ตอนที่ 1 สิ่งที่ทุกคนไม่รู้
ตอนที่ 1
สิ่งที่ทุกคนไม่รู้
มธุรดากำลังเตรียมตัวเพื่อไปออกกำลังกายที่สวนสาธารณะ ในขณะนั้นรถของพี่ชายก็เลี้ยวเข้ามาในรั้วบ้าน จอดนิ่งสนิทหน้าประตู วรพลเปิดประตูรถด้านหลังเก็บเอกสารหอบใหญ่ก่อนเดินผ่านน้องสาวโดยไม่ทักทาย
“พี่วิน”
ชายหนุ่มหันกลับมา ท่าทางเขาดูหงุดหงิดมากๆ
“มีอะไร!”
พี่ชายกระชากเสียงถาม มธุรดามองคนตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้า เธอรู้สึกแปลกใจว่าทำไมสภาพของเขาถึงเป็นแบบนี้
“ไปทำอะไรมา ทำไมตัวเปียกขนาดนี้”
วรพลก้มมองตัวเอง ตวัดสายตาใส่น้องสาวก่อนดุเธอเสียงดัง
“แกจะไปไหนก็ไป ไม่ต้องมายุ่งกับฉัน จะไปออกกำลังกายไม่ใช่หรือไง รีบไปสิเดี๋ยวก็มืดหรอก”
มธุรดาถอนหายใจ ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่พี่ชายของเธอเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ วรพลเคยเป็นคนที่อ่อนโยน เป็นพี่ชายที่แสนดี แต่ช่วงสองสามปีหลัง เธอสังเกตว่าพี่ดูเปลี่ยนไป เขากลายเป็นคนอารมณ์ร้อนหงุดหงิดง่าย ดูมีลับลมคมใน บ้านช่องก็ไม่ค่อยกลับ อ้างแต่ว่าไปนอนที่คอนโด บางทีเธอเองก็อยากจะถามเขาว่ามีปัญหาอะไรหรือเปล่าเผื่อจะช่วยได้ แต่แค่ทักทายก็โดนพี่ชายดุแล้ว แบบนี้ใครจะกล้าคุยด้วย
หญิงสาวละความสนใจจากพี่ชาย เธอสวมรองเท้าปั่นจักรยานออกจากบ้าน ตรงไปยังสวนสาธารณะของหมู่บ้าน ในหมู่บ้านแห่งนี้มีสวนสาธารณะขนาดใหญ่ ทุกๆเย็นจะมีผู้คนมาเดินเล่นและออกกำลังกายเป็นประจำ
มธุรดาก็เป็นอีกหนึ่งคนที่มักจะมาออกกำลังกายที่นี่ เธอเป็นคนรักสุขภาพ หลังเรียนจบเธอก็ได้ทำผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสุขภาพของตัวเองวางขายตามโซเชียลมีเดียต่างๆ แม้ว่ายอดขายจะไม่หวือหวามาก แต่ก็ทำให้เธอมีรายได้เทียบเท่ากับพนักงานระดับสูงตามบริษัทใหญ่ๆ
มธุรดาเริ่มปั่นจักรยานไปรอบๆสวนสาธารณะ รอจนแดดร่มลมตกกว่านี้จะมีกิจกรรมแอโรบิค ซึ่งเธอก็มักจะเข้าร่วมทุกวัน และเป็นคนอายุน้อยที่สุดที่เข้าร่วมกิจกรรมนี้
“สวัสดีค่ะคุณพี่ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะคะ กลับมาจากต่างประเทศนานแล้วหรือยังคะ”
มธุรดาบังเอิญเห็นเพื่อนบ้านที่เธอไม่ได้เจอหน้ามานานกำลังนั่งผูกเชือกรองเท้าอยู่ จึงได้เข้าไปทักทายอีกฝ่าย
“สวัสดีค่ะคุณน้อง พอดีพี่กลับมาอยู่ชั่วคราวค่ะ แม่พี่ไม่ค่อยสบายก็เลยกลับมาอยู่ดูแลท่าน”
“แล้วที่สวิตเซอร์แลนด์เป็นยังไงบ้างคะ เห็นว่าอากาศดีมากเลย”
เธอใฝ่ฝันอยากจะไปเที่ยวที่นั่นสักครั้ง จึงได้ทำงานหนักเพื่อหาเงินสานฝันตัวเอง
“ช่วงนี้อากาศหนาวมาก ถ้าเป็นเรื่องอากาศคะแนนติดลบสำหรับพี่เลย”
คนที่เติบโตมาในเมืองร้อนเมื่อเจออากาศหนาวก็รู้สึกไม่ชินและไม่สบายตัว เป็นเรื่องปกติที่จะไม่ชอบ แต่สำหรับมธุรดา เธอไม่ได้สนใจสภาพอากาศ แค่อยากไปดูทิวทัศน์ด้วยตาของตัวเอง
“แต่ได้ยินว่าที่นั่นสวยมากเลยใช่ไหมคะ”
“ข้อนี้พี่ไม่กังขาเลยค่ะ สวยจริงๆสวยเหมือนในเทพนิยายเลย จริงๆอยากให้คุณน้องลองไปเที่ยวสักครั้งเดี๋ยวพี่จะเป็นไกด์พาทัวร์เอง”อีกฝ่ายเสนอตัวทันที
“ดีจังเลยค่ะ ไว้เก็บเงินได้สักก้อนแล้ววิวจะไปเที่ยวที่สวิตเซอร์แลนด์นะคะ”
“อย่างน้องวิวไม่เห็นต้องเก็บเงินเลยค่ะ น้องวิวเป็นถึงลูกสาวเจ้าของบริษัทเชียวนะ”
“นี่ก็ยังเป็นบริษัทเล็กๆค่ะ ทุกวันนี้ยังต้องประหยัดมัธยัสถ์กันอยู่ ไม่ได้ร่ำรวยอะไรมากมายเลยค่ะคุณพี่”
หญิงสาวถ่อมตัว จริงอยู่ที่พ่อของเธอเป็นเจ้าของบริษัทรับสร้างบ้าน แต่ก็เป็นบริษัทกลางๆไม่ได้มีมูลค่าสูงมาก รายได้ต่อปีไม่ถึง 10 ล้านบาทด้วยซ้ำ
“คุณน้องก็พูดไป เอาเป็นว่าถ้าเมื่อไหร่ที่ คุณน้องไปเที่ยวสวิตเซอร์แลนด์ อย่าลืมโทรหาพี่นะคะ”
หลังจากพูดคุยกันเสร็จเรียบร้อยก็ได้เวลาเต้นแอโรบิค หญิงสาวชวนเพื่อนบ้านไปเต้นด้วยกัน ในระหว่างนั้นก็พูดคุยกันไปด้วย
มธุรดาปั่นจักรยานกลับมาที่บ้าน เห็นพ่อแม่นั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร เธอจึงได้เดินเข้าไปหา
“มานั่งทำอะไรกันตรงนี้คะ”
หญิงสาวเอ่ยถามด้วยความสงสัย ยังไม่ถึงเวลาอาหารสักหน่อยทำไมพ่อกับแม่ถึงมานั่งอยู่ตรงนี้
“พ่อกับแม่ก็มารอพี่ชายเรานั่นแหละ เห็นบอกว่ามีเรื่องจะคุยด้วย ให้พ่อกับแม่มานั่งรอตั้งนานแล้วยังไม่ลงมาสักที”
หญิงสาวเงยหน้ามองขึ้นไปด้านบนเมื่อได้ยินเสียงปิดประตู เพียงครู่เดียววรพลก็เดินลงมา เขานั่งลงตรงข้ามพ่อกับแม่ มองทั้งสองสลับไปมาก่อนเอ่ยขึ้น
“ผมมีเรื่องจะบอกพ่อกับแม่”
มธุรดามองหน้าพี่ชาย เธอเองก็อยากรู้ว่าเขามีอะไรอยากจะบอกบุพการี
“ผมจะไปเที่ยวต่างประเทศสักพัก”
“แค่จะไปเที่ยวต่างประเทศไม่เห็นต้องมาบอกพ่อกับแม่เลย ปกติไปไหนมาไหนแกก็ไม่เคยบอกพ่อกับแม่อยู่แล้ว”
คนเป็นแม่เอ่ยขึ้น ลูกชายคนนี้อยู่ๆก็เปลี่ยนไป เริ่มมีพฤติกรรมแปลกๆขึ้นทุกวัน
“ที่ผมบอกพ่อกับแม่จะได้ไม่ต้องตกใจและสงสัยว่าผมหายไปไหนนานๆ เพราะครั้งนี้ผมไปนานมากก็เลยอยากบอกไว้ก่อน”
“แล้วจะไปทำไมนานๆล่ะ มีอะไรหรือเปล่า”
คนเป็นพ่อเอยถามพลางจ้องหน้าลูกชาย วรพลหลบสายตา ก่อนโมโหกลบเกลื่อน
“ผมก็แค่จะไปเที่ยวแต่แค่ไปนาน ผมมาบอกพ่อกับแม่จะได้ไม่ต้องสงสัยว่าผมหายไปไหน เดี๋ยวก็คิดว่าผมตายเหมือนตอนนั้นอีก”
เมื่อหลายเดือนก่อนเขาหายไปนานหลายวัน พ่อกับแม่จึงได้เดินทางไปแจ้งความ ความจริงแล้ว วรพลไม่ได้ไปไหน แค่ไปเดินป่ากับเพื่อนแล้วหลงป่า แต่สุดท้ายเขาก็หาทางออกมาได้ นับตั้งแต่วันนั้นพ่อกับแม่จึงขอร้องเขาว่าถ้าจะไปไหนมาไหนให้ช่วยบอกด้วย จะได้ไม่เกิดปัญหาอีก
“แล้วจะไปวันไหนล่ะ”
“ผมจะไปพรุ่งนี้ เก็บกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว”
มธุรดามองพี่ชาย เธอรู้สึกได้ว่าวรพลมีพิรุธ แต่พูดไปเดี๋ยวพี่ชายก็โมโหอีก เธอจึงได้แต่ยืนฟังเงียบๆไม่ได้ออกความคิดเห็น
เช้าวันต่อมา มธุรดาขับรถพาพ่อแม่และพี่ชายมาที่สนามบิน ชายหนุ่มยกกระเป๋าใบใหญ่สองใบลงจากรถ
“เดินทางดีๆ มีอะไรก็ติดต่อมาหาแม่บ้างไม่ใช่เงียบหายไป”
“รู้เเล้วน่ะ”
ทั้งๆที่วรพลกำลังจะเดินทางไปเที่ยว แต่ทำไมเขาถึงยังดูหงุดหงิด มธุรดาเริ่มสงสัยในตัวพี่ชายมากขึ้น แต่เธอก็ยังไม่กล้าถามอะไร
“ว่าแต่พี่วินยังไม่ได้บอกพวกเราเลยนะว่าจะไปเที่ยวที่ไหน”
“อเมริกา”
อเมริกามีอะไรน่าเที่ยว หญิงสาวคิดไม่ออกเลย พี่ชายเธอชอบภูเขาและธรรมชาติ คนอย่างนี้เนี่ยนะจะไปเที่ยวอเมริกา เป็นไปได้ยังไงกัน
“ถ้ากลับมาก็อย่าลืมของฝากน้องล่ะ”
“รู้แล้ว ผมไปก่อนนะเสียเวลามามากพอแล้ว”
หญิงสาวมองตามพี่ชาย เธอรู้สึกไม่สบายใจโดยที่ตัวเองก็บอกไปถูกเหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไร ท่าทางของวรพลดูลุกลี้ลุกลน เขาดูร้อนรนดูหงุดหงิด สายตาสอดส่องไปทั่วเหมือนกำลังมองหาอะไรบางอย่างอยู่ตลอดเวลา
