ตอนที่ 3 ครอบครัวของวรพล
ตอนที่ 3
ครอบครัวของวรพล
กีรติให้เลขาช่วยสืบหาข้อมูลของครอบครัวของวรพล จนทำให้เขาได้รู้ว่าคนขี้โกงเป็นลูกชายคนโตของธนพล ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทรับสร้างบ้านขนาดกลาง ธนพลมีลูกทั้งหมดสองคน คนโตคือวรพลส่วนคนเล็กคือมธุรดา เขาไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าค่าตา หญิงสาวแต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญเพราะเขาไม่ได้สนใจสักเท่าไหร่ สิ่งที่เขาสนใจตอนนี้คือเขาจะต้องหาทางเอาเงินของตัวเองกลับคืนมาให้ได้
กีรติปักใจเชื่อไปแล้วว่าครอบครัวนั้นต้องสมรู้ร่วมคิดกันอย่างแน่นอน ไม่มีทางที่วรพลจะทำเรื่องนี้คนเดียว จริงอยู่ที่อีกฝ่ายดูเฉลียวฉลาด แต่นักธุรกิจอ่อนหัดแบบนั้นกล้าใช้เล่ห์เหลี่ยมเพื่อหักหลังคนอย่างเขาก็จะกล้าหาญเกินไปหน่อย ถ้าเป็นธนพลก็คงพอจะเข้าใจได้ อีกฝ่ายโลดแล่นอยู่ในวงการธุรกิจอสังหามานาน คงจะพอมองเห็นช่องทางที่จะคดโกงได้ดีกว่าลูกชาย
กีรติไม่รู้เลยว่าสิ่งที่เขากำลังคิดอยู่นั้นมันผิด ในขณะที่ชายหนุ่มกำลังแค้นครอบครัวของวรพล ธนพลและภรรยากลับไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย ทั้งสองเดินทางมาทำบุญที่วัดพร้อมกับลูกสาว ไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าลูกชายคนโตได้ไปสร้างเรื่องอะไรเอาไว้
“คุณพ่อกับคุณแม่จะกลับบ้านเลยไหมคะ”
มธุรดามีธุระต้องไปต่อ วันนี้เธอนัดกับโรงงานเอาไว้ จะเข้าไปดูผลิตภัณฑ์ที่สั่งผลิต แต่บังเอิญว่าเธอต้องพาพ่อกับแม่มาทำบุญเสียก่อน จึงได้ขอเลื่อนเป็นช่วงบ่ายแทน
“ลูกรีบไปไหนหรือเปล่า”
หญิงสาวกรอกตาเล็กน้อยก่อนพยักหน้า วิชุดาและธนพลเกรงใจลูก เนื่องจากปัญหาสุขภาพหมอจึงสั่งห้ามไม่ให้ชายวัยกลางคนขับรถ เวลาจะไปไหนมาไหนจึงต้องพึ่งพามธุรดาและคนขับรถส่วนตัว
แต่เนื่องจากว่าใกล้ถึงช่วงเทศกาลแล้ว คนขับรถได้ลากลับบ้านที่อีสาน ช่วงนี้มธุรดาจึงต้องทำหน้าที่รับส่งพ่อกับแม่แทน
“พอดีว่านัดกับโรงงานเอาไว้จะไปดูผลิตภัณฑ์ตัวล่าสุดค่ะคุณแม่ แต่ว่าหนูนัดไว้ช่วงบ่าย เดี๋ยวหนูไปส่งคุณพ่อกับคุณแม่ที่บริษัทก่อนก็ได้ค่ะ”
หญิงสาวเสนอ อย่างไรทางที่เธอจะไปก็ผ่านหน้าบริษัทอยู่แล้ว
“ถ้าอย่างนั้นแวะไปส่งพ่อกับแม่ที่บริษัทก็ได้ลูก แล้วถ้าวิวทำธุระเสร็จค่อยมารับพ่อกับแม่กลับบ้าน”
“ได้ค่ะคุณแม่ หนูไปไม่นานใช้เวลาไม่ถึงสองชั่วโมงค่ะ”
หญิงสาวเอ่ยอย่างกระตือรือร้น รถยุโรปราคากลางๆจอดหน้าตึกขนาดแปดชั้น ซึ่งตึกนี้เป็นน้ำพักน้ำแรงของพ่อกับแม่ที่ช่วยกันสร้างมา สมัยก่อนตึกแห่งนี้เป็นตึกเก่าโทรมที่ถูกทิ้ง เจ้าของตึกขายให้พ่อถูกๆ ในตอนนั้นพ่อของเธอได้รับซื้อเอาไว้ ปล่อยเช่าเป็นสำนักงานต่างๆ แต่ช่วงหลังเมื่อเศรษฐกิจไม่ดีสำนักงานเหล่านั้นก็ทยอยยกเลิกสัญญาเช่า จึงไม่เหลือผู้เช่าอีกต่อไป
โชคดีที่พ่อของเธอมีธุรกิจเสริม เป็นธุรกิจอสังหาเล็กๆ พ่อเห็นว่าไหนๆตึกก็ว่างแล้วจึงได้ตัดสินใจจดทะเบียนบริษัท แล้วตึกนี้ก็กลายเป็นที่ตั้งของบริษัทมานานกว่ายี่สิบปีเเล้ว
“เดี๋ยวตอนเย็นหนูจะแวะมารับนะคะคุณพ่อคุณแม่”
“ไม่ต้องรีบก็ได้นะลูก หนูจะไปทำธุระอะไรก่อนก็ได้ พ่อกับแม่ไม่รีบหรอก”
วิชุดารู้ว่าลูกสาวไม่ใช่เด็กเถลไถล ความจริงเธอก็รู้สึกเกรงใจลูกที่ต้องมาคอยดูแลเธอกับสามี ทั้งๆที่ตอนนี้มธุรดาโตแล้ว ควรมีชีวิตอิสระเป็นของตัวเองอย่างเต็มที่ แต่หญิงสาวก็ยังติดพ่อกับแม่ เหมือนตอนเล็กๆไม่มีผิด
“ค่ะคุณแม่ ไว้ถ้าคุณแม่กับคุณพ่อจะกลับบ้านโทรตามหนูได้เลยนะคะ”
“ขับรถดีๆนะลูก ไม่ต้องรีบเพราะพ่อรอได้”
ธนพลและวิชุดารักลูกสาวคนนี้มาก มธุรดาเป็นเด็กดี เรียนเก่งเฉลียวฉลาดและขยัน ถึงแม้ว่าที่บ้านจะมีฐานะไม่ได้ขัดสนอะไร แต่มธุรดาก็มักจะหาเงินเองมาตั้งแต่เด็กๆ สำหรับคนเป็นพ่อเป็นแม่รู้สึกภูมิใจในตัวลูกมาก มธุรดาจึงกลายเป็นลูกสาวหัวแก้วหัวแหวน
ด้านกีรติ หลังจากที่กลับมาจากอิตาลีทำให้เขารู้ว่าการที่เขาไม่อยู่บริษัทนานหลายวันทำให้เกิดปัญหามากมายแค่ไหน นอกเหนือจากเรื่องวรพลแล้ว ยังมีปัญหาอื่นๆที่เขาต้องตามเช็ดตามล้าง
ความจริงแล้วเรื่องของวรพลก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรมากมาย แต่ใครจะยอมให้คนอื่นลูบคมตัวเองฟรีๆ ลำพังเงินไม่กี่สิบล้านสำหรับเขามันก็ไม่ได้มากมายจนทำให้ชีวิตเขาล้มลุกคลุกคลาน แต่เขาไม่ชอบวิธีการของวรพลที่หาทางเอาเงินนี้ออกไป ถ้า อีกฝ่ายจะหักกำไรเล็กๆน้อยๆเขาก็คงไม่คิดอะไร แต่ถึงขั้นฮุบเงินหอบเงินหนีไปต่างประเทศแบบนี้ เขาไม่มีทางยอมเด็ดขาด
เขายังจำได้ดีวันที่วรพลก้าวเข้ามาในบริษัท อีกฝ่ายแนะนำว่ามาจากบริษัทอสังหาริมทรัพย์กลางๆ หากเป็นที่อื่นคงจะไม่ต้อนรับ แต่สำหรับกีรติเขาให้เกียรติทุกคนเสมอ เขายอมเปิดใจฟังรายละเอียดโครงการที่วรพลมานำเสนอ และเขายอมรับว่าเขาสนใจมาก ถึงได้ยอมร่วมลงทุนเป็นเงินจำนวนหลายสิบล้าน
แต่ใครจะไปคิดว่าความไว้วางใจของเขาจะถูกทรยศ นี่คือสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกแค้นเคืองใจเป็นที่สุด เขาอุตส่าห์ให้โอกาสบริษัทกลางๆที่ไร้ชื่อเสียง แต่ วรพลกลับหักหลังเขา แถมยังใช้เล่ห์เหลี่ยมหลอกคนของเขาเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง คนแบบนี้เอาไว้ไม่ได้ เขาไม่มีทางให้อภัยวรพลเด็ดขาด!
