#####บทที่ 3
มินตราสะลึมสะลือตื่นขึ้นมารับเช้าวันใหม่...เธอลุกขึ้นนั่งหลังตรงกระชับผ้าห่มนวมผืนนุ่มสีขาวสะอาดขึ้นไว้บนเนินหน้าอกแล้วชำเลืองตามองข้าวของกระจัดกระจายที่หล่นรอบๆห้องรับแขกด้วยความจำใจ
และแล้วเช้าวันนี้เธอก็ไม่ได้เจอหน้าภาคินเช่นเคย เนื่องจากทุกครั้งที่เขาแวะเวียนมาหาเพื่อทำเรื่องอย่างว่า...ก็ไม่เคยค้างคืนด้วยเหมือนคู่รักคู่อื่นๆสักหน
สำเร็จความใคร่ตรงไหนก็จะปล่อยเธอไว้ตรงนั้น เหมือนตอนนี้...ที่มินตรากำลังนอนหลับอยู่บนฟูกโซฟาด้วยสภาพเนื้อตัวที่แปดเปื้อนคราบน้ำคาวของเขา ถือว่ายังโชคดีที่เขายังไม่ใจไม้ไส้ระกำถึงขั้นไม่ดูดำดูแดงปล่อยให้เธอเปลือยตากแอร์ทั้งคืน
"เห้อ!" มินตราถอนหายใจเฮือกใหญ่ เอื้อมแขนเรียวยาวหยิบเงินสดจำนวน 10,000 บาทซึ่งวางอยู่บนโต๊ะขนาดย่อมเยาตรงหน้าขึ้นมา "แทบจะไม่ได้ต่างอะไรไปจากกะหรี่ด้วยซ้ำ"
'เอา เสร็จ แยกย้าย จ่ายเงิน' สโลแกนนี้มันโคตรงี่เง่าชัดๆ! เขาเห็นเธอเป็นประเภทอีตัวเห็นแก่เงินหรือไงถึงได้ใช้ฟาดหัวเอาฟาดหัวเอาทั้งๆสิ่งที่เธอต้องการนั่นก็คือหัวใจของเขาต่างหากล่ะหึ!
โชคดีที่วันนี้เป็นวันอาทิตย์...ซึ่งคือวันหยุดของทางบริษัท เธอจะได้มีเวลาพักผ่อนนอนหลับอย่างเต็มอิ่มเพื่อรอรับศึกหนักที่นับถอยหลังเคลื่อนเข้ามาถึงหากเขาต้องการเย็นนี้
มินตราประคองร่างที่เต็มไปด้วยรอยจ้ำแดงๆเพื่อเข้าไปชำระทำความสะอาดในห้องน้ำแล้วสวมเสื้อยืดโอเวอร์ไซศ์คอกลมพร้อมกับกางเกงขาสั้นตามสบาย มัดผมยาวสลวยรวบขมวดขึ้นกลางหัว จากนั้นก็โปะแค่แป้งอ่อนๆ ปัดกวาดเช็ดถูเก็บข้าวของที่หล่นกระจัดกระจายจนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปประมาณตอนเที่ยง...
จึงถึงเวลานอนพักเอาแรงเสียที...
...
@บ้านเดชาบวรสกุล
"ไง! เรื่องของหนูพิรญาณ์" คำถามของคุณดำเกิงทำให้บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเริ่มเงียบสงัดเข้าสู่สภาวะตึงเครียด "ฉันจะได้คอนเฟิร์มกับทางโน้น"
"ผมไม่หมั้น" ภาคินวางช้อนลงบนจานจนเกิดเสียงดังแกร๊ก แล้วแหงนหน้าขึ้นตอบคำถามของผู้เป็นบิดา "ถ้าพ่ออยากจะดองกับครอบครัวฝั่งนั้นเพื่อรวบธุรกิจเห็นแก่ผลประโยชน์ ก็นู้น! ไอ้ภาคี ลูกชายคนโตพ่อหัวแก้วหัวแหวน"
"เฮ้ย! อย่าพาลมาที่กูสิวะไอ้ภาคิน" ภาคี หรือภัคคินัย เดชาบวรสกุล อายุ 35 ปี เป็นลูกชายคนโตของคุณดำเกิง ปัจจุบันนี้กำลังดำรงตำแหน่งรองประธานคณะกรรมการบริหารบริษัทอีกคน "คุณอารัศมีกับคุณอาเดชเดชาไม่ได้อยากได้กูไปเป็นลูกเขยสักหน่อย ให้ไอ้ภาคินนั่นแหละครับพ่อ"
"งั้นพรุ่งนี้ตอนเย็นหลังจากที่ทำงานเสร็จก็ช่วยไปรับหนูพิรญาณ์มาทานข้าวที่บ้านด้วยก็แล้วกัน" คุณดำเกิงพูดเองเออเองโดยไม่ได้ฟังเสียงของบุตรชายเลยสักนิด
เขาเห็นว่าเหมาะสมดีแล้ว...
"ผมไม่ว่าง" บ้าชะมัด! ที่ผ่านมาไม่เคยเห็นหัว ไม่เคยเห็นความสำคัญ มองข้ามตลอด มีอะไรก็ต้องใช้ของเหลือเดนจากไอ้ภาคี! แล้วทำไมตอนนี้ถึงได้ยัดเยียดเขานักยัดเยียดเขาหนา
"นี่คือคำสั่ง! แกต้องไปรับหนูพิรญาณ์มาทานข้าวที่บ้านเพื่อทำความรู้จักกันซะ วันข้างหน้าหากได้ฤกษ์หมั้นหมายจะได้คุ้นชินและไม่เก้อเขิน" คำสั่งของคุณดำเกิงถือว่าเป็นคำสั่งเด็ดขาดที่ใหญ่ที่สุดภายในบ้านหลังนี้...
"ผมบอกแล้วว่าผมไม่หมั้น! ผมยังรักชีวิตอิสระ ไม่ชอบการผูกมัด หรือต้องมามีพันธะกับใครสักคน" ภาคินรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจโชคชะตาเหลือเกิน...ตั้งแต่ที่จำความได้เขาไม่เคยได้เลือกเส้นทางชีวิตเป็นของตัวเองเพราะทุกอย่างล้วนอยู่ภายใต้การควบคุมของคุณดำเกิงที่จัดสรรเรียงรายเข้ามาให้เนื่องจากคิดเองเออเองว่าสิ่งนี้ดีที่สุดแล้ว "พ่อช่วยให้อิสระผมสักครั้งเถอะนะครับ"
ภาคินต้องเรียนพิเศษเข้าคอร์สติววิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษตั้งแต่อนุบาลสาม! เรียนโรงเรียนอินเตอร์นานาชาติระดับประเทศที่ใช้ภาษาเมืองนอกเมืองนาในการสนทนา! เลือกห้องคิง กวดขันการเรียนเข้มงวด กลับมาถึงบ้านก็ต้องหมั่นเอาหนังสือออกมาหาความรู้และทบทวนบทเรียนอยู่เป็นประจำเพื่อเพิ่มพูนศักยภาพ
ท้าวความไปตอนเข้าเรียนปี 1 เขาสอบชิงทุนติดคณะนิเทศศาสตร์เอกกำกับพวกการแสดงและภาพยนตร์ เขาใฝ่ฝันกับอาชีพนี้มาโดยตลอด ทว่าสุดท้ายก็โดนตัดแข้งขัดขาเพราะคุณดำเกิงมองว่ามันค่อนข้างไร้สาระ จึงบีบบังคับให้เขาสละสิทธิ์แล้วใช้เส้นสายฝากฝังเข้าคณะบริหารธุรกิจเพื่อวันข้างหน้าจะได้ช่วยดูแลจัดการบริษัทของครอบครัว...
"แต่ปีนี้แกอายุ 30 แล้วนะไอ้ภาคิน! ฉันกับคุณจารวีก็อยากมีหลานตัวเล็กๆเอาไว้อุ้ม และที่สำคัญแกจะรังเกียจเดียดฉันท์หนูพิรญาณ์ทำไม? หนูพิรญาณ์ไม่ดีตรงไหน ทั้งเพียบพร้อม สมบูรณ์แบบ ฐานะชาติสกุลอยู่ในสังคมระดับชนชั้นเดียวกันกับเรา หน้าตาก็ใช่ว่าจะขี้ริ้วขี้เหร่เพียงออกไปในทางสะสวย ระดับดาราอันดับต้นๆของเมืองไทยเชียวนะเว้ย! ซ้ำพ่อของเขายังเป็นคนใหญ่คนโต เห็นได้ชัดว่าไม่มีใครที่จะดีและเหมาะสมกับแกเท่าหนูพิรญาณ์อีกแล้ว" คุณดำเกิงสวนกลับไปอย่างทันควัน!
"ตอนนี้ไอ้ภาคีก็อายุ 35 ปีแก่กว่าผมด้วยซ้ำ ทำไมพ่อไม่เร่งรัดให้มันรีบๆแต่งงานมีลูกมีเมียสืบสกุลล่ะครับ!" คำตอบนั่นก็คือ...ไอ้นั่นมันเป็นลูกหัวแก้วหัวแหวนอย่างไรล่ะ ใครจะกล้าขัดคำสั่งมัน ขนาดผู้เป็นพ่อเช่นคุณดำเกิงยังคอยประคบประหงมตามใจสารพัดเลย
"ก็เพราะไอ้ภาคีมันไม่ได้เที่ยวเตร็ดเตร่ ออกหากินกลางค่ำกลางคืนเหมือนแกไง มันประพฤติตัวอยู่ในกรอบระเบียบ เป็นเด็กดี ไม่เคยออกนอกลู่นอกทางที่ฉันขีดเอาไว้! ต่างจากแก! ฉันก็เลยจำเป็นต้องยัดเยียดหาเมีย หาพันธะให้แกก่อนที่แกจะไปคว้าผู้หญิงชั้นต่ำไร้สกุลรุนชาติ ผู้หญิงที่หากินกับเรือนร่างขึ้นมาเป็นสะใภ้ให้เสื่อมเสียชื่อเสียงวงศ์ตระกูลยังไงล่ะ" สุดท้ายภาคินก็ได้รับรู้ความจริงจากปากของผู้เป็นบิดาเช่นคุณดำเกิงว่า...คุณดำเกิงไม่เคยรักเขาเลยสักนิด ไม่เคยแคร์แม้กระทั่งความรู้สึก เพราะทุกอย่างล้วนอยู่ในกรอบของความเหมาะสมเห็นแก่หน้าตาตัวเองเป็นที่หนึ่ง!
ลืมไปก็เขามันแค่ลูก เมียน้อย ลูกบ้านเล็ก ลูกของผู้หญิงที่เข้ามาทีหลังแล้วแทรกกลางระหว่างความสัมพันธ์แม่ใหญ่และพ่อนี่นา...เรียกใช้สอยเพื่อหวังแก่ผลประโยชน์จะมีความรักใคร่ใยดีเช่นลูกเมียแต่งออกหน้าออกตาได้อย่างไร
เขาสำเหนียกข้อนี้ดี! อรุณี แม่ของเขาก็เคยเป็นแค่ผู้หญิงในความลับมาก่อน...เคยเป็นแค่เมียน้อยที่มาทีหลังและต้องอยู่อย่างหลบๆซ่อนๆจนกระทั่งมีเขาออกมา แม่ใหญ่หรือคุณจารวีมารดาภาคีเห็นอกเห็นใจจึงเอ็นดูรับเข้ามาเป็นบุตรชายอีกคนหนึ่ง แต่ก็ใช่ว่าจะต้องรักเท่ากับลูกในไส้นี่
เลือดย่อมข้นกว่าน้ำ...ข้อนี้เขาเข้าใจชัดเจนแจ่มแจ้งดีอย่างเที่ยงแท้
"งั้นก็แล้วแต่คุณดำเกิงจัดสรรชีวิตให้ผมเลยครับ" ว่าจบภาคินก็ลุกขึ้นพรวดพราดออกไปจากห้องรับประทานอาหาร แล้วคว้ากุญแจรถสปอร์ตคันหรูมุ่งหน้าสู่บ้านจัดสรรของมารดาซึ่งอยู่สองซอยถัดไปจากคฤหาสน์แห่งนี้
...
"เป็นอะไร หน้าตาบูดบึ้งคิ้วขมวดเข้มเชียว ทะเลาะกับพ่อมาอีกเหรอ?" คุณอรุณีใช้น้ำเย็นเข้าลูบ พร้อมกับวางจานแคนตาลูปชิ้นเล็กหั่นซีกของโปรดบุตรชายลงบนโต๊ะ
"พ่อจะจับผมคลุมถุงชนกับน้องพิรญาณ์ลูกสาวเพื่อนสนิท แต่ผมยังไม่อยากหมั้น ผมยังไม่อยากมีพันธะตอนนี้นะครับแม่" เวลาที่อยู่กับคุณอรุณี เสือร้ายอย่างภาคินที่เคยเกรี้ยวกราดทำลายทุกสิ่งสรรพก็กลายร่างเป็นเจ้าแมวน้อยชอบออดอ้อนออเซาะเหมือนตอนเล็กๆ
"แต่แม่หนูคนนั้นก็ไม่ได้มีอะไรที่ไม่ดีไม่ใช่เหรอ"
