#####บทที่ 6
"มา เอ่อ อ่า อยู่ได้ มีอะไรก็พูดมาสิ มัวแต่ยืนอ้ำอึ้งอยู่แบบนี้พวกฉันจะเข้าใจสิ่งที่แกคิดอยู่ในใจหรือเปล่า" พิมพ์พลอยถึงกับอดไม่ติด แหงนหน้าสวนกลับไป
"ถ้าฉันจะขอกลับก่อนได้ไหม พอดีเมื่อกี้บอสโทรมาบอกว่าต้องการเอกสารเร่งด่วนภายในตอนนี้น่ะ ไว้วันหลังเราค่อยนัดเจอกันใหม่นะ นะ นะ นะ" แค่โกหกครั้งเดียวคงไม่ตกนรกหรอกมั้ง...งั้นไว้วันหลังเธอค่อยไปทำบุญ ปล่อยนก ปล่อยปลา รักษาศีลเพื่อเป็นการชดเชยบาปก็แล้วกัน
"คุณภาคินนี่ยังไงกัน จะเข้มงวดกวดขันลูกน้องไปถึงไหน นอกเวลางานแท้ๆคนเขาก็ต้องมีธุระสัพเพเหระทำ แต่ดั้นมาเร่งรัดต้องเอาให้ได้! เฮ้อ! ถามจริงเถอะมินตราแต่ก็เป็นเลขาของคุณภาคินมาตั้งปีกว่า ทนกับความเจ้ากี้เจ้าการ เรื่องมาก จุกจิก หัวร้อนของเขาได้เหรอ?" ฟ้าใสถามอย่างอยากรู้อยากเห็น ตอนแรกก็นึกว่าเพื่อนสนิทหล่อนจะใจเสาะแล้วลาออกไปตั้งแต่สัปดาห์แรกที่เริ่มงาน แต่ที่ไหนได้อยู่ยาวเหยียดกว่าทุกๆคนที่ผ่านมาซะด้วยซ้ำ
"คุณภาคินอะไรนั่นร้ายขนาดนั้นเชียวรึ?" พิมพ์พลอยเองก็พอได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของภาคินมาบ้าง แต่ก็ไม่นึกว่าตอนทำงานจะเข้มงวดกวดขันกับลูกน้องจนตัวเป็นเกลียวน๊อตขนาดนี้
"ก็ใช่น่ะสิ! นี่ฉันขอเม้าท์มอยให้ฟังหน่อยเถอะ อยากจะบอกนะงานน่ะต้องเป๊ะทุกตัวอักษร แฟ้มกองเบอเร่อให้รื้อใหม่หมดและทำให้เสร็จภายใน 2 ชั่วโมง ซ้ำยังเรื่องมาก ปากร้าย หัวร้อน ชอบทำลายข้าวของ แผลงฤทธิ์กับเลขาที่ท่านประธานรับเข้ามาทำงานจนพวกหล่อนหนีเตลิดเปิดเปิงหางจุกตูดกันไปหลายรายแล้ว" ฟ้าใสเหลียวซ้ายมองขวายกฝ่ามือขึ้นมาป้องปากคล้ายกับต้องการซุบซิบนินทาเพื่อให้ได้ยินกันแค่บริเวณโต๊ะของเพื่อนซี้ เพราะหากมีพวกปากหอยปากปูคาบข่าวบอกเจ้านายล่ะก็ มีหวังหล่อนได้โดนเด้งจากตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายการตลาดแน่ๆ
"สรุปฉันไปได้หรือเปล่า..."
"เออๆ ขับรถกลับดีๆก็แล้วกัน" พิมพ์พลอยโบกมือไล่
"งั้นฉันกลับก่อนนะ บ๊ายบาย" มินตรารีบเผ่นวิ่งออกจากร้านเจ้าประจำ หมุนกุญแจรถมุ่งหน้าสู่บ้านจัดสรรหลังนั้นด้วยความเร็ว...
@บ้านจัดสรร
เอี๊ยด!!
มินตราสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ พยายามท่องนะโม พุทโธ สังโฆในใจแล้วย่างกรายก้าวขาซ้ายตามคอนเซ็ปขวาร้ายซ้ายดีเพื่อเบิกฤกษ์เบิกทาง แต่ทว่า!
เพล๊ง!! เสียงคับคล้ายคับคลาเหมือนเศษแก้วแตกกระจุยกระทบกับพื้นกระเบื้อง เธอไม่รอช้ารีบวิ่งเข้าไปซ้ำยังไม่ทันระวังจึงเหยียบเข้าเต็มๆเท้า
"โอ๊ย!" เลือดสีแดงสดไหลอาบแปดเปื้อนพื้นกระเบื้องสีขาวสะอาดพร้อมกับเสียงร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวดเพราะไอ้เศษแก้วที่แตกละเอียดเป็นชิ้นส่วนเล็กๆทิ่มตำติดอยู่ในเนื้อ
"มิน!!" คนที่เขวี้ยงแก้วไวน์เล่นเมื่อครู่กระเด้งตัวลุกขึ้นจากโซฟาแล้วช้อนร่างบางในท่าเจ้าสาวยกขึ้นหน้าเสมอแผงอกแกร่งกำยำรีบประคองเธอเข้าไปทำแผลปฐมพยาบาลเบื้องต้นด้านในบ้าน
เพราะกลัวว่าเธอจะมาตายแล้วกลายเป็นสิ่งอัปมงคลในบ้านของเขา ไม่ใช่ความเป็นห่วงเป็นใยทั้งสิ้น! โปรดสำเหนียกตัวไว้เสีย
"ทำไมเดินไม่ดูตาม้าตาเรือเลย เห็นหรือเปล่าว่าเศษแก้วกระจัดกระจายเต็มพื้นขนาดนั้น" มินตราถึงกับหน้างุดเบะปากคล้ายคนกำลังจะร้องไห้แต่ก็ต้องฮึบเอาไว้เมื่อเจอเข้ากับสีหน้าดุดันและแววตาบีบบังคับของเขา
เธอเจ็บขนาดนี้...เขายังมาซ้ำเติมด้วยการพูดจากระแทกแดกดันอีก หากเป็นเมื่อก่อนนะคงจะรีบประคบประหงมโอบกอดแล้วปลอบประโลมเต็มที่ แต่ก็ใช่สิ! เธอมันเก่าแล้วนี่ จะสดใหม่เอ๊าะๆเหมือนสาววัยแรกรุ่นยังไงล่ะ
"ขอโทษค่ะ"
"ทีหลังก็หัดเดินระมัดระวังบ้าง" พร่ำปากบ่นทั้งที่กำลังใช้คีมเล็กซึ่งถูกฆ่าเชื้อด้วยแอลกอฮอล์เรียบร้อยหยิบเศษแก้วที่เป็นผงฝุ่นเล็กๆซึ่งติดอยู่ในเนื้อออกอย่างเบามือที่สุด
เมื่อจัดการล้างแผลปฐมพยาบาลเบื้องต้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว...ก็หยิบสก๊อตเทปพันด้วยผ้าพันแผลรอบๆฝ่าเท้าด้วยความชำนาญ...
"ขอบคุณนะคะ" มินตราสวมกอดร่างหนาจากทางด้านหลังในขณะที่เขากำลังจะเอื้อมหยิบสำลีทิ้งลงในถังขยะข้างๆเตียง "แล้วมินก็ต้องขอโทษด้วย ที่มินถือวิสาสะออกไปโดยที่ยังไม่ได้บอกคุณภาคิน คุณภาคินอย่าโกรธมินเลยนะคะ"
ภาคินกระตุกยิ้มมุมปากด้วยความพึงพอใจ "คราวหน้าคราวหลังก็อย่าทำให้ผมโมโหแบบนี้อีก ผมไม่ชอบที่มินทำอะไรห้ามหัวแล้วไม่ยอมบอกผมก่อน"
"มินขอโทษค่ะ" น้ำเสียงส่อแววสำนึกผิด
"..."
"มินเจ็บเท้า...คืนนี้คุณภาคินอยู่กับมินได้ไหมคะ คุณภาคินไม่ได้มานอนค้างคืนที่นี่เป็นเดือนแล้วนะคะ" จะหาว่าเธอหน้าด้านอย่างไรก็ช่าง! แต่เธอคิดถึงอ้อมกอดของเขาเหลือเกิน อยากจะนอนซบแผงอกแกร่งที่อัดแน่นไปด้วยกล้ามเนื้อทุกสัดส่วนจนกระทั่งลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วเห็นหน้าเขาเป็นคนแรก...
แต่นั่นคงทำได้เพียงแค่ฝันไป...เพราะหลังจากที่เรามีอะไรกัน ได้เพียงแค่ 5 สัปดาห์ เขาก็เริ่มออกลาย เปลี่ยนไปอย่างกับคนละคนจนเธอรู้สึกใจหาย...แต่ก็ไม่สามารถก้าวขาหนีจากเขาได้เสียทีเหมือนกัน
"อยู่กับมินเถอะนะคะคุณภาคิน แค่คืนนี้คืนเดียวก็ได้..." สำหรับภาคินมันช่างเป็นคำขอที่ไร้สาระสิ้นดี! มินตรารู้ทั้งรู้อยู่แก่ใจว่าเขาไม่มีทางนอนค้างคืนกับเธอที่นี่แน่ๆ แต่ก็ยังดื้อด้านถามไถ่เพราะความหวังบ้าๆอันเล็กๆน้อยๆ "ได้ไหมคะคุณภาคิน"
"อยากขออะไรที่มันเป็นไปไม่ได้มินตรา"
คำพูดแทงใจดำอันแข็งกร้าวไร้ซึ่งน้ำหล่อเลี้ยงของเขาแปรเปลี่ยนเป็นมีดปลายแหลมปักเข้ากลางอกอย่างจังจนเลือดปะทุดุเดือดอาบทั้งเรือนร่างกลายเป็นสีแดงฉาด...หยดน้ำเล็กๆถูกบีบคั้นเอ่อขึ้นมาคลอเบ้าแล้วค่อยๆหลั่งรินอาบสองพวงแก้มหยดลงบนเสื้อเชิ้ตสีสุภาพจนเกิดคราบเปียกเป็นวงกว้าง
"ฮึก..." ตบท้ายตามด้วยเสียงสะอื้นเล็กๆน้อยๆ
มินตราได้แต่พร่ำถามตัวเองในใจว่า...มันเป็นคำขอที่มากเกินไปงั้นหรือ? เธอไม่ได้เรียกร้องเงินทองเป็น 10 ล้าน 100 ล้านหรือเครื่องเพชรมูลค่ามาก เธอต้องการเพียงแค่เวลา เวลาที่จะได้ใช้ร่วมกับเขาเหมือนคู่รักทั่วไปก็แค่นั้น...ต่างกันเพียงสถานะของเธอในตอนนี้นั่นก็คือคู่นอน
"อย่าบีบน้ำตาเพื่อเรียกร้องความสงสารจากผม เพราะมินเองก็รู้ดีว่ามันไม่มีทางได้ผล" ภาคินเย็นชา เยือกเย็นดุจดั่งน้ำแข็งในฤดูหิมะตก เขาไม่มีทางมาสนใจใยดีหรือทำให้ตัวเองหวั่นไหวกับบทมารยาสาไถยของเพศตรงข้ามแค่นี้หรอก
"..."
ตื้ด...จู่ๆเสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์ก็ดังขึ้น แน่นอนว่ารายชื่อที่ถูกบันทึกเด้งขึ้นมาปรากฏบนหน้าจอค่อนข้างเรียกอารมณ์หงุดหงิดภายในกายเขาได้พอสมควร แต่ก็ต้องจำใจกดรับอย่างไม่มีข้อโต้แย้งอยู่ดี
(แกหายหัวไปไหน! ฉันบอกให้แกไปรับหนูพิรญาณ์ทานข้าวที่บ้านไม่ใช่หรอ! นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้วห๊ะ! หกโมงเย็น ป่านนี้หนูพิรญาณ์คงแต่งตัวสวยรอเก้อแล้วมั้ง)
ภาคินชำเลืองมองใบหน้าจิ้มลิ้มที่แปดเปื้อนด้วยหยาดน้ำตาครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวขาฉับๆเดินออกไปคุยโทรศัพท์ชั้นล่างของบ้านซึ่งเป็นห้องรับรองแขกเพื่อความเป็นส่วนตัว
"ผมเคยบอกพ่อแล้วไงครับว่าผมไม่ว่าง"
(ภาคิน! อย่าให้ฉันต้องพูดซ้ำสอง ถ้าเกิดแกยังดื้อด้านไม่ทำตามคำสั่งของฉันล่ะก็ ฉันจะกลับไปหาแม่ของแกอีกรอบ เอาไหมล่ะ)
