ตอนที่ 2 คนทรยศ
ตอนที่ 2
คนทรยศ
“มันเกิดเรื่องนี้ขึ้นได้ยังไง!”
ชายหนุ่มตบโต๊ะดังปัง จนคนที่อยู่รอบข้างสะดุ้งสุดตัว กีรติโกรธจนหน้าแดงเมื่อรู้ว่าช่วงเวลาที่เขาไม่อยู่ภายในบริษัทได้เกิดปัญหาใหญ่ขึ้น
“ฉันอุตส่าห์ไว้ใจให้แกช่วยดูแลบริษัท แต่แกกลับสะเพร่า!”
ชายหนุ่มต่อว่ารองประธานบริษัท ซึ่งมีศักดิ์เป็นญาติแท้ๆของตัวเอง อีกฝ่ายได้ตำแหน่งนี้เพราะเส้นสายไม่ใช่ความสามารถ แต่ช่วงระยะเวลาที่ผ่านมากีรติเห็นว่าญาติคนนี้ซื่อสัตย์และน่าจะพัฒนาได้ เขาจึงไว้ใจให้ช่วยดูแลงานสำคัญ แต่ไม่คิดว่าการตัดสินใจของเขาจะผิดพลาด
“ผมขอโทษครับพี่ ผมไม่รู้ว่ามันจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น”
“แกยอมให้มันเป็นคนถือเงิน ยอมให้มันเป็นคนดูแลเงินได้ยังไง มันเป็นแค่หุ้นส่วน ไม่ใช่เจ้าของโครงการแบบฉัน!”
กีรติโกรธมาก เงินทั้งหมดที่ได้มาจากการระดมทุนตอนนี้ถูกโกงไปหมด จริงอยู่ถึงแม้ว่าเงินจำนวนนี้จะไม่ทำให้ขนหน้าแข้งของเขาร่วง แต่ก็อดแค้นไม่ได้เพราะเขาอุตส่าห์ไว้ใจให้วรพลมาร่วมหุ้นด้วย ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะใช้เล่ห์เหลี่ยมเพื่อโกงเงิน
“แกต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ แกต้องไปตามเงินคืนมาให้ได้”
กีรติยื่นคำขาด แต่รองประธานได้แต่ร้องห่มร้องไห้พร้อมกับบอกว่าตัวเองไร้ความสามารถ ไม่สามารถตามเงินคืนมาได้ แล้วยังบอกอีกว่าตอนนี้ วรพลได้หนีออกนอกประเทศไปแล้ว เขาคงทำอะไรอีกฝ่ายไม่ได้แล้ว
กีรติแค้นใจมาก เขาตบโต๊ะอีกครั้งจนมือแดง
“ยังไงฉันก็ต้องหาทางเอาเงินคืนมาให้ได้!”
คนที่กล้ากระตุกหนวดเสือไม่มีทางที่จะรอดพ้นจากเขาไปได้ กีรติทำธุรกิจมานานกว่าสิบปี ถ้าเขาไม่แน่จริงเขาคงไม่ยืนหยัดอยู่ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มาได้ยาวนานขนาดนี้
ที่ผ่านมาเขาเจอปัญหามามากมาย แต่เขาไม่เคยเพลี่ยงพล้ำให้ใคร ไม่เคยเสียรู้ใครและไม่เคยเสียเงินฟรีๆแบบนี้
สิ่งที่เกิดขึ้นมันก็เป็นความผิดของเขาส่วนหนึ่งที่ไว้ใจคนอื่นมากเกินไป เขาเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นญาติสนิทสายเลือดเดียวกัน ถึงได้วางใจให้ช่วยดูแลบริหาร แต่ใครจะไปคิดว่าญาติคนนี้จะเสียรู้เด็กเมื่อวานซืนอย่างวรพล
“มันออกนอกประเทศตั้งแต่เมื่อไหร่”
“ไปได้สามวันเเล้วครับ”
เลขาหนุ่มรีบรายงาน เขาไปตามสืบมาแล้วรู้ว่าหลังจากที่วรพลได้เงิน สามวันต่อมาก็ได้บินไปต่างประเทศ นับว่าวรพลใจเย็นพอสมควร เขาวางแผนแยบยลมากจนทุกคนนั้นตามไม่ทันเลยทีเดียว
กีรติยอมรับว่าวรพลฉลาด แต่ถ้าใช้ความฉลาดในทางที่ผิดแบบนี้ก็คงต้องโดนสั่งสอนเสียบ้าง
“มันคงรู้ว่าฉันไปอิตาลี มันก็เลยฉวยโอกาสนี้โกงเงินพวกเรา”
เขาอุตส่าห์เปิดโอกาสให้นักธุรกิจโนเนม ยอมร่วมลงทุนด้วย แต่ใครจะไปคิดว่าเขาดันได้ร่วมงานกับมิจฉาชีพอย่างวรพล ได้ยินว่าอีกฝ่ายเป็นลูกชายของธนพลเจ้าของบริษัทรับสร้างบ้านขนาดกลาง กีรติเชื่อว่าเรื่องนี้วรพลไม่มีทางทำคนเดียว จะต้องมีคนสมรู้ร่วมคิดอย่างแน่นอน และคนที่ชายหนุ่มสงสัยก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นธนพลพ่อของวรพล!
“ไปตามสืบมาว่าบริษัทของพ่อมันอยู่ที่ไหน เดี๋ยวฉันจะหาทางดัดหลังมันเอง”
“ได้ที่อยู่มาเรียบร้อยแล้วครับ”
เลขาหนุ่มเตรียมทุกอย่างไว้พร้อมแล้ว ทำงานกับกีรติมาหลายปีเขารู้ใจเจ้านายมากกว่าใคร
“มันเอาเงินไปเท่าไหร่”
“สี่สิบล้านครับ”
สำหรับคนที่มีทรัพย์สินพันล้านแบบเขา เงินสี่สิบล้านไม่ได้มากมายอะไร แต่ใครจะยอมเสียเงินฟรีๆให้คนทรยศเอาไปเสวยสุข เขาไม่มีทางยอมให้วรพลลอยหน้าลอยตามีความสุขอยู่ได้หรอก เขาจะต้องหาทางเอาเงินของตัวเองกลับคืนมาให้ได้ ไม่ว่าจะวิธีไหนก็ตาม
“ฉันไม่น่าเสียรู้ไปร่วมลงทุนกับมัน”
“อย่าโทษตัวเองเลยครับพี่ ความจริงแล้วเรื่องนี้ผมเองก็มีส่วนผิด ถ้าผมไม่ยอมเซ็นเขาก็คงเอาเงินไปไม่ได้”
กีรติรู้สึกขัดใจ เขาพยายามสอนความรู้ให้ลูกพี่ลูกน้องมานานหลายปี แต่ไม่คิดว่าจะพลาดเรื่องแบบนี้ ทั้งๆที่มันเป็นเรื่องสำคัญมากและควรจะรอบคอบ
“เอาเป็นว่าเรื่องของฉันกับแกเดี๋ยวเราค่อยคุยกัน ตอนนี้ฉันต้องจัดการวรพลก่อน ฉันจะไม่ยอมให้มันเอาเงินฉันไปถลุงเล่น คนอย่างมันต้องได้รับบทเรียน!”
คนอย่างกีรติฆ่าได้แต่หยามไม่ได้ ถ้าเขาไว้ใจแล้วมาทรยศหักหลัง นั่นเท่ากับว่าคนๆนั้นต้องการประกาศสงครามกับเขา
วรพลน่าจะรู้ว่าเขามีอำนาจในมือมากแค่ไหน คนอย่างเขาไม่มีทางปล่อยผ่านเรื่องนี้อย่างแน่นอน ไม่แปลกใจเลยที่อีกฝ่ายหนีหัวซุกหัวซุนไปถึงต่างประเทศ คงกลัวว่าเขาจะตามตัวเจอ
“เอายังไงต่อดีครับท่านประธาน”
เลขาหนุ่มเอ่ยถาม เพียงแค่กีรติออกคำสั่งเขาก็จะรีบไปจัดการให้ทันที
“ฉันรู้ว่าต้องทำยังไง ช่วงนี้เคลียร์เรื่องในบริษัทให้เรียบร้อยก่อน ส่วนเรื่องวรพลเดี๋ยวฉันจะจัดการเอง”
ยังมีงานอีกมากที่ต้องเคลียร์ สำหรับเรื่องนี้เขาสามารถจัดการได้โดยไม่ต้องพึ่งพาใคร
“ส่วนนาย ต้องเรียนรู้คนให้มากกว่านี้ อย่าไว้ใจใครง่ายๆ ในโลกธุรกิจไม่มีใครจริงใจ เจ้าเล่ห์มานายก็ต้องเจ้าเล่ห์กลับ อย่าใจอ่อนเด็ดขาด!”
“ครับพี่ ผมจะจำเอาไว้”
กีรติเหนื่อยหน่ายใจกับวีระ ถ้าไม่ติดว่าเป็นลูกพี่ลูกน้องและได้รับการฝากฝังจากคุณลุงให้ช่วยดูแล เขาคงไม่แยแสเขี่ยพ้นตำแหน่งรองประธานไปแล้ว แทนที่จะเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระ กลับสร้างปัญหาเพิ่มเสียได้ น่าหนักใจจริงๆ
