บทที่ 1 ฝันร้าย
สองเท้าเปื้อนฝุ่นก้าวเดินออกไป จากบ้านตัวเปล่าในสภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ย เชื่องช้าไร้จุดหมายตามทางขรุขระ เฉกเช่นเดียวกับจิตใจแสนบอบช้ำไร้ที่พึ่งพึง
ประหนึ่งคนไร้ค่า เมื่อความพยายามทั้งหมดสูญเปล่าในสายตาผู้ให้กำเนิด ที่มองว่าเธอคือตัวร้ายของเรื่องราวและตัดสายสัมพันธ์สีเลือดอย่างไร้เยื่อใย โดยการไล่เธอออกจากบ้าน อันเป็นของต่างหน้าที่เหลือทิ้งไว้ของบิดา อันเป็นจุดยึดเหนี่ยวสุดท้ายของพรีม
น้ำตาไหลนองอาบแก้มจนเปียกชื้น แววตาประกายหม่นเหม่อลอย เดินไปตามทางฟุตบาท ไม่มีหมุดหมาย ฝ่าผู้คนมากมายที่เดินผ่านไปผ่านมา ทำได้แต่มองผ่าน หลีกเลี่ยงไม่กล้าให้ความช่วยเหลือ
เหตุใดถึงเป็นแบบนั้น เกิดอะไรขึ้นกับสังคม? เพราะ...กลัวโดนลูกหลง
หลังมีข่าวเรื่องมิจฉาชีพหลากหลายรูปแบบออกมาหลอกประชาชน ล่อซื้อหวังชิงทรัพย์ เป็นเหตุผลว่าทำไมผู้คนถึงมองพรีมเป็นแบบนั้น หรือไม่อีกหนึ่งเหตุผลคือพรีมเหมือนเด็กใจแตก คนจรคนไร้บ้านเสพยาเสพติดจนเพ้อ หนีออกจากบ้านเสียเอง
หลากหลายเหตุผลให้คิดกันไป ตามกระแสโลกที่เสื่อมทรามลงทุกวันไม่ว่าจะด้วยปัจจัยใด เงินเฟ้อ ธนาคารผลิตเงินเยอะเกินไป หรือสงคราม ต่าง ๆ นานา
ครืน ครืน ครืน
เสียงฟ้าคำราม ประกายสายฟ้าแลบจากที่ไกลเป็นระยะ กับก้อนเมฆฝนสีดำอึมครึมขนาดมหึมาลอยต่ำ บอกเป็นสัญญาณว่าอีกไม่นานพื้นที่แห่งนี้กำลังจะเปียกชุ่ม น้ำไหลนองจากปริมาณฝนตกหนักนานนับหลายนาที
อะไรจะช่างเป็นใจอย่างนี้
ในยามที่หญิงสาวตัวคนเดียว สายฝนตกลงมาซ้ำเติมให้ทุกอย่างเลวร้ายลงไปกว่าเดิม แต่ถ้าคิดในมุมกลับ หรือบางทีสายฝนอาจจะกำลังเห็นใจ เข้ามาปลอบประโลม ใจอ่อนแอดวงนี้ก็เป็นได้ ดึงสติพรีมกลับมาอยู่กับปัจจุบัน
เปาะแปะ
ซ่า
เพียงไม่นานหยดน้ำเม็ดใหญ่เริ่มโปรยปรายดั่งใจคิด
เสียงน้ำเฉอะแฉะตามแรงกระทบพร้อมกับกระแสลมแรง ทำสาวน้อยร่างบางเปียกปอนทั้งตัวด้วยอาการหนาวสั่น กระนั้นเธอยังคงเดินไปเรื่อย ๆ แทนที่จะหยุดพักหาที่กำบัง แต่เธอเลือกปล่อยให้น้ำฝนชะล้างน้ำตาปะปนไป
“ทำไม ทำไม...ฝน...ตะ...ต้องตกมาตอนนี้ด้วยนะ...ฮึก” น้ำเสียงสั่นเครือพึมพำกับตัวเอง
น้อยใจในโชคชะตาชีวิตที่ผลักเธอในจมดิ่ง พรีมไม่ต่างอะไรจากคนหมดอาลัยกับโลกและสังคมเน่าเฟะไร้ความยุติธรรม
อึก
เป็นเพราะความหนาวเย็นจากน้ำฝนและกระแสลม ทำให้ร่างกายสั่นระริก
หรือ
เป็นเพราะร้องไห้หนักสะอึกสะอื้นจนเสียงแหบพร่ากันแน่ เป็นตัวการทำให้น้ำเสียง ครั้งหนึ่งเคยสดใสสั่นพูดติดขัดจนพูดไม่เป็นประโยค นอกจากเสียงฟันขบกระทบกัน ก่อนจะทรุดนั่งตรงริมฟุตบาทข้างป้ายรถเมล์ กอดตัวเองแน่นพักเอาแรง
สภาพไร้สติ ช็อกกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น ปิดกั้นวิธีคิดหาทางออก จมดิ่งกับความคิดลบ มองตัวเองในแง่ร้าย หมกมุ่นอยู่กับมันนับครั้งไม่ถ้วน วนเวียนกับภาพความทรงจำเดิม ๆ และคำพูดของแม่ หรือว่าตนเองจะเป็นตัวร้ายของเรื่องนี้จริง ๆ
...
แววตาสีน้ำตาลทอแสงหม่น ตกอยู่ในห้วงความคิด คล้ายกับเมฆดำผืนใหญ่ในเวลานี้ปกคลุมทั่วเมือง
ชาติที่แล้วเราไปทำอะไรไว้กับใครหนักหนา ชีวิตในชาตินี้ของเราถึงได้ประสบพบเจอกับเรื่องเลวร้าย
เด็กผู้หญิง อายุ 17 ปี อย่างพรีม ในเวลานี้ควรนั่งอ่านหนังสืออยู่บ้าน ฝึกทำโจทย์เตรียมสอบ เพื่อช่วงสำคัญของชีวิตอีกหนึ่งก้าว อย่างการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่กำลังจะถึงในอีก 1 เดือนข้างหน้า สุดท้ายกลับพังทลายลงไม่เหลือชิ้นดี
รสชาติ ความรู้สึกจากบทเรียนแสนสาหัสที่เธอได้รับอย่างคำว่า ความไม่แน่นอนในชีวิต ไม่มีความเที่ยงในโลกหรือจิตใจที่เธอยึดมั่น สุดท้ายแล้วไม่มีสิ่งใดเป็นของของตน
เกิดคนเดียว ตายคนเดียวคือแบบนี้นี่เอง
...
ชีวิตคนหนึ่งคนจะประสบกับเรื่องราวแสนสาหัสกี่ครั้งกันถึงจะสุขสบาย สำหรับผู้หญิงคนนี้ตั้งแต่ที่เธอสูญเสียพ่อแท้ ๆ ไปและได้พบกับผู้ชายคนใหม่ของแม่ ชีวิตของเธอก็จมอยู่กับความทุกข์มาตลอด
.
.
.
เฮือก
เปลือกตาบางเปิดกว้างทั้งน้ำตา สะดุ้งตื่นจากความฝันแสนยาวนานในเช้าวันที่อากาศแจ่มใส
"..."
เธอนอนนิ่งอยู่บนเตียงนุ่มภายในห้องส่วนตัว พยายามตั้งสติกลับมาปัจจุบัน กวาดสายตามองรอบ ๆ ห้อง พร้อมกับสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เป็นการยืนยันกับตัวเองว่า มันเป็นแค่ฝัน ชีวิตของเธอตอนนี้สุขสบายและมีความสุขมากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
เหงื่อเม็ดใหญ่ถูกกลั่นเป็นหยดน้ำ เปียกชุ่มไรผม ไหลตามกรอบหน้า ตามมาด้วยอาการมือสั่น ปฏิกิริยาทางร่างกายกำลังตอบสนองกับบาดแผลในอดีต ที่ฝั่งลึกในจิตใต้สำนึก และนำออกมาฉายเป็นม้วนภาพให้เห็นอีกครั้งในคืนนี้
ไม่ต่างอะไรจากการเข้ามาเหยียบซ้ำ สะกิดรอยแผลปิดสนิทที่ยังคงทิ้งรอยแผลเป็นเอาไว้ แม้ภายนอกจะหายดีแต่ความรู้สึกต่อรอยแผลนั้นยังเปรียบเสมือนฝันร้าย กระตุ้นความกลัว หลอกหลอนพรีมครั้งแล้วครั้งเล่า
และกว่าเธอจะเปิดใจให้สังคมได้อีกครั้ง มันไม่ง่าย ใช้เวลานานพอสมควรที่เธอจะหายกลัวผู้คน และรู้สึกสบายใจเวลาพูดคุย ถึงอย่างนั้นในความโชคร้ายก็มีความโชคดีที่เพื่อนมหาวิทยาลัยเข้าใจและอยู่เคียงข้างเธอ
ฮู่วว
"ทำไมถึงฝันเรื่องนั้น...มันผ่านมาตั้ง 3 ปีแล้วนะ"
นานมากแล้วที่เธอไม่เคยฝันถึงมัน ตั้งแต่...
ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด
เสียงนาฬิกาปลุกบอกเวลา 6.30 น. พรีมต้องลุกขึ้นจากเตียงนอน อันเป็นกิจวัตร จัดการตัวเองให้เรียบร้อยเสร็จสรรพ ก่อนจะเริ่มภารกิจแรกของวัน ด้วยการเดินไปอีกห้องที่อยู่ไม่ไกลกัน ดังนั้นนี่จึงไม่ใช่เวลาจะมาคิดถึงเรื่องอื่น ต้องทำหน้าที่ที่รับตามข้อตกลงให้ลุล่วง
ครืด ครืด เสียงผ้าม่านทึบเปิดออก เพื่อรับแสงแดดยามเช้า
เป็นการปลุกหนุ่มวัยสามสิบบวกรูปงามประหนึ่งเทพบุตรที่กำลังนอนหลับสนิทอยู่บนเตียงคิงไซซ์ให้รู้สึกตัว ยกแขนข้างหนึ่ง ที่อัดแน่นเป็นก้อนด้วยมวลกล้ามเนื้อไม่ต่างจากส่วนอื่น ๆ ของร่างกายสักเท่าไหร่ขึ้นปิดตา กันแสงแดดส่องแยงตารบกวนการนอนหลับ
“พี่ชยิน เช้าแล้วนะคะ ได้เวลาตื่นแล้ว”
