ะครับ” และผมเองไม่ลืมที่จะแนะนำตัวเองกลับเพื่อไม่ให้เสียมารยาท
“ผมรู้ครับ คนที่ทำงานที่นี่ล้วนเป็นคนจากตระกูลของแก๊งดรากอนทั้งนั้น ไม่มีใครไม่รู้จักคุณหนูหรอกครับ” ผมเองก็ลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิทว่าเครือข่ายของตระกูลนี้กว้างมากแค่ไหน
“พี่คิมเคทำงานกับคุณเรย์มานานแค่ไหนแล้วเหรอครับ?” ไหน ๆ ก็ได้เปิดบทสนทนากันแล้ว ผมเองก็ถือโอกาสพูดคุยถามไถ่ไปด้วยเลย
“ถ้าเป็นคุณเรย์ก็ไม่นานครับ เพราะว่าผมทำงานกับคุณท่านมาก่อน หลังจากที่คุณเรย์เข้ามาดูแลงานบางส่วน คุณท่านก็ไว้ใจให้ผมมาดูแลคุณเรย์ต่อเลย” เป็นแบบนี้นี่เอง เพราะความจริงแล้วคุณเรย์ก็อายุ 22 ปีเอง สำหรับเขาช่วงนี้ก็คงเป็นช่วงเก็บเกี่ยวประสบการณ์เสียส่วนใหญ่
“ไปยืนดูรถตรงโน้นกันดีกว่าครับคุณหนู ตอนนี้กำลังเริ่มรอบใหม่พอดี” คิมเคพูดขึ้นอย่างเสนอ ผมก็พยักหน้ารับรัวก่อนเจ้าตัวจะพาผมเดินไปยังที่ที่เขาบอกเมื่อครู่
เขาบอกอีกว่าที่ตรงนี้เป็นที่สำหรับ VVIP เพราะที่ที่เรายืนอยู่มองเห็นได้ชัดมากทั่วสนามแบบไม่ต้องใช้จอเลยด้วยซ้ำ และผมเองก็เห็นว่าสิ่งที่เขาพูดน่าจะจริง
“สองคันนั้นเป็นของใครบ้างเหรอครับ?” เพราะดูจากผู้คนที่ลุกจากเก้าอี้ขึ้นมาให้ความสนใจคันที่กำลังสแตนด์บายแล้ว มันเยอะมากต่างจากรอบเมื่อกี้อย่างสิ้นเชิงเลย
“คันขวาเป็นลูกนายตำรวจใหญ่ท่านหนึ่งครับ เป็นลูกค้าประจำของเราที่นี่ กระเป๋าหนักมาก แต่วันนี้ไม่รู้ว่าคิดอะไรลงแข่งเอง ส่วนอีกคันเป็นคนของเราที่อีกฝ่ายท้าพนันด้วยครับ”
ครืดดดด~
แต่ไม่ทันที่ผมจะได้พูดอะไรต่อ เสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงที่สวมอยู่ก็ดังขึ้นเสียก่อน
“แป๊บหนึ่งนะครับ” ผมพูดบอกอีกคนก่อนเอาโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงขึ้นมารับสายกับเบอร์แปลกที่โทรเข้ามา
“สวัสดีครับ” พูดขึ้นทักทายทันทีที่รับสาย
(มึงอยู่ไหน?) เป็นคำตอบกลับของเสียงที่คุ้นหูอย่างที่อีกฝ่ายไม่ต้องแนะนำตัวก็รู้ว่าคนที่โทรเข้ามาเป็นใคร
“ตอนนี้ต้นน้ำอยู่กับคุณเรย์น่ะครับคุณแพทริค” ผมพูดตอบไปตามความจริงพลางเดินออกห่างจากสถานที่ที่มีเสียงดังเพื่อจะได้คุยกับคนในสายต่อ
(สนามแข่งรถของมันใช่ไหม? เดี๋ยวกูไปรับ)
“เดี๋ยวก่อนครับคุณแพทริค” ก่อนที่ผมจะรีบพูดขัดขึ้นมาก่อน ถ้าพวกเขาได้เจอกันตอนนี้แล้วคุยกันมากขึ้น แผนที่ผมตั้งใจปั่นหัวทั้งคู่ก็คงจะจบลงเอาง่าย ๆ เหมือนกัน
“พอดีตอนนี้คุณเรย์กับต้นน้ำกำลังติดธุระกันอยู่ครับ คงไม่สะดวกไปกับคุณแพทริคเพราะคุณเรย์เองก็คงไม่ยอมให้ต้นน้ำออกไปตอนนี้แน่ ๆ อ๊ะ คุณเรย์แป๊บหนึ่งสิครับ” ในประโยคหลังผมพยายามยื่นโทรศัพท์ออกห่างจากหูเพื่อสร้างสถานการณ์ก่อนดึงกลับมาอีกครั้งเพื่อฟังเสียงเขา
(..........) ก่อนที่สายจะถูกตัดไปท่ามกลางความโล่งใจของผม และนี่คงเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ผมต้องพยายามพาตัวเองให้มีชีวิตรอดจากคนพวกนี้ แต่ก็ไม่รู้นะว่าจะไหวตัวได้แบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน
“ขอโทษครับคุณหนู ไม่ทราบว่าคุยธุระเสร็จหรือยังครับ พอดีว่าคุณเรย์เรียกแล้วครับ” ก่อนที่เสียงคิมเคจะดังขึ้นทันทีที่มือเล็กเอาโทรศัพท์เก็บเข้าที่เดิมแล้ว
“ครับ เรียบร้อยแล้วครับ” ผมพูดบอกก่อนที่เขาจะเดินนำผมท่ามกลางผู้คนที่หนาแน่นกลับเข้าห้องทำงานของคุณเรย์ที่เราเพิ่งเดินออกมาไม่ถึงชั่วโมง
“มาแล้วครับนาย” เขาพูดขึ้นอีกรอบอย่างรายงานเจ้านายของตนที่ยังนั่งทำงานอยู่ที่เดิม ก่อนที่ผมจะเดินเข้าไปหย่อนตัวนั่งลงกับโซฟา
“คุณเรย์มีอะไรหรือเปล่าครับ ต้นน้ำยังเดินดูไม่ทั่วเลย” ผมพูดขึ้นถาม ก่อนที่ลูกน้องคนนั้นจะเดินออกจากห้องไปอย่างที่ไม่ได้พูดอะไรกันต่อ
“.......” เขาไม่ตอบแต่หยัดตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูงของตัวเองก่อนเดินออกจากโต๊ะทำงานไปทางมุมห้องที่มีโต๊ะอาหารและอาหารหลายอย่างจัดเรียงกันไว้เต็มโต๊ะ ผมเองก็พอจะรู้สาเหตุที่เขาเรียกมาได้แล้ว
ก่อนเจ้าของดวงตาคมจะมองมาทางผมอย่างสื่อความหมาย ผมลุกขึ้นยืน เดินตามเขาไปและนั่งลงตรงข้ามฝั่งโต๊ะ
“พรุ่งนี้เราจะเข้าบ้านใหญ่กี่โมงเหรอครับ?” ผมพูดขึ้นถามระหว่างที่เราทั้งคู่กำลังเริ่มทานมื้อแรกของวันในเวลาค่ำ ๆ
“หลังจากเตรียมตัวเสร็จ” คุณเรย์พูดตอบแต่ไม่แม้แต่จะมองมาทางผมที่เป็นคู่สนทนา
“ไอ้คิมบอกว่ามีคนโทรเข้ามาหามึง ใคร?”
“คุณแพทริคน่ะครับ เขาบอกจะมารับแต่ผมบอกไปว่าอยู่กับคุณเรย์” ผมพูดตอบคำถามของเขาไปตามความจริงและหลังจากนั้นเขาก็ไม่พูดอะไรอีกนอกจากตักอาหารในจานตรงหน้าเข้าปาก
หลังจากที่เราทานข้าวกันเสร็จก็มีคนของคุณเรย์เอากระเป๋าและข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นสำหรับวันพรุ่งนี้มาให้ผม ไม่ใช่ของผมหรอกแต่เป็นของที่เขาสั่งให้คนไปหาซื้อมาใหม่ทั้งหมดและผมก็รับไว้เพราะไม่อย่างนั้นพรุ่งนี้คงไม่มีเสื้อผ้าใส่ไปบ้านใหญ่แน่ ๆ
คืนนี้คุณเรย์ก็ยังนั่งทำงานเหมือนเดิมที่เดิม ผมที่รอไม่ไหวก็ต้องขอตัวไปนอนหลับก่อน เขาก็ไม่ได้ขัดอะไรปล่อยให้ผมนอนหลับตามที่ผมต้องการ
เหลืออีก 48 วัน ผมตื่นมาเพราะแสงแดดแยงตาที่สอดรอดผ่านเข้ามาทางกระจกใสของห้องพร้อมกับร่างเปลือยท่อนบนของคุณเรย์ที่นอนนิ่งอยู่ข้างกาย
“เจ็ดโมงเช้าแล้วเหรอเนี่ย” ผมพูดขึ้นเสียงเบากับตัวเองก่อนเปิดผ้าห่มที่ปกคลุมตัวออกเพื่อเข้าห้องน้ำในตอนเช้า แต่ดวงตากลมก็ต้องเบิกตาโพรงเมื่อกางเกงท่อนล่างของตัวเองหายไปพร้อมกับคราบน้ำขาวที่แห้งติดขาด้านในอย่างไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นกับผมตอนหลับ
“ต้องเป็นคนอย่างไรที่โดนทำแล้วยังไม่รู้เรื่องเนี่ยต้นน้ำ” ระหว่างที่กำลังพาตัวเองลงจากที่นอนความเจ็บจากช่องทางด้านหลังก็แทรกเข้ามาให้รู้สึกทันที นี่เราเสียท่าให้คนพวกนี้กี่รอบแล้ว
หลังจากนั้นไม่นานผมก็อาบน้ำเสร็จแล้วมานั่งทบทวนสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่ว่ามันคุ้มมากแค่ไหนกับสิ่งที่ตัวเองต้องเจอ คุณเรย์ที่นอนอยู่ก็ตื่นขึ้นและเดินเข้าห้องน้ำไปอย่างไม่พูดถึงสิ่งที่ตัวเองทำ
แต่ถ้าเกิดว่าเราเลิกความคิดของตัวเองตอนนี้แล้วสิ่งที่เสียไปมันก็เสียเปล่าไม่ใช่เหรอ แต่ถ้าเดินหน้าต่อสิ่งที่ได้กลับมามันจะคุ้มกับสิ่งที่เสียไปไหม? ผมเองก็เริ่มไม่แน่ใจ
9.45 น.
“อ่าวเรย์ วันนี้มาด้วยกันกับต้นน้ำเหรอ?” เสียงของคุณลูอิสพูดขึ้นถามเมื่อเห็นเราทั้งคู่เดินเข้ามาในห้องรับแขกที่มีคนอื่น ๆ รออยู่ก่อนแล้ว
“อยู่ตั้งแต่เมื่อวานแล้วครับ” คุณเรย์พูดขึ้นระหว่างที่เราทั้งคู่กำลังจะเดินเข้าที่นั่งประจำของตัวเองท่ามกลางสายตานิ่งคมของคุณแพทริคที่มองมาทางผมอย่างไร้ความหมาย
“สวัสดีครับคุณท่าน สวัสดีครับคุณลูอิส สวัสดีครับคุณอีธาน” ผมไล่สวัสดีทุกคนเหมือนครั้งก่อนที่ผ่านมาอย่างไม่ให้มีอะไรขาดตกบกพร่อง
“เธอเลือกได้แล้วเหรอว่าที่เจ้าบ่าวของตัวเอง เร็วกว่าที่ฉันคิดอีกนะ” คุณท่านพูดถามผมพลางมองผมและคุณเรย์สลับกันอย่างสื่อความหมาย ก่อนที่เสียงนิ่งของคุณแพทริคจะดังขึ้นเสริม
“จะพูดแบบนั้นก็ไม่ถูกนะครับ เพราะผมเองก็ยังไม่ได้ทำอะไรเลยด้วยซ้ำ เพราะว่าว่าที่เจ้าสาวถูกคนอื่นยึดตัวไว้ให้อยู่กับตัวเองตลอด” เสียงนิ่งของคุณแพทริคพูดขึ้นย้ำพลางปรายตามองคุณเรย์ที่นั่งทำหน้าเย้ยหยันตนอยู่
“แบบนี้ก็ไม่ค่อยยุติธรรมกับลูกชายผมเลยนะครับคุณพ่อ” คุณอีธานพูดขึ้นเสริมลูกชายของตน
“พูดอย่างไรให้เข้าตัวเองวะ” เสียงนิ่งของคุณเรย์พูดเข้าขัดอย่างไม่เห็นด้วยเพราะตนเข้าใจว่าคุณแพทริคเองก็อยู่กับผมมาตลอดหนึ่งอาทิตย์เหมือนกัน
“นั่นสิ แพ้แล้วพาลนิสัยเดิมของแกเลยนะอีธาน” คนพี่พูดขึ้นอย่างท้าทายน้องชายของตนที่กำลังทำตัวเข้าสุภาษิตรำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง
“เอาล่ะ อย่ามัวแต่เถียงกันเลย พวกเธอก็คงจะมีปัญหาเรื่องเวลากันจริง ๆ สินะ” คุณท่านพูดขึ้นอย่างห้ามสงครามอารมณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นและผมเองก็เห็นด้วย
“เอาอย่างนี้สิ หนึ่งอาทิตย์มีเจ็ดวัน ก็แบ่งไปคนละสามวัน” คุณท่านพูดขึ้นอีกรอบอย่างตัดสินกับปัญหาที่เกิดขึ้น
“แล้วอีกวันหนึ่งล่ะครับ” คุณอีธานพูดขึ้นถาม
“ส่วนอีกหนึ่งวันก็ให้ทั้งสามคนได้อยู่ด้วยกันเผื่อว่าเธอจะตัดสินใจง่ายขึ้นว่าอยากแต่งงานกับใคร เธอว่าดีไหมต้นน้ำ?” ก่อนที่คุณท่านจะหันมาถามผมที่นั่งอยู่ข้าง ๆ มันเหมือนเป็นกรงของผมด้วยซ้ำ แต่ตั้งแต่อยู่บ้านหลังนี้มา ผมไม่เคยพูดขัดคุณท่านเลย แล้วรอบนี้มันก็คงจะเป็นแบบนั้น
“ครับคุณท่าน” ผมพูดตอบกลับไปทั้งที่ใจก็ยังไม่ได้เป็นของตัวเอง
หลังจากที่ปัญหาจบลงจากการตัดสินใจของคุณท่านแล้วเราทั้งหมดก็ย้ายเข้าห้องอาหารเหมือนทุกครั้งที่ต้องมารวมตัวกัน
“หลังจากนี้พวกเธอก็เข้าบ้านเดือนละครั้งนะ” คุณท่านพูดขึ้นระหว่างที่กำลังรออาหารมาวางลงบนโต๊ะทั้งหมด
“ทำไมล่ะครับ?” ผมพูดขึ้นถามอย่างไม่เข้าใจเพราะเมื่อก่อนไม่ว่าใครจะเป็นตายร้ายดีแค่ไหนสุดสัปดาห์อย่างไรทุกคนก็ต้องมารวมตัวกันให้ได้อยู่ดี
“เพื่อให้เวลาพวกเธอได้อยู่ด้วยกันอย่างเต็มที่ตามที่ฉันบอกไง”
“ดีครับผมเห็นด้วย” เสียงนิ่งของคุณเรย์พูดขึ้นเสริม ก็ใช่สิพวกเขาไม่ได้อยากจะเข้ามาเจอคุณท่านอยู่แล้วนี่เลยพูดได้ แต่ผมเองก็ไม่ได้ขัดอะไรกับคำของคุณท่านอีกเหมือนเดิมนั่นแหละ
