บทที่ 6 โจ๊ก
"กลับมาแล้วค่ะ"
คำกล่าวทักทายคนในบ้านเอ่ยขึ้นทันทีที่เท้าเหยียบพื้น ด้วยน้ำเสียงสดใสหลังกลับมาถึง มองดูคนที่ดูจะสนุกกับรายการทีวีตรงโถงรับแขกกับเครื่องดื่มคู่ใจอย่างไวน์ขาวบนโต๊ะหินอ่อนสีขาว
"ยินดีต้อนรับกลับ แต่...สายไปห้านาทีนะ" ชยินเหลือบมองนาฬิกาบนฝาผนัง พร้อมปรายสายตามองหญิงสาว ขณะสองมือพะรุงพะรังด้วยวัตถุดิบ อันจะใช้สำหรับทำอาหารเย็นวันนี้
"ก็จู่ ๆ ใครไม่รู้ อยากกินครัวซองต์ร้านโปรด พรีมเลยต้องรีบไปต่อคิวซื้อให้"
"เหรอ..." เจ้าตัวหันมายิ้มไม่รู้สึกผิด หวังจะแกล้งเธอพอเป็นสีสันระหว่างวันตามสไตล์
ตัวจริงไม่เห็นจะเป็นเหมือนในสื่อที่มอบฉายาชยินว่า บอสน้ำแข็ง ถ้าจะให้เดาคงมาจากวิธีการทำธุรกิจแสนเยือกเย็น เฉียบขาด แข็งกร้าว ไม่ปรานี และยิ้มยาก อย่างหลังพอเข้าใจได้ไม่เถียง เขาจะยิ้มเมื่อรู้สึกว่าอยากยิ้มเท่านั้น แต่ที่เหลือดูจะตรงกันข้าม ออกจะเป็นคนช่างสำราญ มีความสุขกับอะไรง่าย ๆ สบาย ๆ ชยินเป็นแบบนั้นในสายตาพรีม
หรือเพราะนี่ไม่ใช่เวลางานเลยไม่ได้สวมบทบาทบอสน้ำแข็ง
กลับมาที่เรื่องครัวซองต์ ยังดีที่ร้านประจำอยู่ในห้างเดียวกันกับที่พรีมต้องซื้อของทำกับข้าว ไม่งั้นพรีมได้หอบของทั้งหมดเดินไปเดินมาจนหมดแรง ดีไม่ดีอาจจะกลับถึงบ้านสายกว่าห้านาทีที่เจ้าตัวกล่าวแซว
"พี่ชยินจะกินครัวซองต์ก่อนหรือหลังมื้อเย็นดีคะ" พรีมถาม ขณะกำลังเอาวัตถุดิบออกจากถุงผ้า
"มื้อเย็นอีกนานไหมกว่าจะเสร็จ"
"ประมาณครึ่งชั่วโมงค่ะ"
"รอได้"
"ค่ะ"
ฮ่า ฮ่า ฮ่า
เสียงหัวเราะดังถึงในครัว ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันมาก เขาดูสนุกไม่น้อยกับรายการตลก และเพื่อไม่ให้ชยินต้องทนหิวนานนัก เธอจัดการล้างองุ่นสด ๆ ที่ซื้อมาไปวางที่โต๊ะเคียงคู่เครื่องดื่ม
"จิบไวน์ กินองุ่นไปพลาง ๆ นะคะคุณชาย"
"ครับผม"
ช่างเป็นแต่ละวันที่มีความสุข และอยากให้คงอยู่เช่นนี้ไปนาน ๆ อย่าได้มีสิ่งใดมาทำลายความสุขระหว่างเราสองคน คือความปรารถนาในใจพรีม
แต่...เธอคงลืมไปแล้ว ถึงบทเรียนครั้นตอนที่เธอถูกไล่ออกจากบ้านเดินตากฝนจนหนาวสั่น ว่า ทุกอย่างไม่แน่นอน จะให้คงทนถาวรล้วนขัดแย้งกับหลักธรรมชาติ สิ่งที่พรีมคิด คือเธอกำลังยึดติดจนเกิดความรู้สึกกลัว
พึ่บ
“ทำอะไรเหรอหอมจัง” สองเท้าก้าวเดินตามกลิ่นหอมฟุ้งเข้ามาในครัว หยุดฝีเท้ามองดูอยู่ข้าง ๆ ไม่รบกวน ว่าพรีมกำลังทำอะไร
มือข้างหนึ่งถือมือหั่นผักเป็นชิ้นพอดีคำอย่างชำนาญ ส่วนอีกข้างจับวัตถุดิบลงน้ำหนักเล็กน้อยตามจังหวะ แล้วหันไปเปิดฝาหม้อที่กำลังเดือดต้มซี่โครงหมูสำหรับทำเป็นน้ำสต๊อกและซุปอยู่ด้านใน
“พรีมทำแกงจืดกระดูกหมู กับผัดผักรวมกุ้งค่ะ เมนูง่าย ๆ แสนธรรมดา พี่ชยินอยากได้อะไรเพิ่มอีกไหมคะ พรีมคิดอยู่ว่ามันดูน้อยไปรึเปล่า”
“แค่นี้ก็พอแล้ว ฝีมือพรีม ผมกินได้หมดแหละ” ช้อนตวงหยิบขึ้นมาคนแกงจืดในหม้อที่กำลังเดือดปุด ๆ แววตาสีอัลมอนด์อมยิ้มเหลือบมองชยิน รู้ดีว่าเขาชอบกินเมนูนี้แค่ไหน เป็นเมนูแรก ๆ ที่พรีมทำให้กินตอนเข้ามาอยู่บ้านหลังนี้
"ดูรายการจบแล้วเหรอคะ"
"อืม หลังจากนี้ว่าจะดูหนังกับเธอ"
"ฮื้ม"
"เวลาของเธอเป็นของผมจำได้ไหม มันเริ่มตั้งแต่ตอนที่เธอกลับมาถึงบ้านแล้ว ดังนั้นจากนี้ห้ามเล่นโทรศัพท์หรือสนใจอย่างอื่นนอกจากผม"
แววตากลมโตมองลึกเข้าไปนัยน์ตาอีกฝ่าย ส่อแววเจ้าเล่ห์นิด ๆ คงจะวางแผนมาอย่างดี
'ไม่ยอมให้ตัวเองเสียเปรียบเลยสินะ'
เธอจำได้...ตอนเช้าพรีมเป็นคนบอกว่าจะให้เวลาชยินวันพรุ่งนี้ทั้งวัน แต่ไม่คิดว่าเจ้าตัวจะเริ่มตั้งแต่เย็นนี้เลย เธอไม่ได้ว่าหรือโต้แย้งอะไร กลับตามใจอีกฝ่ายเสียมากกว่า อย่างไรแล้วพรีมเองอยากใช้เวลากับเขาเช่นเดียวกัน
"ถ้าอย่างนั้น เมนูผัดผักพี่ช่วยพรีมผัดได้ไหมคะ"
"...จ่ายแพงหน่อยนะ ใช้แรงงานผมนะ"
"ถือว่าคุ้มค่านะคะ แลกกับที่พรีมต่อแถวซื้อครัวซองต์ให้"
"ฮึ"
ทั้งสองใช้เวลาอยู่ในครัวไม่นาน อาหารทุกอย่าง ถูกจัดเตรียมไว้บนโต๊ะอย่างเรียบง่าย กลิ่นหอมฟุ้งลอยยั่วน้ำลายจนชยินอดใจไม่ไหว
ง่ำ
"กินกี่ครั้งก็อร่อยเหมือนเดิม" คำกล่าวชมเกิดขึ้นทันที หลังซดน้ำซุปกระดูกหมูฝีมือพรีมที่ตุ๋นจนเข้าเนื้อ
"ดีใจที่พี่ชอบนะคะ คงมีแต่พี่นั่นแหละค่ะที่ชมว่าอร่อย"
"ไม่เชื่อใจในลิ้นเทพของผมเหรอ"
"พรีมไม่ได้หมายความแบบนั้น...เมื่อก่อนพรีมต้องทำอาหารกินเองอยู่บ่อย ๆ เพราะไม่มีใครอยู่บ้าน เลยไม่รู้ว่ารสชาติจะถูกปากมากน้อยแค่ไหน มีพี่นี่แหละชมอาหารที่พรีมทำว่าอร่อย พรีมก็เลยดีใจทุกครั้งที่ได้ยิน" แววตาสดใสหม่นลงเมื่อกล่าวถึงเรื่องในอดีตของตนเอง ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้ากลับมาร่าเริงอีกครั้ง ไม่อยากทำให้บรรยากาศบนโต๊ะอาหารดรอปลง
"ทำอีกเยอะ ๆ สิ ผมได้จะชม"
"จะดีเหรอคะ พรีมทำเป็นอยู่ไม่กี่อย่างพี่ก็รู้ อร่อยสู้อาหารที่พี่ทำไม่ได้หรอกค่ะ พรีมยังจำรสชาติโจ๊กของพี่ได้อยู่เลย มันอร่อยกว่าโจ๊กไหน ๆ ที่พรีมเคยกินมา"
จู่ ๆ ชยินเงียบไปจนน่าแปลกใจ ราวกับกำลังจมดิ่งในความรู้สึกบางอย่างในจิตใจ พรีมรู้สึกได้ถึงบรรยากาศสั่นไหว หรือว่าเธอพูดอะไรผิด ทำให้เขาอารมณ์ไม่ดี
"แต่...ผมไม่ชอบมันเท่าไหร่นะ"
'โจ๊ก' ทำให้ชยินนึกถึงเรื่องในอดีตแสนเจ็บปวดที่เขาเก็บงำ ไม่คิดว่าจนถึงตอนนี้ตนยังไม่ลืม ความรู้สึกทุกอย่างในวันนั้นยังคงชัดเจน ที่ผ่านมาเขาเลือกห่อหุ้มมันไว้ในเกราะที่ดูเหมือนแข็งแกร่ง แต่แท้จริงแล้ว มันไม่ต่างอะไรจากลูกโป่งที่พร้อมระเบิดได้ทุกเมื่อ
"..."
ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบสงัด บรรยากาศบนโต๊ะอาหารรับรู้ได้ถึงความขุ่นมัว ประหนึ่งเมฆครึ้มก่อตัวอยู่เงียบ ๆ จนกระทั่งรับประทานมื้อเย็นเสร็จ ไม่คาดคิดว่าความสนุกบนโต๊ะอาหารต้องหยุดเอาดื้อ ๆ
