#####บทที่ 2
จะว่าไปมินตราก็อดเสียดายพรหมจรรย์ที่แม่ให้มาไม่ได้...แต่ก็คุ้มอยู่แหละ หากเขาเป็นคนเปิดมัน...
อย่างน้อยๆเขาก็มีส่วนดี...เขาทำให้เธอดูเป็นผู้เป็นคนและมีสง่าราศีสมฐานะเลขานุการที่สามารถยืนข้างๆเขาได้โดยไม่อายใครขึ้นบ้าง นั่นก็คือปรุงโฉม ปรับเปลี่ยนการแต่งกายใหม่หมดตั้งแต่หัวจรดเท้าไม่เว้นแม้กระทั่งทรงผม...ทว่าโชคเข้าข้างหน่อยเพราะพื้นฐานเดิมเธอเป็นคนสะสวย เบ้าหน้าดีอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องปรุงแต่งอะไรมากมาย...
ซ้ำยังให้เข้าคอร์สเรียนมารยาทขั้นพื้นฐานของเหล่าผู้ดีตีนแดง เอาให้บุคลิกและหน้าตาดีไว้ก่อนจะได้ไม่ต้องเอาไปขายขี้หน้าใคร...ส่วนเรื่องกำพืดชาติสกุลนั้นไซร้ช่างประไร หากถูกรื้อก็ค่อยขุดหลุมฝังงี้
"นี่! พวกแกรู้หรือยังเรื่องที่คุณดำเกิงจะจับคู่คุณภาคินกับคุณพิรญาณ์หรือยัง คุณพิรญาณ์ลูกสาวเจ้าของบริษัทเฟอร์นิเจอร์น่ะ" ได้ยินคำนี้ใจมินตรากระตุกวูบหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม อยากจะเงี่ยหูฟังอีกคราวว่าเมื่อครู่เธออาจจะได้ยินผิดเพี้ยนไป
"คุณพิรญาณ์ ที่เป็นดาราน่ะเหรอ?" พนักงานสาวอีกคนถามไถ่เพื่อนร่วมอาชีพ
"ก็ใช่น่ะสิจ๊ะ! คุณพิรญาณ์นั่นแหละ แต่ฉันว่าก็ดูเหมาะสมกันดีนะ คุณภาคินทั้งหล่อ ทั้งรวย หน้าที่การงานดี ส่วนคุณพิรญาณ์ก็สะสวย เก่ง ฉลาด ความสามารถครบเครื่องแถมยังอยู่ในชนชั้นเดียวกัน อย่างกับกิ่งทองใบหยกชัดๆแหนะ"
มินตราเองก็พอรู้จักชื่อเสียงเรียงนามของดาราสาวพิรญาณ์มาบ้างพอสมควร เนื่องจากเธอติดตามผลงานการแสดงละครเรื่องที่ออกฉายทุกๆวันจันทร์ถึงอังคารช่วงเวลาหลังข่าวอย่างแนบประชิดติดจอ เรียกแฟนคลับตัวยงคนหนึ่งเลยก็ว่าได้
"จริงแก หาคนที่เหมาะสมกว่านี้ไม่ได้แล้ว แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันนะพวกคุณภาคินแอบซุกอีหนูหนูเอาไว้บ้างหรือเปล่า" คราวนี้เป็นเสียงกระซิบกระซาบอย่างแผ่วเบาแทนเนื่องจากกลัวหลุดลอดออกไปถึงหูเจ้านายประเดี๋ยวจะโดนเล่นงานทั้งแผนก
"มันก็ต้องมีบ้างแหละแก"
แกร๊ก! มินตราปรับจูนอารมณ์ตัวเองให้กลับเข้าสู่สภาวะปกติมากที่สุด ก่อนเปิดประตูออกมาจากห้องน้ำแล้วรีบผันตัวกลับไปยังโต๊ะทำงานเพื่อเคลียร์แฟ้มเอกสารตามคำสั่งของเจ้านายจนเสร็จแม้เลทไปบ้างเล็กน้อย
ในที่สุดเธอก็สามารถส่งงานได้ทันเวลา...และดำเนินต่อไปเรื่อยๆจนกระทั่งสี่โมงเย็น ทำการเก็บข้าวของเตรียมสัมภาระต่างๆที่วางสะเปะสะปะอยู่บนโต๊ะทำงานหอบหิ้วขึ้นรถกลับบ้านจัดสรรค์สองชั้นขนาดกลางที่ภาคินซื้อไว้ให้เป็นค่าตัวเธอ
ขณะกลับเธอได้แวะซื้อของที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตก่อนถึงบ้านจัดสรรค์...เพื่อเลือกพวกผักปลาและของสดเอาไปใส่ติดตู้เย็นไว้ หากวันดีคืนดีภาคินนึกเมตตาค้างคืนด้วยรุ่งสางเขาจะได้มีอาหารเช้าอร่อยๆรองท้องไปทำงานที่บริษัท
@บ้านจัดสรรค์
อาบน้ำชำระกายเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ทิ้งตัวลงบนเตียงนุ่มอย่างเหนื่อยล้า...โชคดีที่วันนี้เธอซื้อแกงถุงสำเร็จรูปของคุณป้าซอยด้านหน้าติดไม้ติดมือด้วย มิเช่นนั้นคงต้องตรากตรำทำอาหารจนโมโหหิวตายแน่ๆ
จู่ๆเสียงของรถสปอร์ตคันหรูที่ดูคุ้นเคยเป็นอย่างดีแล่นเข้ามาเทียบจอดหน้าบ้านพร้อมกับเสียงเปิดประตูดังเเกร็ก! และไม่ต้องถามถึงเลยว่าบุคคลปริศนานั้นคือผู้ใดนอกเสียจาก ภาคิน
"ไหน วันนี้มีอาหารอะไรให้ผมกินบ้างครับ" ภาคินสวมกอดมินตราจากทางด้านหลังพร้อมทั้งใช้ปลายจมูกซอกไซร้สูดดมความหอมบริเวณลำคอขาวระหงและไล่ต่ำลงมาด้านหลัง "เปลี่ยนน้ำหอมเหรอคะ"
"ค่ะ พอดีว่ากลิ่นเก่ามันหมด มินก็เลยเอากลิ่นอื่นมาแทนก่อนน่ะคะ" น้ำเสียงของมินตรายังคงลื่นหูน่าฟังเช่นเดิม "วันนี้มินไม่ได้ทำอาหารนะคะ มินซื้อข้าวแกงถุง 40 บาทจากร้านหน้าปากซอย คุณภาคินกินได้หรือเปล่าคะ"
"ผมไม่อยากกินข้าวแล้ว ผมอยากกินมินมากกว่า" ภาคินดันร่างบางหันหน้าเข้าหาตัว แล้วยกเธอขึ้นนั่งบนเคาน์เตอร์ในห้องครัว แหวกขาเรียวยาวให้แยกออก จากนั้นจึงส่งปลายนิ้วแกร่งเข้าไปควานหาความชุ่มฉ่ำภายใต้กางเกงโปร่งขาสั้น
"อื้อ! คะ..คุณภาคิน" ความเย็นยะเยือกสอดแทรกซึมผ่านจนเธอเสียววูบจำเป็นต้องจิกกรงเล็บลงบนพื้นกระเบื้องบริเวณเคาน์เตอร์ ซ้ำยังแอ่นหน้าอกรับสัมผัสจากการบีบคลึงของเขาอย่างใจง่าย...
"อื้อ! มะ...มินเสียว อ๊าห์" ภายในไม่กี่วินาทีถัดมาร่างกายของมินตราก็เปลือยเปล่า เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มปลดเปลื้องหล่นลงไปอยู่บริเวณพื้นกระเบื้องเสียหมดจด ก่อนที่ปลายลิ้นร้ายจะลงละเลงตวัดเลียบนยอดปทุมถันซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างเมามัน ทั้งดูดดึง จนเนื้อแดงเถือกเป็นลูกตำลึงสุกก็ยังมิวายพอใจ
สองฝ่ามือไล่ตามเอวคอดกิ่งเลื้อยลงไปปลดเปลื้องหัวเข็มขัดและรูดซิปกางเกงทรงกระบอกสีสุภาพของตนเองหล่นลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม ก่อนจะควานหาถุงยางอนามัยฉีกฟอยล์สวมใส่เอ็นยาวเพื่อใช้เป็นเกราะป้องกัน ประคองกลางลำจับถูไถช่องทางคับแคบที่มีน้ำเยิ้มฉ่ำแล้วกดดันเข้าไปจนสุดความยาว
"อ๊าส์!!!" ทุกครั้งที่ความเป็นชายเคลื่อนที่ในโพรงกุหลาบสีสวยมันคงยังคับแน่นอย่างสม่ำเสมอไม่เคยเปลี่ยนแปลงแม้น้ำในกายจะหลั่งรินมากเพียงใดก็ตาม
ภาคินใช้สองแขนแกร่งเหนี่ยวรั้งเอวบางเอาไว้ จากนั้นจึงเริ่มขยับสะโพกเข้าออกถี่ถี่เร็วระรัวขึ้นเรื่อยๆจนเธอสั่นคลอนเต้าอกไหวกระเพื่อมตามแรงอัดกระแทก
"อ่าห์ มินตรา" ภาคินคำรามในลำคอด้วยความพึงพอใจ ร่างกายของมินตราช่างเย้ายวนน่าสัมผัสดึงดูดไปทุกสัดส่วนไม่ว่าจะเป็นใบหน้าเรียวตัดกับดวงตากลมโตเท่าไข่ห่าน ปลายจมูกสันโด่งทรงสโลปคล้ายกับผ่านมีดหมอ กระนั้นริมฝีปากกระจับได้รูปที่ไม่ได้ผ่านการปรุงแต่งด้วยเครื่องสำอางมากหลากราคาแพง
ไล่ต่ำลงมาทอดแลเห็นลาดไหล่สวยจนเขาอดที่จะพรมจูบลงบนเนื้อผิวขาวเนียนไม่ได้ ไหนเล่า...เต้าอกกลมโตลูกซาลาเปาทั้งสองข้างที่ค่อนข้างพอดิบพอดีมือ ส่วนบริเวณตรงกลางของมันปาดด้วยแต้มสีชมพูระเรื่อ
เนินหน้าท้องของมินตราแบนราบ คอดกิ่ว...โหนกอวบอิ่มไร้ซึ่งขนปกคลุม บั้นสะโพกขาวเนียนมิมีจุดด่างดำเห็นได้ชัดว่าผ่านการดูแลตัวตนและอบร่ำมาอย่างดี
"อ๊ะ อ๊าห์ อื้อ คะ...คุณภา อ๊า" มินตราเปล่งเสียงร้องครวญครางอย่างกระสับกระส่าย ไล่ตามองต่ำทอดแลตั้งแต่ซิคแพคแน่นและเนินหน้าท้องเป็นลอนได้รูปสวยคล้ายกับก้อนขนมปังที่กำลังขยับเขยื้อนเข้าออกหาเธอครั้งแล้วครั้งเล่าไม่หยุดหย่อน
"อื้อ! คุณภาคิน บะ...เบาหน่อย" ใบหน้างดงามส่ายศีรษะไปมาเพื่อห้ามปรามเขาให้ทุเลาความรุนแรงลงเพราะมันค่อนข้างหนักหน่วงด้วยอารมณ์ปรารถนาอันลุกโชนโชติช่วงที่เขามอบให้มากเกินกว่าที่เธอจะต้อนรับเอาไว้ได้ไหว แต่ทว่า! ดูเหมือนมันไม่ได้ผลเพราะเขารั้งเอวกลมกลึงดันเข้าแล้วขยับสะโพกตอกอัดสวนเพื่อส่งเธอและเขาถึงจุดหมายปลายทางได้สำเร็จ
"อื้อ! นะ...เหนื่อย" มินตราแทบจะอ่อนยวบ ร้องครวญครางคล้ายหมดเสียง ลมหายใจหอบถี่เคลื่อนเข้าออกไม่เป็นจังหวะ แต่ก็ต้องหวีดอีกครั้งเมื่อเขายกเธอในท่าลิงอุ้มแตงพาเดินเข้ามาหน้าโทรทัศน์ ก่อนวางลงบนฟูกนุ่ม
พลิกกายสาวคว่ำหน้า กระดกสะโพกเธอขึ้นเพื่อรับสัมผัสจากความแข็งแกร่งสอดใส่เนื้อนุ่มในโพรงอุ่นวาบอีกรอบ จากนั้นจึงเริ่มละเลงบทเพลงรักอันแสนดุเดือดถึงพริกถึงขิง บำเรอบำบัดความใคร่กับเรือนร่างของเธอเต็มที่
"อ๊ะ อ๊ะ อื้อ! มะ...มินเหนื่อย" มินตราฟุบหน้าลงบนโซฟาอย่างหมดเรี่ยวหมดแรงด้วยความหนักหน่วงที่เขามอบให้โดยไม่หยุดยั้งหรือยอมทุเลาลงตามคำขอจนตอนนี้มันล้าแทบทรงตัวไม่อยู่...
"แต่ผมยังไม่เหนื่อย" ภาคินไม่ได้สนใจใยดีว่าเธอจะล้าหรือเจ็บปวดเลยสักนิด...เพราะผู้หญิงอย่างมินตราก็มีค่าเพียงแค่นอนถ่างขาแล้วเป็นที่บำเรอให้เขาปลดปล่อยอารมณ์ดิบเถื่อนทางกามเท่านั้น
แน่นอนว่าภาคินทำตามอำเภอใจของตนเองจนมินตราหลับไปไม่รู้กี่ตื่นต่อกี่ตื่น เขาก็ยังไม่ยอมหยุดยั้ง รอจนกว่าตนจะรู้สึกหมดแรงเสียเองจึงค่อยยับยั้งหยุดพัก
