Chapter 12
เช้านั้นหลังจากทุกอย่างจบลง ความล้าของร่างกายก็ทำเอาผมหลับไปถึงค่ำของวันนั้นเลย จะหนีก็หนีไม่ได้เหมือนครั้งนั้นเพราะที่นี่มันเป็นห้องของผมแล้ว ตื่นมาก็ยังเจอคุณเรย์อยู่และเขาเองก็ทำท่าจะไม่ออกจากห้องของผมไปง่าย ๆ จนถึงปัจจุบัน
“คุณเรย์จะกลับตอนไหนครับ?” ผมพูดขึ้นถามเจ้าของร่างเปลือยท่อนบนกับกางเกงสแล็คราคาแพงที่ยืนสูบบุหรี่อยู่ริมระเบียงห้องทันทีที่ตัวเองหยัดตัวนั่งหลังจากตื่นนอนในตอนค่ำที่ฟ้าเริ่มมืด
“ทำไม” เขาไม่ตอบแต่ตั้งคำถามกลับมาหลังจากพ่นควันขาวออกจากริมฝีปากหนา
ความจริงเรื่องเมื่อคืนเป็นอีกเรื่องใหญ่ที่ผมเองก็ยอมรับไม่ได้หรอก แต่คิดแค่ว่าจะถอนตัวตอนนี้ก็ไม่ทันแล้วมากกว่า ยอมเสียตัวเพื่อสร้างความแตกแยกให้ครอบครัวนี้ผมคิดว่านั่นคือสิ่งที่ผมต้องการจริง ๆ
“เปล่าครับ วันนี้ต้นน้ำมีงานต้องไปทำ ถ้าคุณเรย์ยังไม่กลับต้นน้ำจะได้รอปิดประตูให้คุณเรย์ก่อนครับ” ผมพูดบอกตามเรื่องที่ตัวเองสร้างขึ้นเพราะอยากให้เขาออกจากห้องนี้ไปเร็ว ๆ
“ใครอนุญาตให้มึงไป” เจ้าของใบหน้าหล่อคมหันหน้ามามองผมที่อยู่ในห้องพลางพ่นควันขาวขุ่นออกจากปากหยักสวยอีกรอบ
“แต่ต้นน้ำรับงานไว้แล้ว”
“กูไม่ให้ไป” ก้นบุหรี่ที่คีบไว้ระหว่างนิ้วถูกโยนทิ้งลงกับพื้นระเบียง อันนี้พอเข้าใจเพราะว่าผมไม่สูบของพวกนี้ที่ห้องเลยไม่มีที่เขี่ยไว้ให้
“.........” เป็นบ้าอะไรของเขาอีกแล้ว
“ลุกขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัวได้แล้ว กูมีเรื่องต้องรีบไปเคลียร์” เขาพูดบอกพลางก้าวเท้ายาวเดินเข้ามาใกล้ผมที่ยังนั่งนิ่งอยู่บนที่นอนเดิมมองการกระทำของเขา ก็แล้วเรื่องที่ต้องไปเคลียร์ของเขามันเกี่ยวอะไรกับผมล่ะ
“ทำไมต้นน้ำต้องไปอาบน้ำแต่งตัวด้วยล่ะครับ” ผมพูดขึ้นถามอีกรอบพลางขยับตัวนั่งในท่าที่ถนัดมากขึ้นแต่ลืมไปว่าตัวเองกำลังเจ็บช่องทางด้านหลังอยู่เลยซูดปากไปที
“เพราะมึงต้องไปกับกูไง แล้วพรุ่งนี้เข้าบ้านใหญ่พร้อมกัน” เขาพูดบอก ผม ลืมไปเลยว่าพรุ่งนี้เป็นวันนัดรวมกับบ้านใหญ่ของคุณท่าน แต่ที่ยังสงสัยไม่หายคือทำไมผมต้องไปกับเขา
“ถ้ายังไม่รีบมึงจะไม่มีโอกาสได้ลุกอีก” ร่างสูงของเขาทำท่าเดินเข้ามาใกล้พลางยกมือหนาขึ้นปลดรูดซิปกางเกงของตัวเองออก ผมที่เริ่มเห็นท่าไม่ดีจึงลงจากเตียงทันทีเพื่อทำตามที่เขาบอก
“เขามันหมาบ้าชัด ๆ” ผมยืนบ่นขึ้นพลางมองร่างเปลือยของตัวเองที่สะท้อนกระจกใสใหญ่ในห้องน้ำกับรอยจ้ำแดงเต็มตัวที่เขาเป็นคนสร้าง
ก่อนจะใช้เวลาในการชำระล้างร่างกายอาบน้ำแต่งตัวไม่ถึงยี่สิบนาทีเพื่อไม่ให้เขาต้องรอนานและว่าผมได้อีก
“ไปกันเลยไหมครับ?” ผมใส่ชุดเสื้อแขนยาวคอเต่าเพื่อปกปิดรอยแดงจางจากรอยดูดและกางเกงขาสั้นเดินเข้าใกล้ร่างสูงที่นั่งรอตนอยู่บนโซฟากลางห้อง สำหรับเรื่องเมื่อคืนที่เขาใจร้ายกับผม ผมไม่ลืมหรอกแต่แค่รอเวลาเอาคืนเท่านั้นเอง
“........” เขาไม่ตอบแต่มองมาที่ผมอย่างนึกสงสัยกับการแต่งตัวของผมในฤดูร้อนของประเทศไทยที่มันค่อนข้างสวนทางกันเป็นอย่างมาก ก่อนเจ้าของความสูงร้อยเก้าสิบเซนติเมตรจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงนำผมออกจากห้อง
เขาพาผมลงมาถึงลานจอดรถของคอนโดที่รถสปอร์ตหรูจอดอยู่ตั้งแต่เมื่อเช้า ผมและคุณเรย์เข้าไปนั่งในที่ของตัวเองก่อนรถคันที่เพิ่งขึ้นมาจะเคลื่อนออกจากคอนโดไปภายในเวลาไม่ถึงห้านาที
ระหว่างทางมีแต่ความเงียบของเราทั้งคู่ คุณเรย์เงียบ ผมเงียบ เราเงียบก่อนรถที่นั่งมาจะตบไฟเลี้ยวขวาเข้าซอยไปยังสถานที่แห่งหนึ่งที่ค่อนข้างลับตาหลังจากที่รถวิ่งมาเป็นเวลาครึ่งชั่วโมงได้
“ที่นี่ที่ไหนเหรอครับ?” มันเงียบมากจนน่ากลัวกับกำแพงสูงที่ล้อมรอบเป็นเส้นทางยาว รถสปอร์ตหรูเคลื่อนตัวมาจอดจ่อหน้าประตูรั้วใหญ่ ไม่นานประตูนั้นก็เปิดออก
“ที่นี่ใช่สนามแข่งรถของคุณเรย์ไหมครับ?” ผมยังคงตั้งคำถามเพราะเคยได้ยืนมาอยู่บ้างว่าคุณเรย์ทำธุรกิจเสริมเป็นสนามแข่งรถ ส่วนคุณแพทริคทำธุรกิจเสริมเป็นผับหลายแห่ง ผับของคุณแพทริคก็เคยไปอยู่บ้าง แต่สนามแข่งรถของคุณเรย์ถ้าใช่ที่นี่จริง ๆ มันก็คงเป็นครั้งแรกที่ผมได้มา
“อือ” เขาพูดตอบมาสั้น ๆ ผมมองออกนอกหน้าต่างรถอย่างสำรวจสถานที่ ถึงแม้ว่าตอนนี้เวลาจะล่วงเลยมาถึงหัวค่ำแล้ว แต่ที่นี่กลับไม่ได้ดูมืดตามเลยสักนิดเพราะแสงสปอตไลต์ที่เปิดไว้เต็ม
ขับรถเข้ามาลึกอีกนิดก็เจอรถหลายคันจอดอยู่เต็มพื้นที่ลานกว้างที่ทำไว้สำหรับจอดรถและผมคิดว่ารถพวกนี้น่าจะเป็นรถของลูกค้าที่มาใช้บริการ ที่สำคัญมีแต่รถหรู ๆ ราคาแพงทั้งนั้นเลย
“ลงจากรถแล้วตามกูมา” ทันทีที่รถจอดสนิทลงคุณเรย์ก็พูดบอกก่อนปลดเบลต์และลงจากรถไป ก่อนที่ผมเองจะรีบปลดเบลต์และลงตามเขาไปอย่างรีบร้อนไม่แพ้กัน
“สวัสดีครับนาย วันนี้พาเด็กมาด้วยเหรอครับ?” เสียงชายหนุ่มพูดขึ้นถามเมื่อเจอเจ้านายของตัวเอง เด็กงั้นเหรอ แสดงว่าเขาคงพาใครมาที่นี่บ่อย
“........” ชายหนุ่มวัยยังไม่พ้นยี่สิบปีรีบปิดปากของตัวเองเมื่อรู้สึกว่าพูดอะไรพลาดไป เมื่อคุณเรย์ไม่ตอบคำถามแต่ใช้สายตาคมนิ่งมองอีกคน
ร่างสูงเดินนำผมเข้าไปในลิฟต์ที่เปิดออกก่อนนิ้วเรียวจะกดเลือกชั้นที่ตนต้องการจะไป ‘ดึ๊งง’ เสียงเตือนดังขึ้นเมื่อเราทั้งคู่ขึ้นมาถึงชั้นที่ต้องการลง ก่อนประตูลิฟต์จะเปิดออกให้เห็นถึงผู้คนหลายร้อยชีวิตที่เป็นลูกค้าของที่นี่สำหรับวันนี้
ไม่คิดว่าที่นี่จะมีคนมาใช้บริการเยอะมากขนาดนี้ ตรงกลางเป็นเหมือนสนามแข่งรถที่ทอดยาวทั่วพื้นที่ทั้งด้านในทั้งยังติดตั้งจอแสดงภาพขนาดใหญ่หลายจุดไว้ด้วยสำหรับคนที่สายตาสั้นเกินกว่าจะมองเห็น
“สวัสดีครับนาย” บอดีการ์ดที่ดูแลความเรียบร้อยหลายชีวิตพูดขึ้นสวัสดีผู้เป็นนายพลางก้มโค้งอย่างแสดงความเคารพ
“อีกห้านาทีส่งรายงานวันนี้ให้กูด้วย” คุณเรย์พูดขึ้นบอกลูกน้องของตนคนหนึ่งที่ดูเป็นหัวหน้าก่อนร่างสูงจะเดินนำผมตรงไปที่แห่งหนึ่ง เลี่ยงหลังผู้คนที่มาใช้บริการที่กำลังส่งเสียงโห่เชียร์รถแข่งในสนาม แต่กว่าเราทั้งคู่จะผ่านตรงนั้นมาได้ก็ได้การ์ดบางส่วนที่คอยแหวกทางให้นั่นแหละ
“ที่นี่คนเยอะแบบนั้นตลอดเลยเหรอครับ?” ผมพูดขึ้นถามเมื่อเราเข้ามาอยู่ในห้องทำงาน? ของคุณเรย์แล้ว ห้องนี้เป็นห้องที่เก็บเสียงเอาเรื่องเพราะเสียงโห่เชียร์ด้านนอกเมื่อกี้ไม่มีรอดเข้ามาด้านในให้ได้ยินเลยสักนิด
“เป็นแบบนี้ตลอด 24 ชั่วโมง” แสดงว่าที่นี่เปิดตลอดวัน แต่คนเราก็แปลกไม่รู้จักพักผ่อนกันบ้างเลยหรือไง
เจ้าของความสูงเดินเข้าไปนั่งลงที่เก้าอี้ทำงานกลางห้องและผมที่ก็เดินไปนั่งลงโซฟาใกล้ ๆ แถวนั้นด้วย
ห้องนี้เป็นห้องที่เก็บเสียงได้ดีมาก พื้นที่ห้องก็ใหญ่พอสำหรับสองคนอยู่แบบไม่อึดอัด ตกแต่งแบบเรียบง่าย แถมที่นี่ยังเป็นห้องนอนได้อีกด้วยเพราะมุมสุดของกระจกใสเป็นที่นอนคิงไซซ์ที่คุณเรย์น่าจะมีไว้สำหรับพักผ่อนจากการทำงานหรืออาจจะตอนที่พาเด็กมาตามที่เด็กหนุ่มคนนั้นบอกตอนเราเจอกันชั้นล่างก่อนขึ้นมา
ก๊อก ก๊อก ก๊อก...ก่อนที่เสียงเคาะประตูจะดังขึ้นจากด้านนอกและเปิดออกทันทีอย่างไม่ต้องรอคนด้านในอนุญาต ชายหนุ่มชุดดำเดินเข้ามาด้านในพร้อมกับแฟ้มเอกสารในมือ เขาลอบมองผมที่นั่งอยู่บนโซฟาแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรนอกจากเดินเข้าใกล้คุณเรย์ที่นั่งอยู่กับโต๊ะทำงาน
“วันนี้มีลูกค้ามาใช้บริการสามพันสองร้อยสามสิบหกคนครับนาย รายได้จากพนันวันนี้คือสิบล้านสองแสนบาทถ้วน มีคนท้านักแข่งของเราแต่แพ้ไป เราได้เงินเพิ่มอีกห้าล้านกว่า” ผมแอบตาโตกับการรายงานยอดรายได้วันนี้ของสนามแข่งของเขาที่ถูกย้ำว่าตัวเองทำเพื่อเป็นธุรกิจเสริมเท่านั้น
“คนเดิมไหม?” คุณเรย์พูดขึ้นถามเสียงนิ่งทั้งสายตาคมก้มมองเอกสารบนโต๊ะที่วางอยู่ตรงหน้าแล้ว
“ครับนาย มันไม่เข็ดครับ”
“โง่ดี” เป็นคำสั้น ๆ ที่พูดออกจากปากหนาของเขาพร้อมกับใบหน้าพอใจไม่น้อยที่แสดงออกมา
“นายมีอะไรให้ผมรับใช้อีกไหมครับ?” ลูกน้องที่ดูเหมือนจะรายงานเจ้านายของตนเสร็จแล้วพูดขึ้นถามพลางก้มโค้งให้
“หาน้ำกับของว่างให้อีกชุดด้วย” คุณเรย์พูดบอกพลางเงยหน้าขึ้นมองมาทางผมและชายชุดดำก็มองตามอย่างรู้ความหมายแบบไม่ต้องพูดคุยกันเยอะ ก่อนที่อีกคนจะขอตัวออกจากห้องไปและคุณเรย์ที่ก้มมองเอกสารในมืออีกรอบปล่อยให้ผมนั่งนิ่งอยู่คนเดียว
“เอ่อคุณเรย์ครับ”
“มีไร” เขาตอบแต่ไม่มองคู่สนทนาอย่างผม
“เราจะกลับกันกี่โมงเหรอครับ” ผมพูดขึ้นถามอย่างชั่งใจเพราะไม่อยากจะรบกวนให้เขารู้สึกหงุดหงิดจนต้องมาลงที่ผมอีก
“ใครบอกมึงว่าเราจะกลับ” คุณเรย์เงยหน้ามองมาทางผมอย่างให้ความสนใจ “แล้วคืนนี้เราจะนอนไหน?”
“นอนที่นี่ไง” เขาเลิกคิ้วมองมาทางผมอยู่แบบนั้นเหมือนคำถามของผมมันน่างงมากงั้นแหละ นี่ผมจะต้องนอนที่นี่จริง ๆ งั้นเหรอ กับเขาด้วยเนี่ยนะ
“ต้นน้ำขอออกไปเดินเล่นข้างนอกได้ไหมครับ?” นั่งอยู่ตรงนี้ก็เบื่อเอาเปล่า ๆ อย่างน้อยก็ควรจะให้ทำอะไรบ้าง
“........” เขาเงียบไปอย่างใช้ความคิด
“รอลูกน้องกูเข้ามาอีกรอบแล้วจะให้มันพาไป” เอาวะดีกว่าต้องนั่งอยู่กับเขาสองต่อสองแบบนี้ ดูอันตรายกว่าเยอะเลยนะต้นน้ำ
“ขอบคุณครับ” ผมยื่นมือบางเอาหนังสือนิตยสารที่อยู่ใกล้ ๆ เข้ามาอ่านอย่างฆ่าเวลา ไม่นานเกินรอเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นอีกครั้งพร้อมกับชายชุดดำคนเดิมที่เดินเข้ามาพร้อมถาดของว่างในมือ
“เอาวางตรงนั้นแล้วพานายใหม่มึงไปเดินดูอะไรข้างนอก” คุณเรย์พูดบอกลูกน้อง นายใหม่... เขามองหน้าของผมจนเราสบตากันก่อนเสียงการ์ดจะพูดขึ้นอย่างรับปาก
“เชิญครับคุณหนู” คุณหนู เขาเรียกผมแบบนั้น ไร้เสียงคัดค้านจากร่างสูงที่นั่งมองก่อนที่ผมจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงของตัวเองและเดินตามลูกน้องของคุณเรย์ออกไปด้านนอกตามที่ตั้งใจ
